บทความ

การ์ตูนสุดมันส์จากโชเนนจัมป์

พูดถึงการ์ตูนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ก็ต้องเป็นการ์ตูนจากประเทศญี่ปุ่น และเมื่อพูดถึงสังกัดการ์ตูน ที่อัดแน่นไปด้วยการ์ตูนคุณภาพ ก็ต้องเป็นการ์ตูนจาก โชเนนจัมป์! โดยโชเนนจัมป์ คือนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ ที่การ์ตูนส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อสู้ การผจญภัย เนื่องจาก โชเนน แปลว่า เด็กผู้ชาย (Shonen) พูดง่ายๆ ก็คือ มีแต่การ์ตูนที่ถูกใจเหล่าเด็กผู้ชายนั่นเอง ยกตัวอย่างการ์ตูนดังจากโชเนนจัมป์ เช่น กินทามะ, บลีช, ยอดนักปรุงโซมะ, วันพีช ฯลฯ แม้จะอัดแน่นไปด้วยการ์ตูนมันส์ๆ เปี่ยมคุณภาพทั้งเนื้อเรื่องและลายเส้น แต่มันก็ต้องมีเรื่องที่สนุกแซงหน้าแซงตาเรื่องอื่น จนกลายเป็นตำนานของโชเนนจัมป์ สลอตได้อ้างอิงคะแนนโหวตจากเว็บไซต์ ranker.com เว็บไซต์จัดอันดับ ที่เปิดให้คนทั่วไปร่วมโหวต ว่าอะไรดีที่สุด! ซึ่งแน่นอนว่ามีการเปิดโหวตในหัวข้อ การ์ตูนจากโชเนนจัมป์ที่ดีที่สุดเช่นกัน สำหรับเว็บนี้ อันดันที่เท่าไหร่ไม่ได้สำคัญ เพราะมีทั้งคะแนนบวก และคะแนนลบ สลอตได้ทำการคิดคำนวณถึงคะแนนสุทธิจริงๆ อีกที ว่าใครได้มากกว่ากัน ต่อให้คะแนนบวกเยอะ แต่คะแนนลบเยอะกว่า ก็ถือว่าไม่ดีพอ ถ้าคะแนนบวกเยอะเกินหน้าเกินตา แปลว่าได้รับการยอมรับอย่างแน่นอน สลอตถึงจะนับว่า เป็นการ์ตูนโชเนนจัมป์ที่มันส์จริงๆ ! (เนื่องจากเป็นเว็บไซต์ที่เปิดโหวตตลอด ส่งผลให้ อันดับขึ้น-ลงตลอดเวลา จึงขอแจ้งเอาไว้ว่า ข้อมูลคะแนนการโหวตของบทความนี้ บันทึกไว้ในวันที่ 9 ตุลาคม) อันดับที่ 5 Hunter X Hunterคะแนน 2,450 โหวต แม้จะถูกจัดว่าเป็นการ์ตูนเก่า เนื่องจาก Hunter X Hunter (ฮันเตอร์) เวอร์ชันอนิเมะ ฉายในไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 แถมเวอร์ชันมังงะ ก็ไม่ได้วางขายมาหลายปี เพราะคนเขียนติดไอดอลวง Keyakizaka46 แต่ผลงานที่เขาเขียนไว้ก่อนหน้านี้ แม้จะเป็นเวลานานมากแล้ว เนื้อหาการ์ตูนยังถือว่าเข้มข้น ทันยุคสมัย ไม่ซ้ำใครอยู่ดี ฮันเตอร์ เป็นการ์ตูนแนวแอ็คชัน ผจญภัย เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ กอร์น ฟรีคซ์ เด็กหนุ่มผมตั้งวัย 12 ปี กอร์นอาศัยอยู่กับญาติบนเกาะปลาวาฬ เกาะของชาวประมง โดยคนในเกาะได้บอกกับกอร์นว่า พ่อและแม่ของเขาเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ ตั้งแต่เขายังเด็ก จนกระทั่งวันหนึ่ง กอร์นก็ได้รู้ความจริงว่า พ่อของเขายังมีชีวิตอยู่ แถมยังเป็นฮันเตอร์มืออาชีพระดับแนวหน้า เขาทิ้งกอร์นไป เพราะต้องการเดินตามความฝันของตัวเอง เมื่อรู้ดังนั้น กอร์นจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อตามหาพ่อของตัวเอง และเขาต้องการจะเดินตามรอยพ่อ นั่นก็คือ กอร์นจะเป็นฮันเตอร์ให้ได้! ฮันเตอร์ของการ์ตูน Hunter X Hunter ไม่ใช่นักล่าป่าเถื่อน แต่ฮันเตอร์ คือมนุษย์ที่มีความสามารถพิเศษเหนือคนทั่วไป เช่น สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้, เสริมพลังของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นได้ เชื่อว่าหลายคนอาจจะลืมไปแล้ว เพราะทั้งเก่า แถมยังอัพเดทไม่บ่อย แต่ตอนนี้คนเขียนกลับตัวกลับใจ มาเขียนต่อเรื่อยๆ แล้วนะ แต่จะเป็นเวอร์ชัน มังงะ ตอนนี้ก็ดำเนินมาถึงตอนที่ 384 แล้ว ติดตามอ่านกันได้เลย! ก่อนที่จะลืมเนื้อเรื่อง! อันดับที่ 4 Dragon Ball คะแนน 2,675 โหวต การ์ตูนแนวแอ็คชัน ผจญภัย ที่ถูกจัดว่าเป็นการ์ตูนระดับตำนานขึ้นหิ้งไปแล้ว ดราก้อนบอล ตีพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 และมีหลายภาค ทั้งเวอร์ชันมังงะ อนิเมะ เกม ฯลฯ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างที่เพิ่งฉายจบไปก็คือภาค Dragon Ball Super เรียกได้ว่าเอาใจแฟนการ์ตูนสุดๆ เนื้อเรื่องก็เกี่ยวกับ โกคู เด็กหนุ่ม (ที่ปัจจุบันโตแล้ว) ต้องเดินทางไปที่ต่างๆ ผ่านอุปสรรคมากมาย เพื่อสะสมดราก้อนบอลให้ครบทั้ง 7 ลูก และเมื่อสะสมครบ เขาจะได้ขอพรกับเทพเจ้ามังกร ภาคแรกของดราก้อนบอล มีชื่อว่า Dragon Ball เฉยๆ ไม่มีอะไรต่อท้าย ดราก้อนบอล ภาคต่อมา ซึ่งเป็นภาคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั่นก็คือ Dragon Ball Z โดยเนื้อหาของอนิเมะภาค Z นั้น จะเอามาจากเวอร์ชันมังงะทั้งหมด แค่เพียงแค่ภาค Z ภาคเดียว ก็ฉายตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 จนกระทั่งปี ค.ศ. 1996 ถัดมาคือ Dragon Ball GT ฉายในปี ค.ศ. 1996 ถึง ค.ศ. 1997 ถึงแม้จะเป็นภาคต่อจากภาค Z แต่ทางผู้สร้างได้เปิดเผยว่า ภาค GT ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อเรื่องหลัก นับว่าเป็นภาคของจักรวาลคู่ขนาน และล่าสุดก็คือ Dragon Ball Super เป็นภาคที่ต่อเนื่องมาจากภาค Z ฉายตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 จนถึงปี ค.ศ. 2018 ซึ่งก็จบลงอย่างสวยงามเมื่อไม่นานมานี้ ฉายนานขนาดนี้ กลับไปตามดูตั้งแต่ตอนแรกคงจะเหนื่อยหน่อย อ่านเป็นมังงะก็ได้ มีแค่ 42 เล่มเอง อันดับที่ 3 One Pieceคะแนน 3,093 โหวต หนึ่งในการ์ตูนที่หลายคนตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่มันจะจบสักที! One Piece เป็นการ์ตูนที่มีเนื้อเรื่องหลักเกี่ยวกับโจรสลัด ตัวเอกของเรื่องคือ 'มังกี้ ดี ลูฟี่' หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า ลูฟี่ เขามีความฝันว่าอยากจะเป็นราชาโจรสลัดให้ได้เล้ย! ซึ่งความฝันสูงสุดของโจรสลัดทุกคน ก็คือ การตามหาขุมสมบัติที่มีชื่อว่า วันพีช แม้ไม่มีใครรู้ว่า วันพีช ที่แท้จริงคืออะไร มีทรัพย์สินอะไรบ้าง แต่สาเหตุที่ทุกคนต้องการก็คือ ราชาโจรสลัดเคยกล่าวเอาไว้ว่า 'เขาซ่อนทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี เอาไว้ที่วันพีช' จึงทำให้โจรสลัดทั่วโลกพร้อมใจกันออกผจญภัยโพ้นทะเลเพื่อตามหาวันพีชนั่นเอง แม้พล็อตเรื่องจะดูแบบว่า ไม่น่าหวือหวาอะไรมาก แต่อย่าได้เริ่มต้นดูเชียว เพราะจะติดงอมแงม โดยในทุกตอน วันพีชจะซ่อนปริศนาเอาไว้ ในขณะเดียวกันก็เปิดเผยปมปริศนาที่ซ่อนอยู่ไปพร้อมกัน ปริศนาหลายอย่างนั้นซับซ้อนและมีความเชื่อมโยงกันอย่างน่าตกใจ จนถึงขั้นมี 'ทฤษฎีการ์ตูนวันพีช' ขึ้นมา และเป็นทฤษฎีที่มาการปรับปรุงแก้ไข ถกเถียงกันตลอดเวลา ตัวละครมีวิวัฒนาการ มีการเติบโต ตั้งแต่ลูฟี่เป็นแค่เด็กไร้เดียงสา จนปัจจุบันเติบโต มีความน่าเชื่อถือ คนที่ดูจะมีวิวัฒนาการมากที่สุดก็คงจะเป็น นามิ น่าจะรู้กันนะว่าทำไม แหะๆ ไม่เหมือนโคนันที่ผ่านมาเป็นสิบปีแล้วยังเป็นเด็กประถมเหมือนเดิม แม้จะเป็นการ์ตูนรายสัปดาห์ ที่เนื้อเรื่องควรจะเดินไวมาก และจบได้สักที เพราะแฟนการ์ตูนหลายคนจะลงแดงตายกับปริศนาที่ยังไม่เฉลย แต่ อ.โอดะ หรือคนเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ ก็งดวาดบ่อยๆ บางทีเว้นไปเป็นเดือนถึงจะออกตอนใหม่ สงสัยลืมไปแล้วว่าเป็นการ์ตูนรายสัปดาห์! อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนการ์ตูนเรื่องนี้ก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า ปัจจุบัน ดำเนินเนื้อเรื่องไปถึง 80% แล้ว! ตีพิมพ์ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2540 ตอนนี้เพิ่ง 80% ลองบวกลบคูณหารดูว่า อีก 20% อาจารย์ผู้เขียนจะใช้เวลาวาดอีกกี่ปี ฮือๆ อันดับที่ 2 My Hero Academiaคะแนน 3,449 โหวต แม้ว่าจะเป็นการ์ตูนใหม่ ที่เพิ่งเริ่มตีพิมพ์ตอนแรกในเดือนกรกฎาคม ปี 2014 ซึ่งอายุของการ์ตูนเรื่องนี้ ก็ถือว่าเพิ่งครบ 4 ปีไปหยกๆ แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดย My Hero Academia ได้รับการทำเป็นอนิเมะในเดือนมิถุนายน ปี 2016 หรือระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี นับตั้งแต่ตีพิมพ์มังงะตอนแรก เรียกได้ว่า เป็นการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จเป็นพลุแตก และถ้าไม่ดีจริง ไม่สนุกจริง ก็คงไม่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วขนาดนี้แน่นอน แม้เนื้อเรื่องจากคล้ายกับการ์ตูนโชเน็นจัมป์เรื่องอื่น ที่จับตามองวิวัฒนาการของพระเอก จากคนที่ไม่เก่ง ไม่มีอะไรเลย เรียกว่าขี้แพ้ยังได้ กลับกลายเป็นยอดคน ที่ไม่ว่าอุปสรรคหน้าไหนก็ผ่านไปได้ สำหรับเรื่องนี้ ยังโฟกัสไปที่ตัวละครอื่นเท่าๆ กันทุกตัว (จนสลอตเผลอคิดว่า พระเอกเป็นตัวประกอบ..) ด้วยความที่เนื้อเรื่องอยู่ในรั้วโรงเรียนฝึกฮีโร่ จึงทำให้เราได้รู้จักกับตัวละครใหม่พร้อมกับพระเอก มีความเข้าใจในลักษณะนิสัยของแต่ละตัวละครพร้อมกับพระเอก นิสัยของแต่ละคน ก็เหมือนเพื่อนที่โรงเรียนของเราจริงๆ มุกตลกที่สอดแทรกเข้ามาแบบได้จังหวะ ไม่เกร่อจนเกินไป เพลงประกอบของเรื่องที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับ "มิโดริยะ อิซึคุ" เด็กหนุ่มที่มีความฝันอยากจะเป็นฮีโร่ที่น่ายกย่อง แต่เขากลับกลายเป็นคนที่ไม่มีอัตลักษณ์ ซึ่งถือว่าผิดปกติ เพราะในยุคที่เขาเกิด ทุกคนต้องมีอัตลักษณ์ประจำตัว แม้ทีแรกเขาจะท้อแท้กับคำดูถูกมากมาย ว่าเขาไม่มีทางเป็นฮีโร่ได้หรอก แต่มิโดริยะก็ไม่ยอมแพ้ และเดินตามความฝันของเขาไปเรื่อยๆ เนื้อเรื่องช่วงแรกอาจจะดูง้องแง้งไปสักหน่อย แต่หลังจากที่เขาสามารถเข้าโรงเรียนยูเอย์ได้แล้ว จะมันส์จนหยุดดูไม่ได้เลยล่ะ! ปัจจุบัน เวอร์ชันอนิเมะมีทั้งหมด 3 ซีซัน (ซีซันที่ 3 เพิ่งจบไป) แต่ก็มีแผนทำซีซัน 4 ต่อทันที ส่วนฉบับมังงะมีทั้งหมด 201 ตอน Boku no Hero ยังเป็นการ์ตูนที่ต้องดูทั้งมังงะ และอนิเมะ โดยนอกจากฉบับอนิเมะ จะทำออกมาเคารพเวอร์ชันมังงะ ด้วยการใส่รายละเอียดทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องเล็กๆ แล้ว ยังมีการเสริมเนื้อเรื่องเพิ่มเติมลงไปในฉบับอนิเมะอีกด้วย! เพื่อช่วยเพิ่มสีสันให้สนุกมากยิ่งขึ้นนั่นเอง จัดว่าต้องดู! อันดับที่ 1 Narutoคะแนน 3,493 โหวต เชื่อว่าหลายคนน่าจะเดาถูก ว่าอันดับที่ 1 คือเรื่องอะไร นารูโตะ เป็นอีกหนึ่งการ์ตูนในตำนาน ที่มีอายุยาวนาน นารูโตะ มีทั้งหมด 72 เล่ม ตีพิมพ์ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2542 และจบบริบูรณ์ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ส่วนอนิเมะนั้นมีทั้งหมด 220 ตอนด้วยกัน เนื้อเรื่องหลักของ นารูโตะ ก็เกี่ยวกับตัวละครที่มีชื่อว่า "นารูโตะ" เขาถูกผนึกปีศาจจิ้งจอกเก้าหางไว้ในร่างตั้งแต่สมัยยังเป็นทารก ส่งผลให้ชาวบ้านเกลียดชังเขา เนื่องจากมีปีศาจอยู่ในตัว จึงทำให้นารูโตะใฝ่ฝันอยากจะเป็นโฮคาเงะให้ได้เล้ย! เพื่อลบคำสบประมาทต่างๆ และให้ทุกคนยอมรับในตัวเขา นารูโตะเป็นการ์ตูนแนวแอ็คชัน ที่มีมุกตลกสอดแทรกเอาไว้มากมาย ความสัมพันธ์ของตัวละคร ที่เรียนโรงเรียนนินจามาด้วยกัน ฝึกมาด้วยกัน ทำให้เด็กๆ ก็สามารถดูเรื่องนี้ได้ ในเรื่อง ยังแฝงไปด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก, ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง เพลงประกอบของนารูโตะก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก มีเยอะมากจนฟังไม่หมด แต่ดีทุกเพลง! และถึงแม้ว่าจะจบไปแล้ว แต่ก็มีภาคต่อ ก็คือ 'โบรูโตะ' ซึ่งจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับลูกๆ ของเหล่านินจาที่เป็นตัวละครหลักใน นารูโตะ เป็นอีกเรื่องที่เอาใจแฟนการ์ตูนได้เป็นอย่างดี
บทความ

5อนิเมะน่าดูWinter2019

ช่วงนี้เป็นช่วงปลายปี ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่าง เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล จากฤดูฝน ไปเป็น ฤดูหนาว ฤดูที่คนทั้งโลกเฝ้ารอคอยมานานแสนนาน เพราะเป็นฤดูที่สบายที่สุด กิจกรรมต่างๆ ในฤดูหนาวก็ดูจะเพลิดเพลินที่สุด เช่น กิจกรรมท่องเที่ยว อยู่ต่างประเทศก็ได้เล่นหิมะ แบรนด์เสื้อผ้าก็ออกคอลเลคชันฤดูหนาวสุดอลังการมาให้เราเสียเงิน รวมถึงวงการอนิเมะ ที่เมื่อถึงฤดูใหม่แล้ว เหล่าผู้ผลิตจะเริ่มฉายอนิเมะเรื่องใหม่ ที่จะมายึดเวลานอนของแฟนการ์ตูนในช่วงฤดูหนาว และอนิเมะที่ฉายต้นฤดูกาล มักจะเป็นอนิเมะชื่อดัง ที่หลายคนรอคอยให้ทำเป็นอนิเมะมานานแสนนาน เป็นแบบนี้ทุกฤดูนั่นแหละ ฤดูหนาวนี้ก็ล้วนแล้วมีแต่อนิเมะที่สนใจทั้งหมดเลย อย่างไรก็ตาม อนิเมะทุกเรื่องที่สลอตแนะนำ ยังไม่มีกำหนดการฉายอย่างเป็นทางการ ทั้ง 5 เรื่อง คาดว่าจะฉายในช่วงเดือนมกราคม 2019 ทั้งหมด   The Promised Neverland อนิเมะที่สร้างจากมังงะชื่อดัง ปัจจุบันมีประมาณ 100 ตอนแล้ว เป็นมังงะที่ทำให้ผู้อ่านตะลึงตั้งแต่ตอนแรก การวางเนื้อเรื่อง วางปมปริศนา การดำเนินเนื้อเรื่องที่ดี ชวนให้ผู้อ่านลุ้นทุกตอน ได้แม้ไม่มีเสียงประกอบ The Promised Neverland มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง เด็กทุกคนสวมชุดขาว มีหมายเลขกำกับบนลำคอทุกคน ชีวิตของพวกเขาเหมือนเดิมทุกวัน คือตื่นขึ้นมา ทำกิจวัตรเหมือนสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าทั่วไป แต่ที่พิเศษคือ พวกเขาต้องเรียนทุกวัน และทำการทดสอบวัดคะแนนทุกวัน คนที่ทำการทดสอบแล้วได้คะแนนเต็มระดับท็อป ก็มักจะได้คำชมเชยเสมอ และเมื่ออายุครบ 12 ปีบริบูรณ์ เด็กๆ จะต้องออกจากสถานรับเลี้ยง เนื่องจากมีครอบครัวรับไปอุปการะต่อ นั่นคือสิ่งที่พวกเขารู้ แต่ความจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น! เมื่อความเป็นจริงแล้ว สถานที่ที่พวกเขาเข้าใจว่าเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า มันคือฟาร์มมนุษย์ดีๆ นี่เอง! เมื่ออายุครบ 12 ปี ก็ไม่ได้ออกจากสถานรับเลี้ยงเพราะมีครอบครัวรับไปดูแลต่ออย่างที่เข้าใจ แต่ความเป็นจริงคือ เด็กๆ ถูกส่งออกไปให้ปีศาจกิน! เพราะเด็กอายุ 12 ปี เป็นวัยที่อร่อยที่สุดสำหรับเหล่าปีศาจ ยิ่งเด็กฉลาด IQ สูง สติปัญญาดี ก็ยิ่งมีคุณค่าสำหรับเหล่าปีศาจ เหล่าเด็กกำพร้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอกเลย มันส่งผลให้พวกเขาต้องออกไปตามหาความจริง ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาเกิดมาทำไม เกิดอะไรขึ้นกับโลกมนุษย์ ทำไมมนุษย์ถึงอยู่ภายใต้การครอบงำของปีศาจ และเหล่าเด็กต้องมีชีวิตรอดไปให้ได้ แม้พวกเขาจะอายุใกล้ 12 ปีบริบูรณ์แล้วก็ตาม!   Kakegurui XX การ์ตูนที่เนื้อเรื่องหลักเกี่ยวกับการพนันล้วนๆ โดยเนื้อเรื่องนั้นเกี่ยวกับโรงเรียนเอกชนเฮียคคะโอ โรงเรียนที่มีแต่เหล่าคนมีเงินมาเรียนกันทั้งนั้น แต่ใช่ว่ามีเงินอย่างเดียวแล้วจะอยู่ในรั้วโรงเรียนนี้ได้ เพราะโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ ไม่เหมือนโรงเรียนทั่วไป! โรงเรียนเอกชนเฮียคคะโอ เป็นโรงเรียนที่มี 'การพนัน' เป็นหลักในการใช้ชีวิต ใครที่มีกลยุทธ์การเล่นพนันเป็นของตัวเอง สามารถโกง เอาชนะแบบไม่มีใครจับได้ ก็จะได้รับยกย่องว่าเป็นชนชั้นสูงของโรงเรียน ไม่ว่าไปไหนก็ล้วนแล้วแต่มีคนชื่นชม ให้เกียรติ กลับกัน ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่มีโชคในด้านการพนันเอาเสียเลย คุณจะกลายเป็นชนชั้นที่ต่ำที่สุดในโรงเรียน หรือคุณจะเป็น "สัตว์เลี้ยงทาส" ที่ไม่ว่าใครก็ใช้งานคุณ เหยียดหยามคุณได้ และคุณยังถูกคนชนชั้นสูงกำหนดอนาคตไปจนถึงบั้นปลายชีวิตอีกด้วย! เรียกได้ว่าการพนันเป็นทุกอย่างของชีวิตจริงๆ สำหรับภาคแรกของ kakegurui นั้นจบลงที่ "จาบามิ ยูเมโกะ" เด็กใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาได้ไม่นาน แต่สามารถเล่นพนันเอาชนะตัวเบ้งของโรงเรียนได้หมด ไม่เว้นแม้กระทั่งเหล่าสมาชิกสภานักเรียน ที่ขึ้นชื่อว่าเล่นการพนันได้โหด แยบยลไร้ที่ติ โดยจาบามิ สามารถจับกลโกงได้ทุกอย่าง แม้จะเนียนมากแค่ไหน จาบามิ ได้เล่นการพนันดวลกับ "ประธานนักเรียน" ประธานนักเรียนนั้นมีชื่อเสียงในด้านความเยือกเย็น และการพนัน ไม่ว่าใครก็เอาชนะเธอไม่ได้ และผู้แพ้ต้องจ่ายให้ประธานนักเรียนจนหมดตัว ถ้าหมดตัวแล้วยังมีหนี้อยู่ ก็ต้องจ่ายด้วย "อวัยวะในร่างกาย" ผลของการพนันในครั้งนั้น จบลงที่เสมอกัน แต่การพนันที่ไหนจะมีเสมอล่ะ? ทุกอย่างถูกจัดฉากขึ้นมาต่างหาก เพื่อไม่ให้จาบามิต้องเสียเงินจนหมดตัว หากพ่ายแพ้ และประธานนักเรียนก็ไม่ต้องเสียหน้า หากพ่ายแพ้ให้กับเด็กใหม่ เรียกได้ว่า ต่างฝ่ายต่างเก็บศัตรูตัวฉกาจเอาไว้ เพื่อสนองความสุข ความสนุกของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ การต่อสู้ของจาบามิยังไม่จบ ตัวละครลับที่โหดกว่าประธานก็ยังไม่ได้โผล่มา ชีวิตของนักเรียนโรงเรียนเอกชนเฮียคคะโอ ก็เปลี่ยนไปหลายคน กับการปรากฎตัวของจาบามิ มาติดตามรอดูกันเถอะ ว่าจาบามิจะโชว์เทพอะไรอีก!   Kaguya-sama wa Kokurasetai เป็นมังงะที่สนุกมากเรื่องหนึ่ง และหากมาทำอนิเมะ สลอตรับรองว่าหลายคนน่าจะติดงอมแงมแน่นอน เป็นเรื่องราวของ "ชิโนมิยะ คางูยะ" กับ "ชิโรกาเนะ มิยูกิ" ชิโนมิยะ เป็นหญิงสาวตระกูลดัง มีอิทธิพลสูงสุดเป็น 1 ใน 4 ของญี่ปุ่น ตระกูลของเธอมีทรัพย์สินรวมมากกว่า 2 ร้อยล้านล้าน ตัวเธอเองก็มีความสามารถรอบด้าน ทั้งด้านการเรียน การป้องกันตัว ฯลฯ เธอเป็นรองประธานนักเรียนของโรงเรียนเอกชนชูชิอิน สถาบันการศึกษาที่สมัยก่อนมีเพียงลูกขุนนาง และซามูไรเท่านั้นที่จะสามารถเรียนได้ ในยุคปัจจุบันที่ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นกันแล้ว โรงเรียนเอกชนดังกล่าว จึงมีแต่เหล่าทายาทตระกูลดังของญี่ปุ่น ส่วนทางด้านของ ชิโรกาเนะ เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี แถมยังเป็นประธานนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้ แม้เขาจะไม่ใช่คนที่มีฐานะดีอะไร เรียกได้ว่าธรรมดา แต่เขาเป็นชายหนุ่มที่มีสติปัญญาดีเลิศ หาจับตัวยาก ไม่ว่าจะเป็นสนามสอบใดๆ ของญี่ปุ่น เขาก็สามารถทำคะแนนเต็ม จนเป็นอันดับที่ 1 ของญี่ปุ่นได้! ด้วยสติปัญญาอันเฉลียวฉลาด การประพฤติตัวที่น่าเป็นแบบอย่าง ทำให้เขาได้รับเกียรติได้เป็นประธานนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้ ด้วยความที่ ชิโนมิยะ กับ ชิโรกาเนะ ตัวติดกันตลอด เพราะรับหน้าที่เป็นกรรมการนักเรียนเหมือนกัน ฉลาดเหมือนกัน การวางตัวดีเหมือนกัน เด็กในโรงเรียนจึงเข้าใจว่า พวกเขาคบกันอยู่ และเหมาะสมกันมาก แต่ความเป็นจริง มันเป็นสงครามทางจิตวิทยาดีๆ นั่นเอง! ทั้งคู่แอบชอบกันก็จริง แต่ไม่มีใครยอมสารภาพรัก! เพราะพวกเขามีความคิดเหมือนกันว่า "ผู้ที่สารภาพรักก่อน คือผู้แพ้" ด้วยนิสัยอันหยิ่งในศักดิ์ศรีที่เหมือนกัน ทำให้ไม่มีใครยอมใคร ไม่ใช่แค่ไม่ยอมสารภาพรักเท่านั้น แต่ต่างฝ่ายต่างก็พยายามสร้างสถานการณ์เพื่อบีบบังคับให้อีกฝ่ายบอกรักให้ได้! จนแล้วจนรอด เวลาผ่านไปครึ่งปี พวกเขาก็ยังไม่ได้คบหากันจริงๆ จังๆ สักที มารอดูกันว่า เมื่อไหร่พวกเขาจะได้คบกัน และใครจะเป็นฝ่ายแพ้!   Mob Psycho 100 II อนิเมะแนวแอ็คชันจากพลังจิต ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในภาคแรก ภาคแรกของอนิเมะเรื่องดังกล่าว ฉายไปในช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2016 ถ้าลายเส้นคุ้นตาก็ไม่แปลก เพราะผู้สร้างเดียวกับอนิเมะชื่อดังเรื่อง One-Punch Man นั่นเอง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ "คาเงยาม่า ชิเงโอะ" หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า "ม็อบ" เขาเป็นเด็กวัยรุ่นทั่วไป ที่ฝันอยากจะมีชีวิตธรรมดาๆ ได้เที่ยวได้เล่น แต่เขาก็ทำไม่ได้ เนื่องจากเขามี "พลังจิต" ที่รุนแรงมาตั้งแต่เด็ก ม็อบจะมีอารมณ์ตื่นเต้น ตกใจ โกรธ เหมือนกับวัยรุ่นทั่วไปไม่ได้ เพราะความรู้สึกของเขาจะส่งผลต่อพลังจิต ยิ่งอารมณ์ของเขาเปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่ พลังของเขาก็สามารถไปทำร้ายคนอื่นได้โดยไม่ตั้งใจ ส่งผลให้ม็อบเป็นตัวละครที่มีหน้าเดียว เพราะเขาต้องควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองนั่นเอง แต่เขาก็ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขตามที่หวังได้อยู่ดี เนื่องด้วยพลังจิตอันรุนแรงของเขา ส่งผลให้คนที่มีความสนใจในพลังจิต แห่กันมาหา ทั้งใช้ประโยชน์จากพลัง, หลอกลวงม็อบ, วิญญาณปีศาจร้ายตามรังควาญ หรือแม้กระทั่งผู้ใช้พลังจิตด้วยกันเอง ที่หวังอยากต่อสู้กับม็อบ เพียงแค่อยากรู้ว่า ม็อบมีพลังจิตมากเท่าใด และตัวเลข 100 ที่ปรากฎในชื่อเรื่อง คือระดับพลังจิตของเขา หากเขามีอารมณ์ที่นิ่ง ไม่มีอะไรรบกวน พลังจิตของม็อบก็จะอยู่ที่ 0 คือไม่สามารถทำร้ายใครได้ แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม ที่ทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก พลังจิตของม็อบก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพลังจิตถึง 100 พลังของเขาก็รุนแรงจนยากจะหยุดได้ และม็อบยังสามารถไปจนถึงขั้น ???% หรือไม่สามารถระบุได้ ซึ่งเป็นขั้นที่รุนแรงที่สุด ไม่มีใครสามารถหยุดได้ ภาค 1 ว่าดีงามแล้ว ภาค 2 ก็ต้องดีงามมากแน่นอนเช่นกัน ด้วยทีมงานเซ็ตเดิมที่ทำงานร่วมกันในภาคแรก   Tate no Yuusha no Nariagari อนิเมะใหม่เรื่องอื่น มักจะเป็นอนิเมะที่ถูกสร้างขึ้นมาจากมังงะ แต่สำหรับเรื่องนี้แล้ว เป็นเรื่องที่สร้างมาจาก ไลท์โนเวท หรือ นวนิยาย นั่นเอง Tate no Yuusha no Nariagari มีชื่อไทยว่า ผู้กล้าโล่ผงาด ฉบับนิยายมีลิขสิทธิ์ขายในไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว อย่าลืมไปอุดหนุนกันล่ะ โดยจะเป็นการ์ตูนแนวแฟนตาซี และเกมเมอร์น่าจะชอบ เกี่ยวกับ "อิวาทานิ นาโอฟุมิ" เด็กหนุ่มธรรมด๊า ธรรมดา (รึเปล่า?) เขาถูกอัญเชิญไปต่างโลก เพื่อรับหน้าที่เป็น 1 ใน 4 ผู้กล้า คอยปกป้องเมืองจากเหล่าร้าย มีทั้งผู้กล้าแห่งดาบ ผู้กล้าแห่งธนู ผู้กล้าแห่งหอก ส่วนตัว อิวาทานิ ได้รับหน้าที่เป็น ผู้กล้าแห่งโล่ ฟังแล้วอาจจะดูเท่ แต่ความจริงก็ไม่ได้สวยงามขนาดนั้น เมื่อเขาถูกทุกคนหักหลัง ไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้กล้าด้วยกัน หรือแม้แต่ผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์ เพราะเขาเป็นเพียง ผู้กล้าแห่งโล่ ที่ไม่มีพลังโจมตีใดๆ ทำได้เพียงป้องกันตัวเองเท่านั้น ในเมื่อเขาไม่สามารถต่อสู้กับใครได้ เขาก็ไม่สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ ส่งผลให้เขาต้องเดินทางเข้าสู่ด้านมืด ไม่ว่าอะไรที่ทำลงไปแล้ว เขามีส่วนได้ผลประโยชน์ที่จะแข็งแกร่งขึ้น หรือได้หน้า เขาก็จะยอมทำทุกอย่าง! การ์ตูนเรื่องนี้ มีกลิ่นอายความเป็นเกม เพราะมีการบอกค่าสถานะต่างๆ ของแต่ละตัวละคร ว่าแข็งแกร่งเพียงใด แม้จะเกี่ยวกับผู้กล้า แต่ก็ไม่ได้มีแต่ชายล้วน ยัดแต่ฉากแอ็คชันจนเอียน ในเรื่องก็มีตัวละครหญิงสุดแสนจะน่ารัก มาเดินทางต่อสู้ร่วมกับพระเอกของเราด้วย สุดท้ายแล้ว เขาจะสามารถกลับมาผงาด รับตำแหน่งผู้กล้าแห่งโล่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีหรือไม่? มารอดูเวอร์ชันอนิเมะกัน!
บทความ

5หนังน่าดูเดือนตุลาคม

เดือนตุลาคม เดือนที่เหมาะกับการทำกิจกรรมมากมาย เพราะเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวพอดิบพอดี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ร้อน เหนียวเหนอะหนะตัวเท่าเมื่อกลางปีที่ผ่านมา หลายคนจึงเลือกผ่อนคลายนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็น ขับมอเตอร์ไซค์ออกทริป, แบกเป้เดินป่าขึ้นเขา ฯลฯ ถึงอากาศจะน่าออกไปสูดอากาศข้างนอก แต่ก็ยังมีหลายคนที่ชอบการผ่อนคลายแบบเงียบๆ มากกว่า เช่น ช็อปปิ้ง, เล่นเกม, อ่านหนังสือ และอีกกิจกรรมหนึ่งที่นิยมกันมากคือ การดูหนัง ช่วงนี้มีแต่รีวิวชวนเที่ยว ไม่ค่อยมีรีวิวหนังน่าดูประจำเดือนเลย จนทำให้สงสัยว่า เดือนนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจรึเปล่า? สำหรับเดือนตุลาคม เต็มไปด้วยหนังคุณภาพมากมาย ทั้งหนังใหม่ หนังเก่าที่กลับมาทวงบัลลังก์ รวมถึงหนังไทยที่น่าสนใจก็อยู่ในเดือนตุลาคมนี้เอง! One Cut of The Deadเข้าฉายวันที่ 4 ตุลาคม ชื่อภาษาอังกฤษอาจจะไม่คุ้น แต่ถ้าบอกเอ่ยว่ามันคือหนังชื่อ 'วันคัต ซอมบี้งับๆๆๆ' ล่ะก็ น่าจะร้องอ๋อ! หนังแนวซอมบี้จากแดนอาทิตย์อุทัย แทนที่จะชูโรงความน่ากลัว ความสยองขวัญของซอมบี้ แบบหนังซอมบี้เรื่องอื่น เช่น World War Z ก็ซอมบี้วิ่งเร็ว , Train to Busan ก็ค่อนข้างฉลาด แต่สำหรับหนังเรื่อง วันคัตฯ ชูโรงด้วยฉาก Long Take นาน 37 นาที! เป็นการถ่ายครั้งเดียว ไม่มีสั่งคัต ไม่มีเบรค เป็นเวลา 37 นาที ทุกอย่างต้องเป๊ะ เป็นไปตามคิวห้ามพลาด ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ยากมาก ถึงจะเป็นการโฆษณาที่ค่อนข้างแปลกเมื่อเทียบกับเรื่องอื่น แต่ก็ส่งผลให้คนดูมีความสนใจในหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก วันคัตฯ จะออกแนวเป็นหนังซ้อนหนังอีกที โดยจะเกี่ยวกับกองถ่ายกองหนึ่ง ที่เลือกถ่ายทำหนังแนวซอมบี้ที่คลังสินค้าลึกลับ ซึ่งเคยมีเรื่องเล่าว่า เป็นที่ตั้งของการทดลองอะไรสักอย่างทางการทหาร ถึงแม้จะไม่รู้ว่าที่แห่งนี้เคยทดลองอะไร พวกเขาก็ยังเลือกที่จะถ่ายทำ ณ สถานที่ดังกล่าว จนทำให้พวกเขาได้พบกับซอมบี้จริงๆ ทั้งกองถ่าย! พวกเขาทั้งต้องหนีตายจากซอมบี้จริงๆ และถ่ายทำหนังซอมบี้ที่พวกเขากำลังทำอยู่ให้สำเร็จด้วย! บอกเลยว่ามันส์มาก! รับประกันความสนุกด้วยคะแนนรีวิวบนเว็บไซต์ rottentomatoes ที่มากถึง 8.1 คะแนน! เว็บไซต์รีวิวหนังที่ได้รับการยอมรับจากคนดูหนังทั่วโลก Venomเข้าฉายวันที่ 11 ตุลาคม สำหรับคนที่ติดตามจักรวาล Marvel ในรูปแบบการ์ตูน หรือเคยดูภาพยนตร์เรื่อง Spider-Man 3 (2007) ก็น่าจะรู้จักเจ้า Venom (เวน่อม) กันอยู่แล้ว ในหนังเรื่องสไปเดอร์แมนภาค 3 เวน่อม ก็คือเจ้าสไปเดอร์แมนสีดำ นิสัยไม่ดี พยายามจะสิงร่างตัวเอก กลัวเสียงระฆัง เสียงเหง่งหง่าง ดูลึกลับ และกลายเป็นตัวร้ายไปเลยในเรื่องดังกล่าว จากตรงนั้น ทำให้หลายคนสงสัยว่า แค่ Venom ตัวร้ายตัวเดียวที่เคยโผล่มาเวอร์ชันหนังครั้งเดียว ทำหนังเดี่ยวเป็นของตัวเอง จะไปรอดหรอ? สลอตขอบอกเลยว่ามันน่าสนใจมาก ความจริงแล้ว เวน่อม คือปรสิตจากต่างดาว หรือที่แฟนมาร์เวลเรียกกันว่า Symbiote (ซิมไบโอต) เรื่องราวในหนัง Venom จะเล่าถึงกรณีที่ ซิมไบโอตดังกล่าว ไปสิง อาศัยอยู่ในร่างของ "Eddie Brock" (รับบทโดย ทอม ฮาร์ดี้) ซึ่ง Eddie มีความหลงใหล และเป็นแฟนตัวยงของซิมไบโอตอยู่แล้ว แต่เราก็ยังไม่รู้ว่า ซิมไบโอตจากนอกโลก มาสิงสู่ Eddie ที่อยู่บนโลกมนุษย์ได้อย่างไร พวกมันมีจุดมุ่งหมายอะไร และเมื่อ Eddie ได้รับพลังของซิมไบโอตแล้ว เขาจะทำอย่างไร จะเดินทางไปในทิศทางไหน? จะกลายเป็นฮีโร่ หรือจะกลายเป็นตัวร้ายอย่างที่เราชินตา และยังไม่มีการเปิดเผยอย่างแน่ชัดด้วยว่า จะผูกจักรวาลกับจักรวาลหลัก Marvel หรือไม่ แฟนหนังแนวซูเปอร์ฮีโร่ ห้ามพลาดเลยล่ะ! นาคี 2เข้าฉายวันที่ 18 ตุลาคม หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูง กับละครเรื่อง "นาคี" นำแสดงโดย "แต้ว ณฐพร" กับ "เคน ภูภูมิ" ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม ว่าถึงแม้จะเป็นละครที่ออกอากาศทางฟรีทีวี แต่ก็เป็นละครที่เปี่ยมไปด้วยทั้งคุณภาพ ทั้งเรื่องการใช้ CG Special Effect ที่เนียนตา สมจริงเมื่อเทียบกับเรื่องอื่น การใช้ภาษาสื่อสาร ที่แม้นักแสดงจะไม่ใช่คนภาคอีสาน แต่ก็สมจริง การดึงวัฒนธรรม ความเชื่อดั้งเดิมของคนไทยมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ จนมีการสร้างเป็นภาพยนตร์ "นาคี 2" ขึ้น ซึ่งจะนำแสดงโดยแต้วกับเคนเหมือนเดิม แต่จะเพิ่มนักแสดงเข้ามาอีก นั่นก็คือ "ญาญ่า อุรัสยา" กับ "ณเดชน์ คูกิมิยะ" เรื่องราวของนาคี 2 หรือนาคีเวอร์ชันภาพยนตร์นั้น จะเกี่ยวกับ "สร้อย" (รับบทโดย ญาญ่า) หญิงสาวแห่งดอนไม้ป่า เธอโตมาพร้อมกับความเชื่อ ความศรัทธาต่อเจ้าแม่นาคี สร้อยยังเป็นผู้ขายดอกไม้ถวายเจ้าแม่ และเป็นผู้ดูแลเทวาลัย จึงทำให้สร้อยมีความผูกพันกับเจ้าแม่นาคีมาตั้งแต่เด็ก เวลาผ่านไป "ร.ต.อ ป้องปราบ" (รับบทโดย ณเดชน์) ได้ย้ายเข้ามาประจำการที่ ส.ภ ดอนไม้ป่า ก็เกิดคดีลึกลับ สะเทือนขวัญ และเหลือเชื่อขึ้น ไม่มีใครสามารถไขคดีได้ ทุกคดีที่เกิดขึ้นล้วนแต่มีเงี่ยนงำ จนทำให้ชาวบ้านดอนไม้ป่าเชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นั้นเป็นฝีมือของเจ้าแม่นาคี และชาวบ้านปักใจเชื่อว่า เจ้าแม่นาคีกลับมาอาละวาดอีกครั้ง โดยมี สร้อย เป็นร่างประทับของเจ้าแม่นาคี เนื่องจากมีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกี่ยวพันกับเธอ และหาข้อแก้ตัวไม่ได้ ร.ต.อ ป้องปราบ ต้องตามหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม้เขาจะเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องลึกลับเลยก็ตาม นาคี 2 มาพร้อมเนื้อเรื่องที่เข้มข้น และ CG ที่อลังการ สมจริงยิ่งกว่าเดิม มาชมหนังไทยกัน! Homestayเข้าฉายวันที่ 25 ตุลาคม อีกหนึ่งหนังไทยที่น่าสนใจ แม้ว่าจะเพิ่งเปิดตัว เปิดเผยตัวอย่าง และเนื้อเรื่องได้ไม่นาน แต่ก็เป็นที่สนใจของคนอยู่มากมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เนื่องจากหนึ่งในนักแสดงนำคือ "เฌอปราง" กัปตันวง BNK48 นั่นเอง Homestay เป็นหนังแนวดราม่า ทริลเลอร์ ระทึกขวัญ มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่ง ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร มาจากไหน แต่ก็มีชายลึกลับที่เรียกตัวเองว่า "ผู้คุม" (รับบทโดย ปีเตอร์ นพชัย) กระชากคอเสื้อราวกับหาเรื่อง พร้อมอธิบายว่า วิญญาณเร่ร่อนได้รับรางวัล! นั่นก็คือ ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่ต้องอยู่ในร่างของเด็ก ม.ปลาย ที่มีชือว่า "มิน" (รับบทโดย เจมส์ ธีรดนย์) ที่เสียชีวิต นอนอยู่ในตู้เก็บศพของโรงพยาบาลไปแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้กลับมาเกิดใหม่ซะทีเดียว เพราะรางวัลนี้ มีข้อแลกเปลี่ยน คือเขาต้องหาคำตอบให้ได้ภายใน 100 วันว่า "มินตายเพราะใคร" ถ้าหาคำตอบไม่ได้ เขาจะตาย และไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีก ราวกับเขาจะได้อยู่ในร่างนี้แค่ชั่วคราว เหมือนกับได้พักที่โฮมสเตย์แค่ชั่วคราว วิญญาณที่อยู่ในร่างมิน ก็ไม่ได้ดีใจกับรางวัลนี้นัก เพราะเขาไม่ได้ดีใจ หรือมีความสุขที่ได้มีชีวิตใหม่ แต่เมื่อเขาได้เจอกับ "พาย" (รับบทโดย เฌอปราง) ก็ทำให้เขาหัวใจเต้นแรง มีความสุข จนทำให้เขาอยากอยู่ในร่างของ มิน ไปตลอดชีวิต ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เขาเร่งหาคำตอบ ว่าทำไมมินถึงตาย ใครฆ่ามิน ก่อนที่เวลาของเขาจะหมดลง! นอกจากความน่าสนใจคือ เฌอปราง และนักแสดงวัยรุ่นที่เปี่ยมด้วยฝีมืออย่าง เจมส์ ที่เอาอยู่กับทุกบทแล้ว Homestay ยังอัดแน่นไปด้วยนักแสดงคุณภาพมากมาย เช่น พลอย เฌอมาลย์, สู่ขวัญ บุญกุล, เบสท์ ณัฐสิทธิ์, เอก ธเนศ เป็นต้น จากตัวอย่างที่เผยออกมา ก็พบว่า CG ของเรื่องนี้ก็น่าสนใจ ทั้งฉากตึกเอียง, ฉากยาลอยได้ และอีกมากมาย เป็นหนังไทยอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง! Halloweenเข้าฉายวันที่ 31 ตุลาคม หนังสยองขวัญในดวงใจของแฟนหนังหลอนหลายๆ คน ที่แม้ว่าหนัง Halloween เรื่องแรก ที่ฉายในปี ค.ศ.1978 จะเป็นหนังต้นทุนต่ำ แต่ความหลอน ความสยองของเรื่องนี้ กลับตราตรึง จนส่งผลให้ Halloween ภาคแรกสุด กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดในปีดังกล่าว และฆาตกรสวมหน้ากากขาว ก็กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความสยองขวัญไปเลย ส่งผลให้นับตั้งแต่นั้น Halloween ก็ปล่อยภาคใหม่ออกมาเรื่อยๆ รวมทั้งหมด 8 ภาค มีแป้กบ้าง ปังบ้าง ตามประสาหนังที่มีหลายภาค แต่สำหรับ Halloween ที่จะฉายในปี 2018 นี้ ถูกรับประกันว่า มันจะหลอนสั่นประสาทคุณไปอีกนานแน่นอน! สิ่งพิเศษของภาคนี้คือ ทางทีมงานได้ดึง "Jamie Lee Curtis" ที่แจ้งเกิดกับหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ภาคแรก (40 ปีที่แล้ว) มาร่วมแสดงเป็นตัวเอกดังเดิม เนื้อเรื่องของ Halloween ภาคนี้ จะเกี่ยวกับ "Laurie Strode" (รับบทโดย Jamie) หญิงสาวที่รอดจากการฆาตกรรมต่อเนื่องอย่างโหดร้ายของ Michael Myers ฆาตกรหน้ากากขาว แม้ระยะเวลาจะผ่านไปนาน จนเธอวางใจว่ามันจะไม่กลับมาหลอกหลอนเธออีกแล้ว แต่เธอคิดผิด เมื่อในปี 2018 ครบรอบ 40 ปีนับตั้งแต่ภาคแรกพอดิบพอดี มันจะมาทวงแค้น และตามล่าเธออย่างโหดเหี้ยมกว่าเดิม! หนังชื่อ Halloween ที่ตรงกับเทศกาลฮาโลวีนพอดี แถมยังเป็นหนังที่มีอายุยาวนานพอสมควรด้วย ชวนคุณพ่อคุณแม่ไปดูยังได้
บทความ

5อนิเมะsci-fiยอดเยี่ยม

ตามปกติแล้ว เวลาเราจะดูอนิเมะสักเรื่อง เรามักจะเลือกดูอนิเมะแนวผ่อนคลาย อบอุ่นหัวใจ ตลกเฮฮา เพราะกิจกรรมการนั่งดูอนิเมะ หรือสื่อบันเทิงต่างๆ ควรจะเป็นกิจกรรมที่คลายเครียด มากกว่าจะมานั่งคิดอะไร อย่างไรก็ตาม อนิเมะแนวเครียด ชวนให้คนดูคิดตาม เช่น แนวสืบสวนสอบสวน, ดราม่า, สยองขวัญสั่นประสาท ดันทำออกมาได้ดี น่าติดตามมากกว่าอนิเมะแนวผ่อนคลายหลายเรื่องซะนี่ แต่ก่อนจะเลือกดูอนิเมะแนวจริงจังสักเรื่อง ก็ต้องเลือกแล้วเลือกอีกอยู่ดี เพราะบางเรื่องดันมีลายเส้นไม่เหมาะกับเนื้อเรื่องซะนี่ เนื้อเรื่องมาทางเข้มข้น แต่ลายเส้นแบ๊วๆ ตาโตๆ ก็ดูไม่ลง บางเรื่องก็ปูมาซะเข้มข้น แต่จบแบบปาหมอน เหมือนคิดไม่ออกว่าจะจบยังไง ในฐานะที่สลอตดูอนิเมะมาตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องแม่ วันนี้จะมาขอแนะนำอนิเมะ sci-fi ที่สุดยอดจนได้รับการบูชาขึ้นหิ้ง! (อนิเมะแนว sci-fi นี่อย่ามองข้ามเชียวนะ เพราะคนวาดเขาจะสร้างสรรค์ให้หลุดโลกยังไงก็ได้ ไม่เหมือนภาพยนตร์) หลายๆ เรื่องสุดยอดจนถึงขั้นนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดก็มี   อันดับที่ 5 Neon Genesis Evangelion นอกจากจะติดอันดับ 1 อนิเมะปวดตับระดับโลกแล้ว Evangelion ยังได้รับการยกย่องให้เป็นอนิเมะแนว sci-fi ยอดเยี่ยมอีกด้วย แม้ว่า Evangelion จะถูกวางให้เป็นอนิเมะแนวต่อสู้, ปรัชญา และเทววิทยา ที่มีการอ้างอิงเกี่ยวกับคัมภีร์ของศาสนายิวและศาสนาคริสต์ แต่การดำเนินเรื่องนั้นเรียกได้ว่า ทันสมัย ตื่นตาตื่นใจ ด้วยสิ่งที่ไม่มีอนิเมะเรื่องไหนเคยทำมาก่อน โลกเกิดความวุ่นวายขึ้น เมื่ออุกกาบาตขนาดใหญ่ตกลงมา จนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเฉียบพลัน ส่งผลให้ประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกต้องล้มตาย จึงได้มีการจัดตั้งสหประชาคมโลก องค์กรพิทักษ์มนุษยชาติขึ้น หลังจากนั้น พวกเขาพบว่า โลกถูกจู่โจมโดยสิ่งที่เรียกว่า "เทวทูต" พวกเขาจึงนำหุ่น อีวานเกเลียน ที่พัฒนาเอาไว้ เพื่อต่อสู้กับเหล่าเทวทูต โดยเหล่าผู้ขับหุ่น อีวานเกเลียน นั้น คือเด็กที่ถูกเรียกกันว่า เหล่า Children นี่เป็นโคตรจะเรื่องย่อของ Evangelion เลยนะ เพราะความเป็นจริงแล้ว เรื่องย่อของอนิเมะนี้มันโหดร้ายและซับซ้อนมาก จนสลอตกลัวว่า มันจะเป็นการสปอยล์คนที่ยังไม่ได้ดู เอาเป็นว่า เล่าแค่นี้แหละ พูดง่ายๆ มันคล้ายๆ กับเรื่อง Darling in The Franxx ที่เพิ่งฉายไป ลองดูด้วยตัวเองกันเถอะ! จะพบว่ามันเป็นอนิเมะที่สุดยอดมาก!   อันดับที่ 4 Steins;Gate ชื่อไทยของอนิเมะเรื่องนี้คือ ฝ่าวิกฤต พิชิตกาลเวลา แค่ชื่อภาษาไทยก็พอรู้สึกถึงความ sci-fi ของเรื่องแล้ว เป็นเรื่องราวของ "โอคาเบะ รินทาโร่" หรือ "โอคาริน" นักประดิษฐ์หลุดโล่ง ที่มีนิสัยแสนจะสุดโต่ง เขามักจะคิดไปเองว่า เขาคือนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกองค์กรลึกลับตามล่า เขา และเพื่อนอีก 2 คน ได้ร่วมกันสร้างห้องวิจัยสิ่งประดิษฐ์แห่งอนาคต กระทั่งวันหนึ่ง ในขณะที่โอคารินกำลังเดินทางไปงานสัมนาวิชาการสิ่งประดิษฐ์ โอคารินต้องพบกับเหตุการณ์ 2 อย่าง เหตุการณ์แรกคือ ดาวเทียมตกพุ่งชนกับอาคาร และเหตุการณ์ที่สองคือ เหตุการณ์ที่ "มาคิเซะ คุริสุ" เด็กสาวอัจฉริยะเสียชีวิต ซึ่งก่อนมาคิเซะจะเสียชีวิต เธอกล่าวกับโอคารินว่า เขากับเธอเคยพบกันมาก่อน โอคารินยังมีเรื่องบางอย่างที่จะต้องบอกกับเธอให้ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อโอคารินพยายามจะใช้โทรศัพท์ เพื่ออีเมล์แจ้งข่าวการเสียชีวิตของหญิงสาวให้เพื่อนๆ ทราบแล้ว ทันใดนั้น เขาก็พบว่า เขาไม่ได้อยู่ในโลกใบเดิม เขากลับอยู่ในโลกที่ไม่มีเหตุการณ์ดาวเทียมพุ่งชนกับอาคาร ไม่มีการจัดงานสัมนาวิชาการสิ่งประดิษฐ์ และ "มาคิเซะ คุริสุ" ยังมีชีวิตอยู่!? เมื่อโอคารินพยายามหาคำตอบของสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ทำให้เขาได้พบว่า สิ่งที่เขาเจอมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครื่องมือย้อนเวลา และโลกที่เขาอยู่ คืออีก World Line หนึ่ง หรือเป็นโลกคู่ขนานของโลกที่เขาเคยอยู่นั่นเอง!? สำหรับอนิเมะเรื่องนี้ ช่วง 11-12 ตอนแรก อาจจะน่าเบื่อไปสักนิด แต่ถ้าสามารถดูจนถึงครึ่งเรื่องได้ล่ะก็ ครึ่งเรื่องหลัง จะเป็นของขวัญสำหรับคนที่อดทนดูมาได้! เพราะมันสนุกจนต้องโต้รุ่งดูกันทุกราย   อันดับที่ 3 Ghost in the Shell โลกอยู่ในยุคที่สามารถปลูกถ่ายอวัยวะได้ตามใจนึกด้วยไซเบอร์ เช่น สามารถสื่อสารกันผ่านโทรจิต, มีดวงตามองเห็นทุกอย่างได้คมชัด แต่ยิ่งโลกก้าวหน้ามากขึ้นเท่าไหร่ การอาชญากรรมก็ยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น ด้วยความที่เราสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยการสั่งการผ่านโทรจิต ทันทีที่เหล่าอาชญากรสามารถแฮ็คข้อมูลได้ พวกมันสามารถเข้าถึงได้ทุกอย่าง รวมถึงความทรงจำ จิตใต้สำนึกของเรา และยังสามารถควบคุมพฤติกรรมของเราได้อีกด้วย การจัดการเหล่าอาชญากรที่มีฤทธิ์ความร้ายมากกว่าเดิม ก็จำเป็นจะต้องมีหน่วยงานใหม่ ที่ต้องสามารถจัดการพวกมันได้ เรื่องราวของ "เมเจอร์ โมโตโกะ คุซานางิ" หรือเรียกสั้นๆ ว่า "เมเจอร์" ลูกครึ่งมนุษย์ ครึ่งหุ่นยนต์คนแรกของโลก เธอถูกช่วยชีวิตเอาไว้จากอุบัติเหตุร้ายแรง เธอถูกปรับแต่ง จนกลายเป็นทหารไซเบอร์ที่สมบูรณ์แบบ เธอสามารถจัดการเหล่าแฮ็คเกอร์ที่พยายามแฮ็คเข้าสู่สมองของมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม เมเจอร์พบว่า ความจริงแล้วเธอไม่ได้ถูกช่วยเหลือ แต่เธอถูกขโมยชีวิตมา เพื่อผ่าตัดให้เธอกลายเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งหุ่นยนต์ต่างหาก! เมเจอร์จึงหันมาเฟ้นหาความจริงเกี่ยวกับอดีตของเธอ ตามหาคำตอบว่า ใครเป็นคนทำให้ชีวิตของเธอกลายเป็นแบบนี้ และเธอต้องหยุดพวกมัน.. ก่อนที่พวกเขาจะทำแบบนี้กับคนอื่น! Ghost in The Shell ได้รับคำชมอย่างมาก ทั้งเวอร์ชันอนิเมะ และมังงะ ล่าสุดในปี 2017 อนิเมะเรื่องนี้ ก็ได้รับการดัดแปลงไปทำเป็นภาพยนตร์ นำแสดงโดย สการ์เลตต์ โจแฮนสัน นักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ ที่เราคุ้นตาเธอในบทบาท Black Widow หรือ นาตาชา โรมานอฟ นั่นเอง   อันดับที่ 2 Trigun แม้จะเป็นอนิเมะที่เก่าไปนิด แต่ Trigun ได้รับการยกย่องให้เป็นที่สุดในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น พระเอกโหดที่สุด, มีฉากต่อสู้ที่มันส์ที่สุด เรื่องราวของ Vash The Stampede หรือที่แฟนอนิเมะเรียกกันสั้นๆ ว่า วาช เขาเป็นสุดยอดมือปืนที่สร้างตำนานเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการถล่มเมืองใหญ่ให้กลายเป็นเถ้าถ่านด้วยตัวคนเดียว หรือแม้แต่ยิงดวงจันทร์จนกลายเป็นรูโบ๋ขนาดใหญ่ (ยิงจากโลกนะ!) อย่างไรก็ตาม วาชก็หายตัวไป จนคนเริ่มลืมเรื่องราวของเขา แต่ก็มีพวกแอบอ้างชื่อของ วาช ออกปล้นตามเมืองต่างๆ กระทั่งมาถึงเมืองหนึ่ง "รีน่า" ถูกผู้ที่แอบอ้างชื่อของ วาช จับตัวไป ส่งผลให้ "เอริค" ชายผู้มีบาดแผลเต็มตัวเพื่อนสนิทของรีน่า ต้องบุกไปช่วยเพื่อนของเขาออกมา จนเอริคสามารถกำจัดวาชตัวปลอมได้ เนื่องจาก เอริค คือ Vash The Stampede ตัวจริงนั่นเอง! ด้วยเหตุนี้ ทำให้ เอริค (หรือวาชตัวจริง) ต้องออกเดินทางอีกครั้ง พร้อมตำนานบทใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น!   อันดับที่ 1 Cowboy Bebop เรื่องราวของอนิเมะเรื่องนี้ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2071 ยุคของอนาคต ที่คนแห่กันตามหาที่อยู่ใหม่ และเป็นยุคที่การเดินทางในอวกาศเป็นเรื่องปกติ และสะดวกสบาย ไม่ว่าใครก็มียานอวกาศเป็นของตัวเอง เพื่อเดินทางไปยังดาวต่างๆ แต่แน่นอนว่า ในโอกาสใหม่ๆ ย่อมมีมิจฉาชีพคอยจ้องเสมอ เมื่ออาณาเขตกว้างมากขึ้น เจ้าหน้าที่ก็ทำงานกันยากลำบากมากขึ้น จึงมีการตั้งค่าหัวเหล่าอาชญากร เพื่อให้ประชาชนจัดการกันเอง จนทำให้เกิดอาชีพใหม่ นั่นก็คืออาชีพ นักล่าค่าหัว ขึ้นมา เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับบรรดาคนที่อยู่บนยานอวกาศ Bebop พวกเขาทำงานเป็นนักล่าค่าหัวอิสระ ที่มักจะติดตามข่าวสารผ่านรายการที่พิธีกรชอบแต่งตัวเป็น Cowboy โดยรายการดังกล่าวจะรายงานข้อมูลเกี่ยวกับค่าหัวของผู้ที่ถูกหมายเอาไว้ (จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่อง Cowboy Bebop นั่นเอง) แม้จะเป็นอนิเมะที่ฉายช่วงปลายปี 90 ซึ่งก็เรียกได้ว่า มีอายุพอสมควร แต่ทั้งการดำเนินเนื้อเรื่อง ลายเส้น คอนเซปต์ของเรื่อง ไม่ได้เก่าไปตามยุคเลย Cowboy Bebop เป็นอนิเมะที่มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมตะวันตกอยู่สูงมาก จึงทำให้เป็นที่รู้จักในฝั่งคนตะวันตกมากกว่า ไม่แปลกว่าทำไมคออนิเมะฝั่งเอเชียอย่างเรา ถึงไม่ค่อยคุ้นมากนัก มีข่าวลือออกมาเป็นระยะ ว่า Cowboy Bebop จะทำเวอร์ชันซีรีส์คนแสดง แต่ก็ยังไม่มีกำหนดการแน่ชัดว่าจะฉายเมื่อใด และใครจะมาร่วมงานบ้าง มารอดูกันเถอะ ว่าถ้าเป็น Live-Action จะทำออกมาได้อลังการขนาดไหน!!
บทความ

5 วิธีประหยัดค่าไฟที่ทำได้เองที่บ้าน

ก่อนหน้านี้ สลอตเคยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการประหยัดเงินไปแล้ว ว่าใช้เงินยังไงให้น้อยที่สุด ใช้ชีวิตยังไงให้รอดในวันที่ไม่มีเงิน ฯลฯ สำหรับวันนี้ สลอตก็จะมานำเสนอหัวข้อเกี่ยวกับการประหยัดเหมือนเดิม เพราะเงินเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องใช้เงิน จะดีกว่าไหม ถ้าหากประหยัดเงินได้สูงสุด ก้อนเงินก้อนที่สำคัญที่สุด คือเงินก้อนที่ต้องจ่ายหนี้ประจำทุกเดือน ที่ต้องจ่ายกันทุกคนก็คือ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำนี่ไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะบางคนไม่ค่อยอาบน้ำ แต่ไม่ว่าจะประหยัดยังง๊ายย ยังไง ค่าไฟก็ทะลุหลักพันอยู่ดี! จ่ายทุกเดือน เดือนละหลายพัน บางทีก็ไม่ไหว จะทำยังไงให้ค่าไฟลดลงดี? ขอบอกเลยว่า การประหยัดค่าไฟเนี่ย เป็นอะไรที่ทำง่ายมาก ง่ายกว่าประหยัดเงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือยเสียอีก แต่เราชอบลืมกัน! 1. ถอดปลั๊กเครื่องไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้ แต่เดิม คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่า หากไม่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า เพียงแค่ปิดสวิตช์ให้มันหยุดทำงาน ก็เพียงพอแล้ว ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่แบบนั้น เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น พัดลม, โทรทัศน์, ไมโครเวฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ ก็ตาม ที่มีสวิตช์บังคับปิด-เปิด การปิดสวิตช์เพียงอย่างเดียว ไม่ได้เป็นการประหยัดไฟได้ 100% ตราบใดที่ยังเสียบปลั๊ก ก็เท่ากับว่ายังมีกระแสไฟวิ่งผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นอยู่ พูดง่ายๆ ก็คือ เสียบปลั๊ก = ยังมีกระแสไฟวิ่งผ่าน เคยสงสัยมั้ย ทำไมปิดสวิตช์ทั้งบ้านแล้ว แต่ค่าไฟก็ไม่ได้ลดลงมาก สาเหตุเพราะที่สลอตว่ามานั่นแหละ ไม่ใช้เครื่องไฟฟ้าตัวไหน ให้ถอดปลั๊กออกเลย นอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟแล้ว ยังช่วยลดการเกิดโอกาสไฟช็อต ไฟลัดวงจร เวลาที่เราไม่อยู่บ้านด้วย 2. เปิดไฟเท่าที่จำเป็น สลอตเชื่อว่าหนึ่งในความนิสัยเสียของพวกเราทุกคน คือชอบเปิดไฟทิ้งไว้ เปิดไฟเกลื่อนกลาด ตอนกลางวันไม่เท่าไหร่หรอก แต่พอตกกลางคืน ท้องฟ้ามืด ไม่มีแสงอาทิตย์ มองไปทางไหนก็มืด หางตาเห็นอะไรดำๆ ก็หลอน ประสาทจะกิน คิดมากไปเองว่ามีคนหลบอยู่มุมนั้น มุมนี้ เลยเปิดไฟทั่วบ้านมันซะเลยยยย ข้อเสียของการเปิดไฟทิ้งไว้ทั้งบ้านหลายดวง นอกจากจะเปลืองค่าไฟแล้ว ยังโดนแม่ด่าด้วย อย่างหลังนี่ปวดหัวกว่าเวลาเห็นบิลค่าไฟซะอีก หรือบางคนไม่ได้กลัวความมืดหรอก แต่แค่ลืมปิดไฟหลังใช้เสร็จ พยายามปิดไฟให้เป็นนิสัยนะ และใช้ไฟเท่าที่จำเป็น เช่น เรานั่งอ่านหนังสือบนโต๊ะ ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟดวงใหญ่ก็ได้ ซื้อโคมไฟเล็กๆ มาตั้งบนโต๊ะก็เพียงพอ หรือเวลานอน เป็นคนชอบนอนเปิดไฟ มืดสนิทแล้วนอนไม่หลับ เปลี่ยนจากเปิดไฟในห้องนอน เป็นซื้อโคมไฟสลัวๆ มาวางไว้มุมใดมุมหนึ่ง ถึงจะเป็นการเปิดไฟเหมือนกัน แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีพลังงานวัตต์น้อยกว่า ก็จะส่งผลให้ใช้ไฟฟ้าน้อยลงไปด้วย 3. ลดการใช้แอร์ หันมาใช้พัดลมบ้าง ด้วยความที่อากาศเมืองไทยร้อนอย่างกับซ้อมตกนรก แอร์ หรือ เครื่องปรับอากาศ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นจะต้องมีกันทุกครัวเรือน ส่วนใหญ่ก็มีแค่เครื่องเดียวแหละ ติดในห้องนอน ถ้าบ้านไหนเงินเหลือหน่อย ก็ติดมันทุกห้อง ยันห้องน้ำเลย เพราะทนความร้อนอบอ้าวของอากาศไม่ไหว ข้อดีของแอร์ก็มีมากมาย เช่น ทำให้อากาศในบริเวณเย็นสบาย แต่ข้อเสียก็เยอะมาก โดยนอกจากจะเปลืองไฟ เปลืองเงินมากแล้ว การใช้แอร์ มีส่วนทำให้โลกร้อนมากขึ้น เนื่องจากน้ำยาที่ทำให้แอร์เย็นนั้น มีคุณสมบัติในการทำลายชั้นโอโซน ทั้งเปลืองไฟ เปลืองเงิน แถมยังทำร้ายโลกอีก บางคนอยู่ติดแต่ห้องแอร์ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ กลายเป็นโรคภูมิแพ้ก็มี มาดูพัดลมกันบ้าง เมื่อเทียบปริมาณวัตต์ ปริมาณการใช้ไฟแล้ว การใช้พัดลมดับร้อนแทนแอร์ จะช่วยประหยัดเงินค่าไฟได้มากถึง 10 เท่าต่อเดือน! เนื่องจากพัดลมมีหน่วยเป็นวัตต์เท่านั้น แต่แอร์มีหน่วยเป็นกิโลวัตต์เลยทีเดียว พัดลมยังช่วยให้อากาศปลอดโปร่ง เป่าลมร้อนออก พัดลมเย็นให้ เรื่องราคาก็ไม่แพง การติดตั้งก็ไม่ยุ่งยาก พัดลมหลายตัวมีราคาแค่หลักร้อยกว่าบาท เสียบปลั๊กก็ใช้งานได้เลย แอร์ก็ต้องเสียค่าติดตั้ง ตัวหนึ่งอย่างถูกสุดก็เป็นพันแล้ว ประหยัดไฟแถมยังมีข้อดีมากมาย หันมาใช้พัดลมกันเถอะ! 4. สับคัตเอาท์ลงเมื่อไม่อยู่บ้าน อย่างที่สลอตบอกไปในข้อแรกๆ ว่าแค่ปิดสวิตช์อย่างเดียวไม่พอ ต้องดึงปลั๊กออกด้วย ถึงจะหยุดไม่ให้กระแสไฟฟ้าวิ่งเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ แต่จะให้มานั่งถอดปลั๊กทุกอย่างมันก็น่ารำคาญใช่ไหม? บางครั้ง เราก็ลืมปิดไฟ ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าจริงๆ วิธีที่ชัวร์ที่สุด ก็คือ สับคัตเอาท์ลงซะเลย! โดยการสับคัตเอาท์ลง คือการตัดกระแสไฟฟ้าทุกอย่างในบ้าน ไม่มีกระแสไฟฟ้าเข้า ก็เท่ากับว่าไม่ได้ใช้ไฟเลย การสับคัตเอาท์ยังมีข้อดีหลายอย่าง เช่น เป็นการเช็คการทำงานของคัตเอาท์ ว่ายังสามารถทำงานได้ดีอยู่หรือไม่ เพราะถ้าหากไม่เคยสับคัตเอาท์ลงเลย จะส่งผลให้คัตเอาท์ฝืด และเมื่อหากมีกระแสไฟฟ้าลัดวงจร อาจทำให้แผงวงจรไฟฟ้าพัง จนเกิดไฟไหม้ หรืออุบัติเหตุอื่นขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบให้ดีก่อนนะว่า มีเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องไหนในบ้าน จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าตลอดเวลามั้ย เช่น ตู้เย็น มีของสดแช่เอาไว้รึเปล่า? ถ้าไม่มีก็พอตัดกระแสไฟฟ้าได้ แต่ถ้ามีของสด แล้วตัดกระแสไฟฟ้าตู้เย็นนี่ เปิดมาอีกที กลิ่นหอมมาดามชื่นใจเลยนะ หรือหลายๆ บ้านในยุคนี้ นิยมติดกล้องวงจรปิด ที่สามารถเช็คสถานการณ์ในบ้านได้แบบเรียลไทม์ โดยใช้สัญญาณ wifi ภายในบ้าน ซึ่งจำเป็นต้องมีกระแสไฟฟ้าตลอดเวลา ก็ใช้วิธีดึงปลั๊กแทนจะสะดวกกว่า บ้านไหนใช้คัตเอาท์แยกชั้นบน ชั้นล่าง ก็จะสบายหน่อย ถึงเวลานอน ขึ้นไปบนชั้น 2 ก็สับคัตเอาท์ข้างล่างที่ไม่ได้ใช้งานแล้วได้เลย อย่างน้อย คัตเอาท์ควรสับลงมา 1 ครั้งต่อเดือนนะ เพื่อป้องกันไม่ให้คัตเอาท์ฝืดอย่างที่สลอตว่าไป สลอตเคยไปสับลงเลย ผลปรากฎว่า ฝืดจ้า พัง เสียค่าซ่อมไปเป็นพัน เพราะไม่ยอมเช็คคัตเอาท์เลย 5. ใช้เตาแก๊สทำอาหาร สมัยนี้ โลกถือว่าเป็นยุคของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะทำอะไรก็สะดวกสบายไปหมด ใช้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส แม้จะเป็นเรื่องดี แต่ก็ส่งผลให้คนเราขี้เกียจมากขึ้น สังเกตได้ง่ายๆ เลยคือพฤติกรรมการกินอาหาร คนสมัยนี้ นิยมซื้ออาหารแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูป มาแช่เย็นเก็บเอาไว้ พอหิวก็แค่เอายัดเข้าไมโครเวฟ เสร็จปุ๊บทานได้ทันที ไม่เหนื่อย ไม่ต้องซื้อวัตถุดิบเยอะ ไม่เสียเวลา แต่ความขี้เกียจเนี่ยแหละ ทำให้เปลืองไฟมากขึ้น การอุ่นอาหารโดยการใช้ไมโครเวฟ ก็ถือเป็นการใช้ไฟฟ้า ลองหันมาอุ่นอาหารโดยเตาแก๊สกันบ้างดีกว่า สำหรับใครอยู่หอพัก อยู่คอนโด ก็ใช้เตาแก๊สปิคนิคเล็กๆ ใช้เตาแก๊สก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับไฟฟ้าเลย ถ้าเกิดเหตุการณ์ไฟดับ ไฟฟ้าลัดวงจร ก็ยังทำอาหารทานได้ และหากฝึกทำอาหารกับเตาแก๊สไปเรื่อยๆ ก็จะมีโอกาสฝึกฝนทักษะด้านการทำอาหารของเราได้อีก ไม่แน่ว่าจากคนที่ทำอาหารไม่เป็น วันๆ ซื้อแต่อาหารสำเร็จรูปมาเวฟกิน ใช้เตาแก๊สทำอาหารไปเรื่อยๆ อาจจะกลายเป็นคนที่ทำอาหารได้ทุกชนิดเลยก็ได้นะ! การใช้เตาแก๊ส ยังทำอาหารได้หลากหลายอีกด้วย ต้ม ผัด แกง ทอด นึ่ง ได้หมด ไม่เกี่ยง
บทความ

5หนังไทยที่ทำรายได้สูงสุด

หนึ่งในตัววัดว่า ภาพยนตร์เรื่องไหน ดี ไม่ดี ควรดู หรือไม่ควรดู นอกจากจะวัดกันที่เรทติ้งของผู้ชมและนักวิจารณ์หนังแล้ว การเช็ครายได้ของหนัง ก็เป็นอีกหนึ่งตัววัด ที่ทำให้เราทราบว่า ควรจะดูหนังเรื่องนี้ดีหรือไม่ พูดถึงหนังที่ทำรายได้สูงสุดติดอันดับโลกแล้ว ก็ยกตัวอย่างเช่น ไททานิค, อวาตาร์, สตาร์ วอร์ส, อเวนเจอร์ส ฯลฯ โดยหนังที่กล่าวถึง เฉลี่ยแล้วกวาดรายได้ไปมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อ 1 เรื่อง สนใจหนังทำรายได้ติดอันดับโลกมามากพอแล้ว เรามาสนใจบ้านเรากันบ้างดีกว่า ว่าหนังไทยเรื่องไหน ที่สามารถทำรายได้สูงที่สุด สลอตเชื่อว่า หลายคนน่าจะเดากันถูก เพราะมันไม่ได้ยากเลย หนังไทยทั้ง 5 ที่ติดอันดับ ล้วนแต่เป็นหนังที่ไม่ว่าใครก็รู้จัก ตั้งแต่คนอายุน้อยยันคนวัยชรา แอบกระซิบว่า อันดับที่ 1 กวาดรายได้ในประเทศไทยไปมากกว่า 1,000 ล้านบาทเลยนะ!! *รายได้อ้างอิง เฉพาะจาก Box Office ของกรุงเทพฯ ปริมณฑล และ จ.เชียงใหม่ เท่านั้น อันดับที่ 5 ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๒ ประกาศอิสรภาพรายได้ 234.55 ล้านบาท ถึงแม้ว่าหลายคนจะไม่ชอบหนังแนวประวัติศาสตร์ไทย เพราะคิดว่ามันน่าเบื่อ แทนที่จะได้ดูอะไรสนุกๆ น่าตื่นเต้น แต่ต้องมาดูอะไรเดิมๆ ที่เราเคยเรียนไปแล้วเมื่อสมัยประถม แต่กับภาพยนตร์ชุด ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สามารถเปลี่ยนความคิดคนไทยได้อย่างสิ้นเชิง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นหนังที่มีความยิ่งใหญ่อลังการ เนื่องจากทั้ง 5 ภาคนั้น ทุ่มทุนสร้างไปมากถึง 700 ล้านบาท!! และหนังแนวนี้ เป็นหนังที่ดูได้ทุกเพศทุกวัย เด็กก็สามารถเข้าไปดูเอาความรู้ได้ วัยรุ่น วัยกลางคน ก็เข้าไปเสพความอลังการ วัยผู้ใหญ่ วัยชรา ก็เข้าไปดูเพื่อย้อนรอยและตอกย้ำความรักชาติ สำหรับภาค 2 ภาคประกาศอิสรภาพ เป็นเนื้อเรื่องหลังจากที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองสิ้นพระชนม์ พระเจ้านันทบุเรงจึงขึ้นครองราชย์ต่อ แต่ปัญหาก็เกิดขึ้น เมื่อแผ่นดินหงสาในการปกครองของพระเจ้านันทบุเรง ไม่วางพระทัยในสมเด็จพระนเรศวร เนื่องจาก ก่อนหน้าที่พระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ ท่านยังมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อพระนเรศวรเป็นอย่างยิ่ง ท่าทีราวกับอยากจะให้พระนเรศวรขึ้นครองราชย์ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้สัมพันธไมตรีระหว่างอยุธยากับหงสาวดีสั่นคลอน นอกจากนี้ พระนเรศวรยังมีพระปรีชาสามารถโดดเด่น พระเจ้านันทบุเรงจึงหมายจะปลงพระชนม์พระนเรศวร พระนเรศวรจึงต้องหาวิธีประกาศเอกราช ประกาศอิสรภาพแผ่นดินหงสาให้เร็วที่สุด อันดับที่ 4 ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๑ องค์ประกันหงสารายได้ 236.6 ล้านบาท สำหรับภาค 1 ของหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หนังเปิดตัวภาพยนตร์ชุดตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ในตอนแรก วางโปรเจคท์ไว้ว่าจะมีทั้งหมด 5 ภาค และทำการโปรโมทอย่างยิ่งใหญ่ ย่อมเป็นที่สนใจสำหรับคนไทยทั่วไปอยู่แล้ว และเนื้อเรื่องของภาค 1 องค์ประกันหงสานั้น ก็เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงที่พระนเรศวรยังทรงพระเยาว์ องค์ประกันหงสา นั้นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2106 ครั้งนั้น พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์แห่งกรุงหงสาวดีของพม่า ได้ยกทัพมาตีอโยธยา จนสามารถยึดครองเมืองกำแพงเพชร, เมืองสุโขทัย และสวรรคโลกได้ และเมื่อมาถึงเมืองพระพิษณุโลกสองแคว สมเด็จพระมหาธรรมราชา เจ้าผู้ครองเมืองพิษณุโลกในยามนั้น ตัดสินพระทัยไม่สู้รบกับพระเจ้าบุเรงนอง เพื่อไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้ สมเด็จพระมหาธรรมราชา จึงร่วมกระบวนทัพของพม่า บุกโจมตีกรุงศรีอยุธยา และสมเด็จพระมหาธรรมราชา ยังต้องยอมถวายพระนเรศวร พระราชโอรสคนโต ซึ่งในขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 9 ชันษา ต่อพระเจ้าหงสาวดี เพื่อเป็นองค์ประกัน มิให้สมเด็จพระมหาธรรมราชา หักหลังพระเจ้าบุเรงนองในภายหลังนั่นเอง อันดับที่ 3 สุริโยไทรายได้ 324.5 ล้านบาท (รายได้ทั่วประเทศ 550 ล้านบาท) ภาพยนตร์ สุริโยไท มีเนื้อหาเกี่ยวกับ พระสุริโยทัย พระอัครมเหสีในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ท่านได้รับการยกย่องจากชาวไทยว่า เป็นวีรสตรีที่กล้าหาญอย่างยิ่ง โดยเมื่อครั้งที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กับ มหาอุปราชาบุเรงนอง ยกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้ผ่านมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี ช่วงเวลาดังกล่าว สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ, สมเด็จพระสุริโยทัย และพระราชโอรส, พระราชธิดา ยกทัพออกนอกพระนคร เพื่อบำรุงขวัญทหาร และทอดพระเนตรจำนวนข้าศึกพอดี จึงทำให้กองทัพอยุธยา ปะทะกับกองทัพพระเจ้าแปร ทัพหน้าของพม่า ส่งผลให้ช้างทรงของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเพลี่ยงพล้ำต่อข้าศึก พระเจ้าแปรก็ทรงขับช้างไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด สมเด็จพระสุริโยทัยทอดพระเนตรเห็นสถานการณ์ไม่ดี จึงรีบขับช้างขวางพระเจ้าแปร ส่งผลให้ไม่สามารถติดตามพระมหาจักรพรรดิได้ สมเด็จพระสุริโยทัย จึงทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแปร ทว่า สมเด็จพระสุริโยทัยอยู่ในลักษณะเสียเปรียบ จึงถูกพระแสงของ้าวฟันพระอังสาขาดสะพายแล่ง สวรรคตอยู่บนคอช้าง หนังเรื่องสุริโยไท จึงเป็นหนังที่ได้รับความนิยมสูงมาก ทั้งในช่วงเวลานั้น ยังไม่มีหนังแนวประวัติศาสตร์ไทยมากนัก และเป็นการตีแผ่เรื่องราวความกล้าหาญของวีรสตรี เพศหญิง จากที่เราเคยชินกันแต่ว่า คนที่จะเป็นที่ยกย่อง และเป็นคนที่กล้าหาญนั้น ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น แต่พระสุริโยทัย ก็สามารถกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง และกลายเป็นวีรสตรีได้เช่นกัน หนังเรื่องนี้ ยังเป็นหนังที่รวบรวมนักแสดงระดับแนวหน้าของประเทศไทยเอาไว้จำนวนมากอีกด้วย อันดับที่ 2 ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้รายได้ 330.01 ล้านบาท เทียบกับหนังเรื่องอื่นที่ติดอันดับหนังไทยทำรายได้สูงสุดแล้ว ไอฟายฯ เป็นหนังที่ใหม่ที่สุดในการจัดอันดับนี้ แต่ถึงจะเป็นน้องใหม่ ก็เป็นน้องใหม่ที่มีคุณภาพ จนสามารถกวาดรายได้ไปสูงถึง 330 กว่าล้านบาท! ไอฟายฯ เป็นหนังแนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่ได้รับความนิยมมาก ได้รับความนิยมจนทุกสิ่งทุกอย่างในเรื่องมีชื่อเสียงไปหมด ตั้งแต่เพลงประกอบอย่าง ชักกระตุก, Walk you home ท่าเต้นสุดกวนของซันนี่ ที่ปรากฎในเรื่อง นักแสดงที่ดังอยู่แล้ว ก็ดังกว่าเดิม ได้รับความนิยมมากกว่าเดิม สาเหตุที่ทำให้ ไอฟายฯ ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเป็นหนังที่มีครบทุกรสชาติ ตั้งแต่ตลกกวนๆ ตามสไตล์ค่าย GTH มีความซึ้งแบบอบอุ่นหัวใจ คาแรคเตอร์ของนักแสดง ตรงกับนิสัยของตัวละครในเรื่อง ส่งผลให้การแสดงออกมาดูเป็นธรรมชาติมาก โดยเฉพาะซันนี่ สงสัยมากว่านี่แสดงหรือตัวจริงของเขากันแน่ และที่ทำให้ตราตรึงหัวใจ อารมณ์คนดูมากที่สุด คือฉากจบของเรื่อง ที่ไม่มีใครรู้ว่า แท้จริงแล้ว ตัวละครทั้ง 2 คน กำลังพูดคุยกันเรื่องอะไร และหลังจากนั้น พวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป พอค้างคาปุ๊บ ก็อยากดูอีก เพื่อแกะปริศนาว่าพูดอะไรกันแน่ โดนเข้าแล้วมั้ยล่ะ! อันดับที่ 1 พี่มาก..พระโขนงรายได้ 559.59 ล้านบาท (รายได้ทั่วประเทศ 1,000 ล้านบาท) เรียกได้ว่า เป็นสุดยอดภาพยนตร์ไทยที่กลายเป็นตำนานขึ้นหิ้งไปแล้ว พี่มากฯ เป็นหนังที่ถูกสร้างขึ้นจากตำนานเรื่องลี้ลับ ที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน นั่นก็คือ ตำนานแม่นาคพระขโนง ตำนานแม่นาคพระขโนง เกี่ยวกับ นาค หญิงสาวคนหนึ่ง ที่พบว่าตัวเองตั้งครรภ์หลัง มาก สามีต้องไปทำภารกิจรับใช้ชาติ เมื่อถึงครบกำหนดคลอดลูก สามีของเธอก็ยังไม่กลับมา ทำให้เธอไม่สามารถคลอดลูกได้ และเสียชีวิตทั้งกลม เมื่อ มาก กลับมา ก็ไม่ทราบว่าภรรยาของตนเสียชีวิตไปแล้ว ก็ใช้ชีวิตอยู่กินกันตามปกติ จนสังเกตได้ถึงสิ่งที่ไม่ปกติ เช่น เรื่องเล่าเก็บมะนาวใต้ถุนบ้าน จนกลายเป็นเรื่องที่ถูกเล่าต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ถึงแม้ว่าจะถูกสร้างขึ้นจากเรื่องลี้ลับ แต่หนังเรื่อง พี่มากฯ กลับไม่ได้เป็นหนังสยองขวัญ ทว่าเป็นหนังตลกที่ฮามากๆ จนหลายคนที่เข้าไปดูให้ความคิดเห็นว่า ขนาดผ่านไปเป็นเดือนแล้ว คิดถึงหลายๆ ฉากในเรื่อง ยังขำอยู่เลย และก็ไม่ได้เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวแบบทื่อๆ ใส่มุกตลกแบบยัดเยียด แต่ในหนังพี่มากฯ ยังแฝงไปด้วยปมปริศนาให้คนดูลุ้นกันว่า สุดท้ายแล้ว ความจริงคืออะไร? และตอนจบจะเป็นอย่างไร? ในทุกมุกตลก มีทั้งการทิ้งปริศนา และการคลายปมปริศนาบางอย่างไว้แทบทุกครั้ง แถมตอนจบก็ไม่แย่ ไม่ชวนทำให้คิดมากอีกต่างหาก ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมถึงพุ่งมาเป็นที่ 1 ได้อย่างง่ายดาย แถมยังทิ้งห่างอันดับอื่นอย่างขาดลอย ว่าแล้วก็ไปหามาดูอีกรอบดีกว่า!


Loading...