คุณพ่อของ ‘เยอึน’ ถูกจับ

คุณพ่อของ ‘เยอึน’ ถูกจับ

7 มิถุนายน 2560

คุณพ่อของ ‘เยอึน’ อดีตสมาชิกวง Wonder Girls

ถูกจับข้อหาฉ้อโกง 600 ล้าน!

คุณพ่อของ ‘เยอึน’ ถูกจับ

ได้มีการเปิดเผยว่า คุณพ่อของเยอึน ซึ่งเป็นบาทหลวงที่โบสถ์แห่งหนึ่ง

ถูกจับกุมข้อหาหลอกลวงและฉ้อโกง

ในวันที่ 5 มิถุนายน ทางช่อง Channel A ได้เปิดเผยว่า คุณพ่อของเยอึนซึ่งเป็นบาทหลวง

ได้ล่อลวงเงินบริจาคจากผู้ที่ศรัทธารวมถึงผู้ที่มาโบสถ์เป็นประจำ โดยอ้างว่า

จะนำเงินที่ได้ไปบริจาคให้กับองค์กรที่เกี่ยวข้องกับโบสถ์ คุณพ่อของเยอึนยังได้อ้างอีกว่า

คุณพ่อของ ‘เยอึน’ ถูกจับ

จะมีการมอบเงินปันผลให้กับผู้ที่บริจาค

เมื่อทำการตรวจสอบแล้ว พบว่า คุณพ่อของเยอึนโกงเงินจากคน 150 คน

ซึ่งเงินทั้งหมดที่โกงมาได้มีมูลค่าถึง 20 พันล้านวอน (ประมาณ 600 ล้านบาท)

นอกจากนี้ ยังมีรายการว่า คุณพ่อของเยอึน อ้างชื่อเยอึนในการฉ้อโกง

โดยเขาอ้างว่า เขาจะไม่มีทางโกงผู้ที่มาบริจาคเงินแน่นอน เพราะลูกสาวของเขาเป็นถึงศิลปินชื่อดัง

ทางรายการได้ติดต่อไปหาเยอึนหลังจากมีการเปิดเผยว่าคุณพ่อของเธอฉ้อโกง ซึ่งเยอึนก็ช็อกมาก

และเปิดเผยว่า เธอไม่เคยทราบว่าก่อนว่าคุณพ่อเธอทำแบบนั้น และไม่รู้ว่าจะหาเงินมาจากไหนเพื่อคืนผู้ที่โกงมา

และเยอึนก็ได้เดินทางไปอเมริกาเรียบร้อยแล้ว หลังจากคุณพ่อของเธอถูกจับได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.soompi.com/2017/06/05/yeeuns-father-allegedly-indicted-charges-fraud-embezzlement/

รูปภาพจาก : http://www.koreaboo.com/tag/yeeun/

 

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5หนังไทยที่ทำรายได้สูงสุด

หนึ่งในตัววัดว่า ภาพยนตร์เรื่องไหน ดี ไม่ดี ควรดู หรือไม่ควรดู นอกจากจะวัดกันที่เรทติ้งของผู้ชมและนักวิจารณ์หนังแล้ว การเช็ครายได้ของหนัง ก็เป็นอีกหนึ่งตัววัด ที่ทำให้เราทราบว่า ควรจะดูหนังเรื่องนี้ดีหรือไม่ พูดถึงหนังที่ทำรายได้สูงสุดติดอันดับโลกแล้ว ก็ยกตัวอย่างเช่น ไททานิค, อวาตาร์, สตาร์ วอร์ส, อเวนเจอร์ส ฯลฯ โดยหนังที่กล่าวถึง เฉลี่ยแล้วกวาดรายได้ไปมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อ 1 เรื่อง สนใจหนังทำรายได้ติดอันดับโลกมามากพอแล้ว เรามาสนใจบ้านเรากันบ้างดีกว่า ว่าหนังไทยเรื่องไหน ที่สามารถทำรายได้สูงที่สุด สลอตเชื่อว่า หลายคนน่าจะเดากันถูก เพราะมันไม่ได้ยากเลย หนังไทยทั้ง 5 ที่ติดอันดับ ล้วนแต่เป็นหนังที่ไม่ว่าใครก็รู้จัก ตั้งแต่คนอายุน้อยยันคนวัยชรา แอบกระซิบว่า อันดับที่ 1 กวาดรายได้ในประเทศไทยไปมากกว่า 1,000 ล้านบาทเลยนะ!! *รายได้อ้างอิง เฉพาะจาก Box Office ของกรุงเทพฯ ปริมณฑล และ จ.เชียงใหม่ เท่านั้น อันดับที่ 5 ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๒ ประกาศอิสรภาพรายได้ 234.55 ล้านบาท ถึงแม้ว่าหลายคนจะไม่ชอบหนังแนวประวัติศาสตร์ไทย เพราะคิดว่ามันน่าเบื่อ แทนที่จะได้ดูอะไรสนุกๆ น่าตื่นเต้น แต่ต้องมาดูอะไรเดิมๆ ที่เราเคยเรียนไปแล้วเมื่อสมัยประถม แต่กับภาพยนตร์ชุด ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สามารถเปลี่ยนความคิดคนไทยได้อย่างสิ้นเชิง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นหนังที่มีความยิ่งใหญ่อลังการ เนื่องจากทั้ง 5 ภาคนั้น ทุ่มทุนสร้างไปมากถึง 700 ล้านบาท!! และหนังแนวนี้ เป็นหนังที่ดูได้ทุกเพศทุกวัย เด็กก็สามารถเข้าไปดูเอาความรู้ได้ วัยรุ่น วัยกลางคน ก็เข้าไปเสพความอลังการ วัยผู้ใหญ่ วัยชรา ก็เข้าไปดูเพื่อย้อนรอยและตอกย้ำความรักชาติ สำหรับภาค 2 ภาคประกาศอิสรภาพ เป็นเนื้อเรื่องหลังจากที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองสิ้นพระชนม์ พระเจ้านันทบุเรงจึงขึ้นครองราชย์ต่อ แต่ปัญหาก็เกิดขึ้น เมื่อแผ่นดินหงสาในการปกครองของพระเจ้านันทบุเรง ไม่วางพระทัยในสมเด็จพระนเรศวร เนื่องจาก ก่อนหน้าที่พระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ ท่านยังมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อพระนเรศวรเป็นอย่างยิ่ง ท่าทีราวกับอยากจะให้พระนเรศวรขึ้นครองราชย์ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้สัมพันธไมตรีระหว่างอยุธยากับหงสาวดีสั่นคลอน นอกจากนี้ พระนเรศวรยังมีพระปรีชาสามารถโดดเด่น พระเจ้านันทบุเรงจึงหมายจะปลงพระชนม์พระนเรศวร พระนเรศวรจึงต้องหาวิธีประกาศเอกราช ประกาศอิสรภาพแผ่นดินหงสาให้เร็วที่สุด อันดับที่ 4 ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๑ องค์ประกันหงสารายได้ 236.6 ล้านบาท สำหรับภาค 1 ของหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หนังเปิดตัวภาพยนตร์ชุดตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ในตอนแรก วางโปรเจคท์ไว้ว่าจะมีทั้งหมด 5 ภาค และทำการโปรโมทอย่างยิ่งใหญ่ ย่อมเป็นที่สนใจสำหรับคนไทยทั่วไปอยู่แล้ว และเนื้อเรื่องของภาค 1 องค์ประกันหงสานั้น ก็เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงที่พระนเรศวรยังทรงพระเยาว์ องค์ประกันหงสา นั้นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2106 ครั้งนั้น พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์แห่งกรุงหงสาวดีของพม่า ได้ยกทัพมาตีอโยธยา จนสามารถยึดครองเมืองกำแพงเพชร, เมืองสุโขทัย และสวรรคโลกได้ และเมื่อมาถึงเมืองพระพิษณุโลกสองแคว สมเด็จพระมหาธรรมราชา เจ้าผู้ครองเมืองพิษณุโลกในยามนั้น ตัดสินพระทัยไม่สู้รบกับพระเจ้าบุเรงนอง เพื่อไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้ สมเด็จพระมหาธรรมราชา จึงร่วมกระบวนทัพของพม่า บุกโจมตีกรุงศรีอยุธยา และสมเด็จพระมหาธรรมราชา ยังต้องยอมถวายพระนเรศวร พระราชโอรสคนโต ซึ่งในขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 9 ชันษา ต่อพระเจ้าหงสาวดี เพื่อเป็นองค์ประกัน มิให้สมเด็จพระมหาธรรมราชา หักหลังพระเจ้าบุเรงนองในภายหลังนั่นเอง อันดับที่ 3 สุริโยไทรายได้ 324.5 ล้านบาท (รายได้ทั่วประเทศ 550 ล้านบาท) ภาพยนตร์ สุริโยไท มีเนื้อหาเกี่ยวกับ พระสุริโยทัย พระอัครมเหสีในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ท่านได้รับการยกย่องจากชาวไทยว่า เป็นวีรสตรีที่กล้าหาญอย่างยิ่ง โดยเมื่อครั้งที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กับ มหาอุปราชาบุเรงนอง ยกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้ผ่านมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี ช่วงเวลาดังกล่าว สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ, สมเด็จพระสุริโยทัย และพระราชโอรส, พระราชธิดา ยกทัพออกนอกพระนคร เพื่อบำรุงขวัญทหาร และทอดพระเนตรจำนวนข้าศึกพอดี จึงทำให้กองทัพอยุธยา ปะทะกับกองทัพพระเจ้าแปร ทัพหน้าของพม่า ส่งผลให้ช้างทรงของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเพลี่ยงพล้ำต่อข้าศึก พระเจ้าแปรก็ทรงขับช้างไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด สมเด็จพระสุริโยทัยทอดพระเนตรเห็นสถานการณ์ไม่ดี จึงรีบขับช้างขวางพระเจ้าแปร ส่งผลให้ไม่สามารถติดตามพระมหาจักรพรรดิได้ สมเด็จพระสุริโยทัย จึงทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแปร ทว่า สมเด็จพระสุริโยทัยอยู่ในลักษณะเสียเปรียบ จึงถูกพระแสงของ้าวฟันพระอังสาขาดสะพายแล่ง สวรรคตอยู่บนคอช้าง หนังเรื่องสุริโยไท จึงเป็นหนังที่ได้รับความนิยมสูงมาก ทั้งในช่วงเวลานั้น ยังไม่มีหนังแนวประวัติศาสตร์ไทยมากนัก และเป็นการตีแผ่เรื่องราวความกล้าหาญของวีรสตรี เพศหญิง จากที่เราเคยชินกันแต่ว่า คนที่จะเป็นที่ยกย่อง และเป็นคนที่กล้าหาญนั้น ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น แต่พระสุริโยทัย ก็สามารถกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง และกลายเป็นวีรสตรีได้เช่นกัน หนังเรื่องนี้ ยังเป็นหนังที่รวบรวมนักแสดงระดับแนวหน้าของประเทศไทยเอาไว้จำนวนมากอีกด้วย อันดับที่ 2 ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้รายได้ 330.01 ล้านบาท เทียบกับหนังเรื่องอื่นที่ติดอันดับหนังไทยทำรายได้สูงสุดแล้ว ไอฟายฯ เป็นหนังที่ใหม่ที่สุดในการจัดอันดับนี้ แต่ถึงจะเป็นน้องใหม่ ก็เป็นน้องใหม่ที่มีคุณภาพ จนสามารถกวาดรายได้ไปสูงถึง 330 กว่าล้านบาท! ไอฟายฯ เป็นหนังแนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่ได้รับความนิยมมาก ได้รับความนิยมจนทุกสิ่งทุกอย่างในเรื่องมีชื่อเสียงไปหมด ตั้งแต่เพลงประกอบอย่าง ชักกระตุก, Walk you home ท่าเต้นสุดกวนของซันนี่ ที่ปรากฎในเรื่อง นักแสดงที่ดังอยู่แล้ว ก็ดังกว่าเดิม ได้รับความนิยมมากกว่าเดิม สาเหตุที่ทำให้ ไอฟายฯ ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเป็นหนังที่มีครบทุกรสชาติ ตั้งแต่ตลกกวนๆ ตามสไตล์ค่าย GTH มีความซึ้งแบบอบอุ่นหัวใจ คาแรคเตอร์ของนักแสดง ตรงกับนิสัยของตัวละครในเรื่อง ส่งผลให้การแสดงออกมาดูเป็นธรรมชาติมาก โดยเฉพาะซันนี่ สงสัยมากว่านี่แสดงหรือตัวจริงของเขากันแน่ และที่ทำให้ตราตรึงหัวใจ อารมณ์คนดูมากที่สุด คือฉากจบของเรื่อง ที่ไม่มีใครรู้ว่า แท้จริงแล้ว ตัวละครทั้ง 2 คน กำลังพูดคุยกันเรื่องอะไร และหลังจากนั้น พวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป พอค้างคาปุ๊บ ก็อยากดูอีก เพื่อแกะปริศนาว่าพูดอะไรกันแน่ โดนเข้าแล้วมั้ยล่ะ! อันดับที่ 1 พี่มาก..พระโขนงรายได้ 559.59 ล้านบาท (รายได้ทั่วประเทศ 1,000 ล้านบาท) เรียกได้ว่า เป็นสุดยอดภาพยนตร์ไทยที่กลายเป็นตำนานขึ้นหิ้งไปแล้ว พี่มากฯ เป็นหนังที่ถูกสร้างขึ้นจากตำนานเรื่องลี้ลับ ที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน นั่นก็คือ ตำนานแม่นาคพระขโนง ตำนานแม่นาคพระขโนง เกี่ยวกับ นาค หญิงสาวคนหนึ่ง ที่พบว่าตัวเองตั้งครรภ์หลัง มาก สามีต้องไปทำภารกิจรับใช้ชาติ เมื่อถึงครบกำหนดคลอดลูก สามีของเธอก็ยังไม่กลับมา ทำให้เธอไม่สามารถคลอดลูกได้ และเสียชีวิตทั้งกลม เมื่อ มาก กลับมา ก็ไม่ทราบว่าภรรยาของตนเสียชีวิตไปแล้ว ก็ใช้ชีวิตอยู่กินกันตามปกติ จนสังเกตได้ถึงสิ่งที่ไม่ปกติ เช่น เรื่องเล่าเก็บมะนาวใต้ถุนบ้าน จนกลายเป็นเรื่องที่ถูกเล่าต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ถึงแม้ว่าจะถูกสร้างขึ้นจากเรื่องลี้ลับ แต่หนังเรื่อง พี่มากฯ กลับไม่ได้เป็นหนังสยองขวัญ ทว่าเป็นหนังตลกที่ฮามากๆ จนหลายคนที่เข้าไปดูให้ความคิดเห็นว่า ขนาดผ่านไปเป็นเดือนแล้ว คิดถึงหลายๆ ฉากในเรื่อง ยังขำอยู่เลย และก็ไม่ได้เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวแบบทื่อๆ ใส่มุกตลกแบบยัดเยียด แต่ในหนังพี่มากฯ ยังแฝงไปด้วยปมปริศนาให้คนดูลุ้นกันว่า สุดท้ายแล้ว ความจริงคืออะไร? และตอนจบจะเป็นอย่างไร? ในทุกมุกตลก มีทั้งการทิ้งปริศนา และการคลายปมปริศนาบางอย่างไว้แทบทุกครั้ง แถมตอนจบก็ไม่แย่ ไม่ชวนทำให้คิดมากอีกต่างหาก ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมถึงพุ่งมาเป็นที่ 1 ได้อย่างง่ายดาย แถมยังทิ้งห่างอันดับอื่นอย่างขาดลอย ว่าแล้วก็ไปหามาดูอีกรอบดีกว่า!
บทความ

5 อนิเมะ Netflix แนะนำ

Netflix เป็นผู้ให้บริการด้านภาพยนตร์ ซีรีส์ ที่โด่งดังที่สุดในโลก มีชื่อเสียงด้านการวาร์ป เพราะใครก็ตามที่ได้ดู Netflix จะรู้สึกตัวอีกทีก็ 8 ชั่วโมงให้หลัง นับจากเริ่มดูตอนแรกกันทุกคน เพราะ Netflix มีเรื่องสนุกๆ มากมายให้เราเลือกดูทุกแนว โดยเฉพาะ ซีรีส์ ที่เป็นตัวชูโรงของ Netflix เลย คนส่วนใหญ่ที่ดู Netflix ก็มักจะดูภาพยนตร์หรือซีรีส์เท่านั้น แต่อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากก็คือ เหล่าอนิเมะจากญี่ปุ่น ที่เพิ่งซื้อลิขสิทธิ์มาฉายในช่วงปี 2017 นี้เอง เพื่อเป็นการเพิ่มความหลากหลายให้กับผู้ชม สำหรับคนที่ชอบดูการ์ตูนอยู่แล้ว ก็รู้ว่าควรจะดูเรื่องไหนดี แต่สำหรับคนที่ดูแต่ซีรีส์ ดูแต่หนัง ไม่เคยดูอนิเมะเลย ก็ไม่รู้ใช่ไหมล่ะ ว่าจะดูเรื่องไหนดี? สลอตคัดอนิเมะคุณภาพเน้นๆ มาให้แล้ว รับรองว่าสนุกทุกเรื่องเลยล่ะ   1. My Hero Academia หรือชื่อญี่ปุ่นคือ Boku no Hero Academia เป็นอนิเมะที่ปัจจุบันมีทั้งหมด 3 Season แล้ว คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักนัก แต่ก็เริ่มมีคนรู้จัก และติดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากได้ลง Netflix และเนื้อหาที่สนุกเข้มข้นจริงๆ เนื้อเรื่องนั้น เกี่ยวกับโลกที่คนส่วนใหญ่มีอัตลักษณ์ (พลังพิเศษ) เป็นของตัวเอง เช่น พลังจิต, เคลื่อนย้ายวัตถุ, ขยายร่าง, ล่องหน, ปล่อยพายุ แม้จะเป็นเรื่องดี แต่หลายคนที่มีอัตลักษณ์ กลับใช้พลังในทางที่ผิด จึงทำให้มีฮีโร่ขึ้นมาเพื่อจัดการเหล่าร้าย ส่งผลให้ไม่ว่าใครๆ ก็อยากเป็นฮีโร่ เพราะได้ปกป้องบ้านเมืองจากอันตราย และได้รับการให้เกียรติ ยกย่อง ฮีโร่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และเป็นฮีโร่ของฮีโร่ด้วยกัน มีนามว่า "ออลไมท์" เขาเป็นฮีโร่สุดเท่ มีเอกลักษณ์คือร่างกายอันบึกบึน ผมสีทองมีจงอย 2 ข้าง สามารถจัดการวายร้ายได้ทุกตัว จนเป็นที่หวาดกลัวของพวกคนไม่ดี เขามีคำพูดติดปากคือ "ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะฉันมาแล้วไงล่ะ" "มิโดริยะ อิซุกุ" เด็กหนุ่ม ม.ต้น ก็มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นเหมือนออลไมท์ และอยากเข้าโรงเรียนยูเอย์ โรงเรียนฮีโร่อันดับ 1 ของประเทศ แต่เขามีอุปสรรคอันใหญ่หลวง นั่นก็คือ เขาไม่มีพลังอะไรเลย เป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น My Hero Academia จะเป็นเรื่องราวเส้นทางการเป็นฮีโร่ของมิโดริยะ มีทั้งการแข่งขันกับคนที่มีอัตลักษณ์อยู่แล้ว การต่อสู้ระหว่างฮีโร่กับเหล่าวายร้ายตัวฉกาจ เรื่องราวการใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนยูเอย์ แม้ว่าจะคล้ายการ์ตูนโชเน็นทั่วไป ที่ตอนแรกพระเอกกาก และเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ My Hero Academia มีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ การทำอนิเมะเคารพมังงะต้นฉบับ การใส่เนื้อเรื่องใหม่ๆ เพลงประกอบที่ไพเราะ เข้ากับทุกฉาก ไม่ว่าจะเป็น บู๊ เศร้า ฮา ได้รู้แล้ว รับรองว่าดูจนลืมวันลืมคืน ถึงแม้ช่วงแรกจะดูน่าเบื่อไปบ้าง แต่เรื่องราวหลังจากที่ มิโดริยะ เข้าโรงเรียนยูเอย์ได้ มันเข้มข้นมาก จนรออนิเมะสัปดาห์ละตอนไม่ไหว ต้องไปอ่านมังงะต่อกันทุกคนเลยล่ะ!   2. Ajin - Demi Human (อาจิน) เป็นอนิเมะญี่ปุ่นที่หลายคนมองข้าม และไม่สนใจจะดู เนื่องด้วยลายเส้นของอนิเมะเป็นลายเส้น 3D ไม่ใช่ 2D เหมือนเรื่องอื่น ซึ่งลายเส้น 3D นั้นมักจะเป็นลายเส้นของการ์ตูนสำหรับเด็กเล็ก จึงส่งผลให้คนดูอนิเมะค่อนข้างน้อย แต่สลอตขอบอกเลยว่า ไม่ได้ดูถือว่าพลาดมาก! Ajin มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับเหล่า อาจิน อาจิน คือมนุษย์ที่ไม่ใช่มนุษย์ พวกเขาไม่มีวันตาย เนื่องจากพลังของพวกเขาคือ เมื่อตายแล้วจะฟื้น และถ้าหากก่อนตาย แขนขาด ขาขาด หรือป่วยหนัก เมื่อตายปุ๊บ พอฟื้นมาร่างกายจะเป็นปกติ มีแขนมีขางอกขึ้นมาเหมือนปกติ ในสายตามนุษย์ทั่วไป อาจินถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตราย เพราะพวกเขาจะก่อเหตุอาชญากรรมรุนแรงอย่างไรก็ได้ เนื่องจากไม่มีวันตาย อย่างไรก็ตาม อาจิน มีฝ่ายที่นิสัยไม่ดีจริงๆ และมี อาจิน ฝ่ายดี ที่พวกเขาหวังเพียงอยากใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ Ajin จึงไม่ได้เข้มข้นตรงที่ เหล่าอาจินต้องปะทะกับมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น แต่เหล่าอาจิน ฝ่ายดีและไม่ดี ยังต้องปะทะกันเอง การต่อสู้ของอาจินนั้นจะดุเดือดอย่างมาก ไม่มีฝ่ายไหนสามารถตายได้ การต่อสู้จึงเต็มไปด้วยชั้นเชิง กลยุทธ จิตวิทยาปั่นประสาท ทุกครั้งที่อาจินปะทะกัน จึงทำให้แฟนการ์ตูนฮือฮาอย่างมาก แอบกระซิบว่า แม้อาจินจะมีพลังที่เหมือนกัน คือ ไม่มีวันตาย แต่ในอาจินแต่ละตัว มีพลังพิเศษที่แตกต่างกันออกไป บางตัวมีปีกบินได้ก็มีนะเอ้อ! อนิเมะเรื่องนี้ ไม่ได้มีแต่ฉากบู๊สุดโหดเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นธาตุแท้ของมนุษย์ทั่วไป ที่ถึงแม้ว่าไม่มีพลังแบบอาจิน แต่ในหลายครั้ง มนุษย์ก็อันตรายและน่ากลัวกว่าอาจินหลายเท่าตัว   3. Attack on Titan หรือชื่อญี่ปุ่นก็คือ Shingeki No Kyojin อนิเมะชื่อดังที่คนชอบดูการ์ตูน ต้องเคยดูกันแทบทุกคน แต่ก็ยังมีหลายคนยังไม่ดู เพราะคิดว่ามันน่ากลัวเกินไป ทั้งไททันยักษ์ตัวใหญ่เป็นเมตร ต่อสู้กันเลือดสาด และคิดว่าคงเป็นอนิเมะที่พระเอกไล่ฆ่าตัวร้ายตามปกติ แต่ในความจริงแล้ว การต่อสู้ฆ่าฟันไททัน ไม่ใช่ใจความหลักของเรื่องเลย หลังจากผ่านช่วงที่ "เอเลน" พระเอก ได้บรรจุเป็นหน่วยลาดตระเวน ได้ต่อสู้กับไททัน และได้รับรู้ว่าแท้จริงตัวเขาเองคือ 'ไททัน' แล้ว เนื้อเรื่องที่แท้จริงคือ การตามหาคำตอบว่า จริงๆ แล้ว ไททันคืออะไร มีจุดกำเนิดมาจากไหน ทำไมต้องกินมนุษย์ และยิ่งพวกเขาตามหาความจริงมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบกับสิ่งที่น่าตกใจมากขึ้นเท่านั้น ทั้งการเปิดเผยตัวจริงของไททันที่ทำลายกำแพง, ไททันเกราะสุดโหด ไททันผู้หญิงมีสติปัญญา รวมถึงไททันที่เคยกินเพื่อนพ้องของพวกเขา จนทำให้คนดูไม่ไว้ตัวละครตัวไหนสักตัว Attack On Titan ยังมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับสงครามทางการเมือง และการต่อสู้ฟาดฟันเพื่อแย่งชิง 'สิ่งที่เราคาดไม่ถึง' อีกมากมาย เรียกได้ว่า ยิ่งเนื้อเรื่องดำเนินต่อไป ก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้น ขอแอบสปอยล์เบาๆ ในฐานะที่สลอตอ่านมังงะตอนล่าสุด ว่าความจริงแล้ว ตัวละครที่เรามองว่าเป็นฝ่ายดี อาจจะกลายเป็นตัวละครที่เลวที่สุด ชั่วช้าที่สุด เป็นการ์ตูนที่แทบจะสปอยล์ไม่ได้จริงๆ เพราะตัวละครทุกตัว มีความลับกันหมด ต้องไปดูเอาเองแล้วล่ะ! รับรองว่าสนุกมาก!!   4. Durarara! เวลาอ่านชื่ออนิเมะเรื่องนี้ ลิ้นมันจะพันกันหน่อยๆ เรียกย่อๆ ว่า Drrr! ก็แล้วกัน Drrr! มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับความลึกลับของเมือง อิเคะบุคุโระ เมืองที่มีจริงๆ ในประเทศญี่ปุ่น สำหรับอนิเมะ Drrr! นั้น อ้างว่าเมืองอิเคะบุคุโระมีตำนานมากมาย ที่ไม่มีใครรู้ความจริง ทั้งตำนานไบค์เกอร์สาวไร้หัว, การแบ่งกลุ่มคนออกเป็นสี การดำเนินเนื้อเรื่อง จะเริ่มจากการค่อยๆ เล่าตำนานของเมือง และเล่าเรื่องของตัวละครหลักในเรื่องที่ไม่มีความสัมพันธ์กันเลย ประมาณว่า ตอนนึงก็เล่าเรื่องของตัวละครตัวนึงโดยเฉพาะ จนทำให้คนดูสงสัยว่า นี่การ์ตูนเกี่ยวกับอะไรเนี่ย? ให้มาดูชีวประวัติของใครก็ไม่รู้ ที่ยังไม่รู้จักทำไมฟะ? ช่วง 12 ตอนแรกก็จะเป็นการเล่าเรื่องแบบนั้นทั้งหมด จนกระทั่งช่วงท้ายของเรื่อง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เนื้อเรื่องปูมาตั้งแต่แรก ล้วนสำคัญทั้งหมด ไม่ว่าปริศนาจะเล็กแค่ไหน ก็ได้รับการเฉลยทั้งหมด และตัวละครที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย กลับเกี่ยวข้องกันมากๆ อย่างน่าประหลาด ถามว่าข้ามช่วงที่ปูเนื้อเรื่องตัวละคร แล้วไปดูตอนผูกเนื้อเรื่องเลยได้ไหม? ตอบเลยว่าไม่ได้! เนื่องจากปูมหลังตัวละครทุกตัวของเรื่อง Drrr! นั้นสำคัญต่อเนื้อเรื่อง หากเราไม่รู้ ไม่ยอมดูตอนปูเนื้อเรื่องตัวละคร ก็จะงงกับช่วงหลัง จนไม่สนุก ทนน่าเบื่อเก็บข้อมูลช่วงแรกแค่ไม่กี่ตอน ที่เหลือจะมีแต่ความสนุก มีอารมณ์ร่วมในการคิดแก้ไขปริศนา ว่าแท้จริงแล้ว เรื่องราวของ Drrr! นั้นคืออะไร เกี่ยวกับอะไร จนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยล่ะ   5. Assassination Classroom หรือชื่อญี่ปุ่นคือ Ansatsu Kyoshitsu ชื่อยาวมาก ขอเรียกชื่อไทยของเรื่องนี้ก็แล้วกัน 'ห้องเรียนลอบสังหาร' เนื้อเรื่องของอนิเมะเรื่องนี้ ก็ตรงตามชื่อเรื่องที่ระบุเอาไว้เลย ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือ เจ้าตัวประหลาดสีเหลืองมีหนวดคล้ายปลาหมึก มันเป็นสิ่งมีชีวิตสุดอันตราย เพราะมันมีพลังอันรุนแรง สามารถทำลายดวงจันทร์ไปได้ถึง 70% จนพระจันทร์เหลือเพียงครึ่งเสี้ยวตลอดเวลา มันขู่ว่าจะทำลายล้างโลกเป็นเป้าหมายต่อไป แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือ ถ้าไม่อยากให้มันทำลายล้างโลกนี้ ก็ให้มันเป็นครูประจำชั้นของนักเรียนของ 3-E โรงเรียน ม.ต้นคุนุกิงาโอกะซะ! แม้จะไม่มีฝ่ายไหนเข้าใจว่ามันต้องการอะไร ทำไมมันถึงต้องการเป็นครูประจำชั้น แต่ถ้าแลกมากับการที่มันไม่ต้องทำลายล้างโลก ทุกฝ่ายก็ยินดี และรีบให้มันเป็นครูประจำชั้นของห้อง 3-E ทันที และมันเกี่ยวกับการลอบสังหารยังไง? เพราะในทุกวันที่ไปเรียน เหล่านักเรียนในห้อง จะต้องพยายามฆ่าเจ้าตัวประหลาดนั่นให้ได้! ทั้งการฆ่าแบบซึ่งหน้า การวางยาพิษ รวมถึงการลอบสังหาร คำถามคือ ใครเป็นคนสอนวิธีลอบสังหารให้กับเหล่าเด็กนักเรียน? คำตอบ ก็เจ้าตัวประหลาดนั่นแหละ ที่สอนวิธีลอบสังหาร! ด้วยความที่เจ้าตัวประหลาดมีความเร็วสูงถึง 20 มัค หรือประมาณ 24,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้มันกลายเป็นตัวประหลาดที่ไร้เทียมทาน (โดนมิสไซล์แบบตามตัวยิงใส่ มันยังเก็บมิสไซล์มาทำอาหารได้) และถ้าหากเหล่านักเรียนฆ่าเจ้าตัวประหลาดได้ พวกเขาจะได้รับเงินรางวัลเป็นจำนวนเงิน 1 หมื่นล้านเยน แม้จะฆ่าไม่เป็น แต่เมื่อมีเงินจำนวนมากขนาดนี้มายั่วยวน เหล่านักเรียนก็พร้อมจะยอมรับการฝึก จากเจ้าตัวประหลาด เพื่อฆ่าเจ้าตัวประหลาดนั่นแหละ ใจความสำคัญของเรื่องนี้ ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างเพื่อนในห้องมัธยม ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับลูกศิษย์ ความเน่าเหม็นของระบบการศึกษา และยังสอดแทรกมุกตลกเอาไว้เป็นระยะๆ ถึงแม้ตัวละครเด็กนักเรียนที่มีทั้งหมด 28 คน ซึ่งถือว่าเยอะมาก (ไม่รวมตัวละครอื่นที่สำคัญอีกนะ!) แต่คนดูก็จะสามารถจำได้ทุกคน เพราะทุกตัวละครมีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นต่างกันไป สลอตเชื่อว่า ทุกคนที่ได้ดู จะหลงรักเหล่าเด็กๆ ในห้อง 3-E จนแอบเผลอคิดว่าตัวเองเป็นหนึ่งในเด็กนักเรียนห้องนั้น เพราะได้ร่วมร้องไห้ ร่วมหัวเราะ เห็นวิวัฒนาการความสามารถด้านการต่อสู้ของพวกเขาทุกคน อนิเมะเรื่องนี้ ยังไม่ยาวมาก เพราะมีแค่ 2 Season จบบริบูรณ์ ก็สามารถดูฆ่าเวลาระหว่างอนิเมะหรือซีรีส์เรื่องอื่นออกตอนใหม่ก็ได้ แต่รับรองว่า จะได้รับความสุขครบทุกรสชาติจากเรื่องนี้ จนอยากดูซ้ำอีกรอบแน่นอน
บทความ

5วิธีลืมแฟนเก่าที่ได้ผล

เราทุกคนคงเคยได้ยินว่า 'ความรัก' คือสิ่งสวยงาม ความรัก เป็นสิ่งที่ทำให้โลกนี้สงบสุข เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เกิดมา เป็นสิ่งที่ทำให้โลกดำเนินต่อไป เมื่อใดที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ความแตกแยก ความวุ่นวาย ก็จะเกิดขึ้นตามมา อย่างไรก็ตาม ความรัก ก็ไม่ได้ตามมาด้วยความสงบสุขเสมอไป บ่อยครั้ง ที่ความรักกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายมนุษย์ ที่โดนกันบ่อยที่สุดคือ ความรักที่ยังคงอยู่ แต่คนที่เรารัก ไม่อยู่ด้วยแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือ เลิกกับแฟนแล้วลืมเขาไม่ได้นั่นแหละ พอเลิกกับแฟนแล้ว ก็จะเกิดอาการเศร้า คิดมาก เครียด จนบางคนถึงขั้นคิดสั้น ทำร้ายตัวเอง เอาแต่คิดมากจนไม่เป็นอันทำอะไร ที่ลืมแฟนเก่าไม่ได้ หลายคนเลิกกับแฟนหลายปีแล้ว ก็ยังลืมไม่ได้อยู่ดี รู้อ๊ะป่าววว ว่านอกจากสลอตจะเป็นเซียนเรื่องการเล่นตลกแล้ว ยังเป็นเซียนเรื่องความรักด้วยนะ เจ็บมาเยอะ นกมาเยอะ วิธีลืมรักเก่านี้ สบ๊ายยยยยย จดจำ แล้วนำไปใช้กันนะ 1. คิดถึงเรื่องไม่ดีที่เขาทำกับเรา สิ่งที่ทำให้เรายังคงฝังใจกับรักครั้งเก่า ไม่ยอมลืมมันสักที เพราะเรามัวแต่คิดถึงเรื่องดีๆ ความทรงจำดีๆ ที่เคยเกิดขึ้น การเก็บแต่ความทรงจำดีๆ ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร แต่ถ้าดันเก็บแต่ความทรงจำดีๆ ในช่วงที่เรายังลืมเขาไม่ได้เนี่ย มันเป็นอะไรที่นรกกับเรามาก เรามัวแต่คิดถึงว่า เลิกงานมาเขาก็คอยมารับไปส่งบ้าน ก่อนนอนก็วีดีโอคอลหากันจนหลับคามือถือ แต่เราไม่เคยคิดถึงว่า สมัยคบกัน เวลาอยู่ด้วยกันเขามัวแต่เล่นเกมไม่สนใจเรา เขาชอบแอบไปกดหัวใจให้ผู้หญิงเอ็กซ์ๆ แอบไปแชทกับสาวแล้วลบเพื่อไม่ให้เราจับได้ ไปเที่ยวกลางคืนกับเพื่อน สัญญาว่าจะกลับเวลานี้ก็ไม่ยอมกลับ ติดต่อได้อีกทีก็เช้า ปล่อยให้เราเป็นห่วง คิดมากอยู่คนเดียว ไม่รู้ไปไหนกับใคร จากการเอาแต่คิดถึง พร่ำเพ้อถึงเรื่องดีๆ ที่เขาทำให้เรา คิดถึงเรื่องที่เขาทำแล้วให้เราปวดหัว หงุดหงิด รู้สึกไม่ดีดูบ้าง ไม่ว่าแฟนเก่าจะดีขนาดไหน สลอตเชื่อว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างที่น่าหงุดหงิดบ้างล่ะ การคิดถึงสิ่งไม่ดีของเขา ตัวตนในแง่ลบของเขา จะช่วยให้เราลืมเขาได้ง่ายขึ้น 2. ตัดใจเอาข้าวของแฟนเก่าไปทิ้ง อาจจะฟังดูง่าย แต่สลอตว่าสำหรับคนที่ถึงขั้นอยู่กินกับแฟนแล้ว การตัดใจด้วยการเอาของๆ แฟนเก่าไปทิ้ง มันลำบากใจกว่าการตัดใจแบบอื่นเสียอีก อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายเดือน หลายปี ข้าวของหลายอย่างที่เป็นของเขา ก็กลายเป็นของเราไปบ้างแล้ว เสื้อยืด กางเกง ถุงเท้า รองเท้า น้ำหอม นาฬิกา หรือพวกของที่ระลึกอย่างดอกกุหลาบ รูปภาพในกรอบทองสวยงาม สมัยคบกัน เราใช้ทุกวัน เราเห็นทุกวันจนชินตา จนมันกลายเป็นหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา พอถึงวันที่เลิกกัน มันดันย้อนกลับมาทิ่มแทงให้เราเจ็บปวดซะงั้น จะทิ้งก็ทิ้งไม่ลง เครียด ทำยังไงดี ขอตอบเลยว่า ถ้ามันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เราตกลงเลี้ยงร่วมกันอย่าง หมา แมว กระต่าย ทิ้งๆ ไปเถอะ นอกจากจะช่วยลดปัจจัยที่จะคิดถึงเขาให้น้อยลงแล้ว ถ้าเรากำลังกุ๊กกิ๊กกับใคร กำลังเริ่มต้นรักครั้งใหม่ แล้วเขารู้ว่าเรายังเก็บของแฟนเก่าเอาไว้อยู่ ไม่ยอมเอาไปทิ้ง คนใหม่ของเราก็อาจไม่พอใจ จนทิ้งเราไปอีกคน ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับเรื่องการเก็บของๆ แฟนเก่าได้ทุกคนหรอกนะ ทิ้งมันไปซะ เพื่อตัวเรา และอนาคตของเรา ...หรือจะเก็บไปขายก็ได้นะ นอกจากช่วยให้ลืมแล้ว ยังได้เงินโดยไม่ต้องลงทุนมากอีก กำไรล้วนๆ !! 3. อย่าทำให้ตัวเองมีเวลาว่าง อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เรายังคงวนเวียนอยู่กับรักครั้งเก่า คือเราปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่างจนคิดอะไรเพ้อเจ้อแบบนี้ สลอตเข้าใจ ว่าพออกหักแล้ว มันไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร หัวใจมันเหนื่อยมากพอแล้ว อย่าทำให้ร่างกายเหนื่อยไปมากกว่านี้เลย พักผ่อนทั้งตัวและใจดีกว่า คนที่เจ็บหนักมาก ถึงขั้นดรอปเรียน ลาออกจากงานเพื่อทำใจก็มี แต่การปล่อยตัวไปวันๆ มันกลับส่งผลในทางตรงกันข้าม เพราะมันจะทำให้เรามีเวลาว่าง จนสามารถคิดถึงเขาได้ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ลาออกจากงาน หรือดรอปเรียน ก็ทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานซะ มีโอทีก็ทำไป ได้เงินไม่ได้อย่าเพิ่งแคร์ ทำให้ตัวเองไม่ว่างก่อน ถ้ายังเรียนอยู่ก็อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ทำแบบฝึกหัดล่วงหน้า ส่วนคนที่ว่างงาน ไม่ได้เรียน หรือส่วนใหญ่มีเวลาว่างอยู่แล้ว ก็ไปออกกำลังกาย เดินห้าง เดินตลาด เล่นเกม ไปเที่ยวต่างจังหวัด เอาง่ายๆ ว่า ยังไงก็ได้ ให้มีอะไรทำก็พอ ต่อให้ในหัวเราจะคิดมาก เวิ่นเว้อ ฟุ้งซ่านมากมายขนาดไหน ร่างกายเราต้องทำอย่างอื่นที่สวนทางกับความคิดให้ได้ พยายามอย่าจมปลักกับความคิดแย่ๆ มันยาก แต่ถ้าทำได้ จะสบายมากเลยล่ะ 4. ทำในสิ่งที่ถูกห้ามมาตลอด สำหรับคนที่ตกลงคบหากัน ไม่ว่าจะเป็นคู่ไหน สิ่งที่เหมือนกันทุกคู่คือ จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยอมลด ละ เลิก การกระทำที่ทำแล้วอีกฝ่ายไม่พอใจ รวมถึงพยายามทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เพื่อให้คู่รักของเราพึงพอใจ ถ้าเป็นการลด และเพิ่มด้วยเหตุผล และเป็นสิ่งที่ทำแล้วดี เช่น ให้เราลด ละ เลิกกินเหล้า การเที่ยวกลางคืน แต่ถ้ามันเป็นคำสั่ง เป็นการบังคับที่ออกแนวจะละเมิดชีวิตเรา เช่น ต้องยุติความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศทั้งหมด ห้ามไปไหนโดยไม่มีแฟนไปด้วย จะทำอะไรต้องรายงานเสมอ ต้องตอบแชททุก 5 นาที ตอนแรกก็คงยอมทำไปเพราะข้าวใหม่ปลามัน แต่ถ้าเวลาผ่านไป มันจะรู้สึกอึดอัดน่ะสิ บางคนมีแฟนแล้ว กลายเป็นคนที่ไม่มีเพื่อนทันที เพราะโดนแฟนบังคับให้เลิกคบกับเพื่อนทั้งหมด เนื่องจากหึงหวง หรือถ้าแฟนเก่าไม่ใช่คนหึงหวงขนาดนั้น แต่ห้ามอะไรที่เบาลงมา เช่น ห้ามใส่ขาสั้น ห้ามใส่เสื้อแขนกุด เมื่อเลิกกันแล้ว ต่อให้เคยชินกับการกระทำที่โดนแฟนบังคับมากแค่ไหนก็ตาม ให้ลองทำในสิ่งที่แฟนห้ามมาตลอดดูบ้าง แต่งตัว แต่งหน้าตามใจชอบ ไปไหนก็ไม่ต้องมีคนมาคอยจิกคอยจับผิด เปิดใจคุยกับคนต่างเพศได้โดยไม่ต้องระแวงว่าจะมาทะเลาะกับใครทีหลัง ได้เที่ยวกลางคืน ได้เที่ยวกับเพื่อน หลังจากไม่ได้เที่ยวมานาน มันจะช่วยให้ความเป็นของตัวเองของเรากลับคืนมา เราจะได้ตัวเรา ที่เป็นตัวเราเองจริงๆ กลับคืนมา ไม่ต้องฝืนทำตัวแบบนั้นแบบนี้เพื่อเอาใจใคร แล้วเราจะมีความสุขมาก จนลืมการมีแฟนไปเลย บางที ความรัก การมีแฟน ก็ไม่ได้เป็นความสุขสำหรับทุกคน 5. ใช้ชีวิตตามปกติ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด โดยไม่ต้องพยายามทำอะไรแล้ว แค่ใช้ชีวิตไปตามปกติ ไม่ต้องไปพยายามหาวิธีเพื่อลืม ไม่ต้องเครียดว่าทำไมความสัมพันธ์ถึงจบลงแบบนี้ เพียงแค่ทำทุกอย่างให้เหมือนเป็นปกติที่สุด สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ช่วยให้เราลืมแฟนเก่าที่ได้ผลมากที่สุด คือ 'เวลา' วินาทีแรกที่เลิกกัน มันสุดจะเจ็บปวด หนึ่งชั่วโมงถัดมา ก็ยังเจ็บปวดอยู่ ร้องไห้ฟูมฟาย หนึ่งสัปดาห์ถัดมา ร้องไห้บ้าง ไม่ร้องไห้บ้าง หนึ่งเดือนถัดมา ไม่ร้องไห้แล้ว แต่ยังคิดถึงอยู่ เมื่อเวลาดำเนินผ่านไปเรื่อยๆ จะช่วยให้เราดีขึ้น ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่มีหรอก วิธีลืมความทรงจำ นอกจากจะความจำเสื่อม มีแต่ต้องเติบโตขึ้น เพื่อเรียนรู้ถึงวิธีจัดการอารมณ์ ความรู้สึก นำอดีตมาเป็นบทเรียนในการใช้ชีวิต ไม่ให้ซ้ำรอยแผลเดิม เท่านั้นเอง สุดท้าย เราจะสามารถจัดการอารมณ์ไม่ให้เศร้า และเวลาที่ค่อยๆ เดินไป จะช่วยให้เราค่อยๆ ลืมความรู้สึกเจ็บปวดจากความผิดหวังครั้งนั้นได้เอง โดยที่เราไม่ต้องพยายามทำอะไรเลย
บทความ

5ข้อดีของฤดูฝน

เดินทางมาถึงช่วงปลายปี 2561 กันแล้ว เป็นช่วงที่พวกเราคนไทยรอคอยกันมานาน เพราะจะเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาว แถมยังเป็นช่วงฤดูหนาว จะทำอะไร จะไปไหน ก็แสนจะสบาย เพราะอากาศเย็นไม่ร้อนเท่าช่วงกลางปี แต่ก่อนจะเดินทางไปถึงช่วงเวลาแสนสบายนั้น พวกเราต้องผ่านมรสุมฤดูฝนไปก่อน! ประเทศไทย เป็นประเทศที่อากาศร้อนอยู่แล้ว รถก็ติดอยู่แล้ว พอถึงฤดูฝนนะ อากาศจะร้อนอบอ้าวกว่าเดิม รถก็จะติดหนักกว่าเดิม เรียกได้ว่าฤดูฝนมีแต่ข้อเสีย เป็นฤดูที่น่ารำคาญที่สุด อย่างไรก็ตาม ในความหงุดหงิด ในความน่ารำคาญ ฤดูฝนก็มีข้อดีของมันเหมือนกันนะ ถึงข้อเสียจะเยอะไปหน่อยก็เถอะ...   1. ใช้เป็นข้ออ้างลางาน เป็นข้อดีอันดับต้นๆ ของฤดูฝน ที่หลายคนชื่นชอบกันมากๆ ทั้งวัยเรียน วัยทำงาน ต่างก็เคยใช้ข้ออ้างแบบนี้กันมาหมดแล้วทั้งนั้นแหละ! บางทีแถวบ้านเรา ฝนก็ยังไม่ตกหรอก แต่เช็คมาแล้วว่า แถวที่ทำงานฝนตก ก็อ้างไปสิ ว่าเนี่ย พี่คะ แถวบ้านหนูฝนตกหนักมาก ออกไปไม่ได้เลย อะไรนะคะ? แถวออฟฟิศตกปรอยๆ เองหรอ? ก็ฝนมันไล่จากทางหนูก่อนถึงไปทางพี่น่ะสิ เนี่ย บ้านหนูมันตกหนักจนน้ำท่วม ขับรถใหญ่ยังออกไปไม่ได้เลย วันนี้ขออนุญาตลานะคะ /กดตัดสาย หรือเบาๆ กว่านั้น ก็ใช้ฝนตกเป็นแค่ข้ออ้างสำหรับมาสาย ฝนตก ถนนลื่น รถชน รถติด กว่าจะขยับก็เป็นชั่วโมงแล้ว ตอนออกจากบ้านฝนยังไม่ตก มันมาตกระหว่างทาง จะให้ทำยังไง!! หรือเราอาจจะไม่ต้องใช้ข้ออ้างฝนตกไว้ใช้ลางาน หรือ มาสายก็ได้ เพราะหัวหน้าเราอาจจะเป็นคนที่ใช้ข้ออ้างนั้นเอง.. อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างที่ดูฟังขึ้นที่สุด และคนส่วนใหญ่เป็นแบบนั้นจริงๆ ไม่ได้อ้าง นั่นก็คือ ตากฝนมาจนไม่สบาย ทำงานไม่ไหว ช่วงฝนตก จะเป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงหนักมาก โดยก่อนฝนจะตก อากาศจะร้อนอบอ้าว แต่พอฝนตก ก็เย็นสบาย หลังจากฝนตกก็ทำให้อากาศเย็นลง ผิดกับก่อนฝนตกลิบลับ ทั้งร้อน ทั้งเปียก แถมยังเจอกับอากาศเย็น ทำให้เราไม่สบายได้ง่ายๆ เลย แต่ใครที่โดนฝนทุกวันแต่ยังสบายดี ก็มีบ้างที่ใช้ข้ออ้างว่าไม่สบาย เพราะไม่อยากไปทำง๊านนนนน!! 2. นอนหลับสบายมากขึ้น ช่วงเวลานอนหลับ เป็นเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้พักผ่อน หลังจากที่เหนื่อยล้าทำงาน เรียนหนังสือ ทำธุระมาทั้งวัน อย่างไรก็ตาม การนอนหลับมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น สำหรับคนที่หลับง่าย หัวถึงหมอนก็หลับเลย คงไม่รู้สึกว่าการนอนหลับมันยากอะไร แต่สำหรับคนที่หลับยากเนี่ยสิ! จะเหนื่อยขนาดไหน สุดท้ายก็นอนไม่หลับ กว่าจะหลับได้ก็เช้า เป็นแบบนี้ทุกวัน รู้สึกตัวอีกทีโทรมหมดแล้ว สาเหตุในการนอนไม่หลับ มีหลายอย่าง เช่น มีเสียงรบกวน, แสงจ้าเกินไป, นอนผิดท่า ฯลฯ จนทำให้มนุษย์เราต้องคิดหาวิธีให้หลับสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็มีหลายวิธี เช่น เปิดเพลงฟังเพื่อผ่อนคลาย, ซื้อธูปหอม เทียนหอมมาวางในห้อง และหนึ่งในวิธีที่ฮอตที่สุดในการช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้น คือการนอนหลับตอนฝนตก เนื่องด้วยตอนฝนตก อากาศจะเย็นลงกว่าเดิม ไม่ได้เย็นถึงขั้นหนาวสั่น แต่เป็นอากาศเย็นสบาย เสียงฝนตกกระทบพื้น กระทบหลังคา กระทบดินไม้ ใบหญ้า ก็เป็นเสียงของธรรมชาติ ที่ส่งผลให้เรารู้สึกผ่อนคลาย หลายคนยังมีความเห็นว่า 'กลิ่น' เวลาฝนตก ก็ช่วยให้หลับสบายเช่นกัน แต่ถ้าฝนตกตอนเช้านี่นรกเลย จะทำให้เราอยากนอนต่อ จนตื่นสายอดไปทำงาน แล้วก็ใช้มุกแบบข้อ 1 ฝนตกไปทำงานไม่ได้ (แต่จริงๆ แล้วหลับเพลิน) 3. ฝึกฝนให้เราเป็นคนวางแผนเก่ง อาจจะฟังดูแล้วไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่ แต่ลองมานึกดูดีๆ แล้ว เวลาเราจะออกไปทำธุระ หรือไปเที่ยวแล้วเกิดฝนตกขึ้นมา เราจะกลายเป็นนักวางแผนทันทีเลย ถ้าเป็นวันปกติไม่มีเหตุการณ์อะไร เราก็จะไปตามนัดได้โดยไม่ต้องมานั่งปวดหัว แต่ทันทีที่ฝนตก แน่นอนว่าต้องมีเหตุการณ์รถติดเกิดขึ้น ดีไม่ดี เส้นทางที่เรากำลังจะไปอาจระบายน้ำไม่ทัน น้ำท่วม ต้องเลี่ยงไปเส้นทางอื่น นอกจากจะต้องออกจากบ้านก่อนเวลา เพื่อป้องกันการไปสายแล้ว เรายังต้องศึกษาหาเส้นทางเลี่ยงรถติด เลี่ยงน้ำท่วม เลี่ยงพายุเข้าอีกต่างหาก ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเดินทางเท่านั้น แต่ฝนตก ทำให้หลายต่อหลายอย่างเป็นไปอย่างลำบาก ยกตัวอย่างเช่น คนทำอาชีพค้าขายกลางแจ้ง ฝนตกครั้งหนึ่ง คนก็ไม่มาเดินซื้อของแล้ว ต้องวางแผนการลงทุน การใช้เงินให้ดี หากสินค้าเปียกน้ำ เสียหาย ขายไม่ได้ ขาดทุนอีก หรือสินค้าไม่เสียหาย แต่ขายไม่ได้เพราะฝนตกจนไม่มีคนเดิน ก็อาจจะไม่มีเงินติดกระเป๋าเลย ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่เดือดร้อนเมื่อฝนตก จนต้องวางแผนเผื่อไว้ เช่น การแสดงกลางแจ้ง, การก่อสร้างกลางแจ้ง ฯลฯ อย่ามองว่าฝนตกเป็นอุปสรรคจนทำงานไม่ได้ แต่ให้มองว่า เป็นปัญหาที่เราต้องหาวิธีแก้ไข และช่วยฝึกฝนให้เราเก่งขึ้นดีกว่านะ 4. มีโอกาสได้รู้จักกับคนมากขึ้น เวลาฝนตก สำหรับคนที่อยู่ในที่ร่ม ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับคนที่อยู่ข้างนอก กำลังเดินเล่น กำลังเดินทางกลับบ้าน จำเป็นจะต้องวิ่งหาที่หลบฝนชั่วคราว ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็น ป้ายรถเมล์, หน้าเซเว่น, ใต้สะพานลอย ประมาณนี้ คนจำนวนมาก หลบอยู่ในที่แคบๆ แถมบรรยากาศยังชวนหงุดหงิด จะทำอะไรก็ไม่ได้ทำ จะไปไหนก็ไปไม่ได้ หลายคนจึงเลือกที่จะชวนคนที่ติดฝนด้วยกันคุยเล่นแก้เบื่อ เช่น ฝนตกหนักแบบนี้น่าเบื่อเนอะ, ตกทุกวันเลย ถ้าถูกคอ ก็คุยต่อกันยาวๆ จนฝนหยุดแล้วก็ยังไม่หยุดคุย หรือถ้าไม่ชวนคุย ฝนตกช่วยให้เราเห็นถึงความมีน้ำใจของคนแปลกหน้า เช่น คอยขยับเข้าไปในบริเวณที่ร่ม เพื่อไม่ให้คนที่อยู่ด้านนอกเปียกหนัก บางคนใจดีมากๆ ก็ยกร่มให้คนแปลกหน้าที่รีบกว่าไปใช้แบบฟรีๆ หรืออาจจะมีการชวนคนไม่รู้จักที่ยืนหลบฝนอยู่ ขึ้นแท็กซีกลับบ้านทางเดียวกัน คนที่รู้จักกันอยู่แล้ว ก็มีโอกาสทำให้สนิทกันมากขึ้น เช่น ขับรถส่วนตัวไปส่งถึงบ้าน จะได้ไม่ต้องตากฝน, ให้ยืมเสื้อกันฝน บางคนให้นอนพักที่บ้านเพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปลุยฝนเลยก็มี ท่ามกลางความหงุดหงิด เปียกเนื้อรำคาญตัวเพราะฝนตก ต่างคนต่างแย่งกันจะกลับบ้าน จะไม่ให้ตัวเองเปียก ถ้าลองใจเย็น มองหาแต่สิ่งดีๆ ก็มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นมากมาย 5. ทำให้เราอยู่ติดบ้าน หนึ่งในอารมณ์ที่เกิดขึ้นเวลาฝนตก นั่นก็คือ อารมณ์ขี้เกียจ ฝนตกแล้วอะ ไม่อยากไปไหนเลย อยากไปก็ไปไม่ได้ ถ้าลุยออกไปก็เปียก เจอแต่รถติด น่าเบื่อ ช่วงแรกๆ เราก็ยังพอทนได้นั่นแหละ แต่ถ้าทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ฝนเจ้ากรรมดันตกทุกครั้ง มันก็น่าเบื่อปะ ทั้งเบื่อที่จะเดินทางตอนฝนตก และเบื่อแต้มบาปของตัวเอง อะไรจะบาปหนาจนฝนตกทุกครั้งที่ออกจากบ้าน หรือพอออกไปปุ๊บ กำลังจะกลับบ้าน ฝนก็ตก น่าหงุดหงิดพอกัน เมื่อถึงฤดูฝน หรือมีรายงานว่า จะมีพายุเข้า หลายคนจึงเลือกที่จะอยู่บ้านมากกว่าออกไปเที่ยวที่ไหน ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ "เบื่อฝนตกรถติด" ซึ่งการอยู่บ้าน ไม่ออกไปข้างนอกโดยที่ไม่จำเป็น เช่น ออกไปเที่ยว ก็ถือว่าเป็นข้อดีเลยล่ะ เพราะเราจะมีโอกาสได้สานสัมพันธ์คนในครอบครัว ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ได้ใช้เวลาว่างไปกับคนในครอบครัว หรือใครที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัว ก็จะมีเวลาทำความสะอาดที่พัก จัดข้าวของให้เป็นระเบียบ เช็คข้าวของ เก็บของที่เราไม่เคยมีเวลาเก็บเพราะแทบไม่เคยอยู่บ้าน เราอาจจะได้เจอของที่ทำหายไปในกองรกๆ ที่ไม่เคยไปยุ่ง อาจจะได้ระบายเรื่องทุกข์ใจให้คนในบ้านฟัง จนเชื่อใจกันมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ เราได้พักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะไม่ได้ออกไปเจอใคร ที่ไหน อยู่กับตัวเอง พักผ่อนเงียบๆ ฟังเสียงฝนตก เห็นมั้ย ฝนตกมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นเลยนะ