5 วิธีทำให้ผิวขาว

5 วิธีทำให้ผิวขาว

20 กุมภาพันธ์ 2562

พูดกันตามความจริงแล้ว ความฝันของสาวไทยส่วนใหญ่ ยังคงมีค่านิยมที่อยากจะผิวขาว เนียน อมชมพูดูสุขภาพดี เพราะเป็นสเปกที่ผู้ชายไทยจำนวนมากชอบกัน แต่ด้วยแสงแดดของเมืองไทยที่มันร้อนระอุจนสามารถทอดไข่ดาวให้สุกภายในไม่กี่นาทีได้ จึงทำให้ผู้หญิงไทยหลายคนถอดใจ

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมไทยยังคงตัดสินคนจากภายนอกอยู่ แน่นอนว่าสีผิวเป็นหนึ่งในสิ่งที่คนไทยเหยียดหยามมากที่สุด และคนไทยส่วนใหญ่ยังมีค่านิยมยกย่องคนผิวขาว ทำให้สาวๆ ต้องดิ้นรนดูแลตัวเอง ส่งผลให้ส่วนใหญ่ดูแลผิวอย่างผิดๆ เช่น กินยาเร่งขาว ทาครีมที่มีสารอันตราย ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้ ด้วยความที่สลอตเป็นห่วง อยากให้ผู้หญิงไทยมีผิวพรรณดีด้วยวิธีที่ถูกต้อง ไม่อันตราย สลอตจึงหาข้อมูลว่าทำยังไงถึงจะช่วยปรับระดับผิวให้ดูสว่างขึ้น ดูสุขภาพดีได้? ซึ่งก็มีวิธีดีๆ หลายวิธีเลยนะ แถมใช้ระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือนก็เห็นผลแล้วด้วย

ทาครีมกันแดดบ่อยๆ

5 วิธีทำให้ผิวขาว

การทาครีมกันแดด เป็นการป้องกันไม่ให้ผิวของเราถูกแสงแดดทำร้ายจนเกินไป ไม่มีครีมกันแดดตัวไหนสามารถป้องกันผิวเราจากแดดได้ 100% แน่นอนว่าการทาครีมกันแดด ไม่ใช่ว่าทาปุ๊บแล้วขาวปั๊บ ออกแดดแรงยังไงก็ไม่คล้ำ แต่ถ้าเทียบคนที่ทาครีมกันแดด กับคนที่ไม่ทาครีมกันแดดแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า ผิวคนที่ไม่ได้ทาครีมกันแดด จะค่อนข้างไหม้ แดง อย่างเห็นได้ชัด ส่วนคนที่ทาครีมกันแดดจะคล้ำเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ประสิทธิภาพครีมกันแดดแต่ละตัว ขึ้นอยู่กับ SPF (Sun Protection Factor) ที่ระบุ และความถี่ในการทาจ้า

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ก็ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ครีมกันแดดแสดงประสิทธิภาพได้ดีที่สุด แต่ถ้าออกบ้าง ไม่ออกบ้าง สัก 4-5 ชั่วโมงค่อยทาก็ได้ ควรเลือกครีมกันแดดที่มี SPF เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เราต้องเจอ ถ้าทาครีมกันแดดที่มี SPF น้อย แต่ต้องฝ่าดงแดด ก็คงไม่ได้ผลดีสักเท่าไหร่นัก ครีมกันแดดแต่ละยี่ห้อ ก็มีคุณสมบัติที่ยิบย่อยแตกต่างกันออกไปอีก ลองศึกษากันให้ดีนะจ๊ะ

ขัดผิวกายและผิวหน้า

5 วิธีทำให้ผิวขาว

การประโคมครีมกันแดด ครีมบำรุงผิว ไม่ได้ช่วยทำให้ผิวกระจ่างใสหรือปรับระดับผิวมากนัก ถ้าไม่เคยขัดผิว (สครับผิวนั่นแหละ) ก็ไม่ได้ช่วยให้ผิวของคุณกระจ่างใสขึ้นมาเลย การขัดผิวจะเป็นการช่วยผลัดชั้นผิวหนังที่ตายแล้ว รวมถึงบริเวณที่ถูกสารพิษจากมลภาวะประจำวันให้หลุดออกจากร่างกาย และกระตุ้นให้ผิวหนังสร้างผิวหนังชั้นใหม่ขึ้นมาแทนที่ ซึ่งผิวหนังที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นจะเรียบเนียน ดูกระจ่างใสมากกว่าเดิม เนื่องจากผิวเดิมที่สกปรกได้ถูกขัดออกไปแล้วนั่นเอง

ถึงอย่างไรก็ตาม การขัดผิวกายและผิวหน้า ไม่ควรทำบ่อยนัก การขัดผิวกายนั้นควรขัดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ส่วนผิวหน้านั้นสองสัปดาห์ครั้งก็เพียงพอแล้ว เพราะถ้าหากขัดบ่อยเกินไป จะทำให้ผิวบอบบางจนกลายเป็นผิวเสีย หมองคล้ำง่ายได้ และควรตรวจสภาพผิวของเราว่าเป็นอย่างไร เข้มแข็งแค่ไหน เลือกผลิตภัณฑ์ขัดผิวให้ถูกกับร่างกายของเรา ผลิตภัณฑ์ขัดผิวแบบพื้นฐานทั่วไปที่หลายคนใช้คือ รังไหม ใช้ขัดผิวหน้า, ใยบวบ ขัดผิวกาย, เกลือขัดผิว เป็นต้น

สวมเสื้อและกางเกงขายาว

5 วิธีทำให้ผิวขาว

อาจจะฟังดูโหดร้ายไปหน่อยสำหรับการใช้วิธีนี้ในประเทศไทย แต่การสวมเสื้อขายาวและกางเกงขายาว ก็ช่วยได้มาก เนื่องจากการสวมเสื้อผ้าแขนยาวขายาว จะทำให้เราไม่โดนแสงแดดโดยตรง หลายคนประสบปัญหาหน้าขาวกว่าแขน เพราะนิยมสวมเสื้อแขนสั้นออกกลางแจ้ง แล้วใช้แขนปิดหน้ากันแดดใช่มั้ยล่ะ? ลองสวมเสื้อแขนยาว หรือเสื้อคลุมแขนยาวดูสักระยะหนึ่ง จะพบเลยว่า ผิวของเราจะได้รับผลกระทบจากแสงแดดน้อยลงกว่าตอนที่สวมเสื้อแขนสั้นกางเกงขาสั้น

กางร่มตลอดเวลามันคงจะเกะกะไปหน่อยเนอะ แถมก็ไม่ได้ช่วยปกคลุมทั้งตัวด้วย อาจจะขาโผล่บ้าง หัวโผล่บ้าง เสี่ยงร่มหายอีก เปลี่ยนมาสวมกางเกงขายาว สวมเสื้อแขนยาวหรือสวมเสื้อคลุมแขนยาวแทนดีกว่า เวลาเข้าที่ร่มก็ถอดเก็บใส่กระเป๋าหรือถือเอาไว้ เวลาเข้าห้างอากาศหนาวก็เอามาห่มร่างกายได้อีก สะดวกกว่าเยอะนะ

ทานสิ่งที่มีประโยชน์

5 วิธีทำให้ผิวขาว

ถ้าดูแลแต่ภายนอก แต่ว่าวันๆ กินแต่อาหารไม่มีประโยชน์ ไม่เคยทานผักทานผลไม้ ยังไงผิวเราก็ไม่ดีขึ้นหรอกนะ การทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ต่างๆ จะช่วยให้เราสุขภาพดีขึ้น ซึ่งแต่ละอย่างก็จะส่งผลแตกต่างกันออกไป เช่น ดื่มน้ำมะเขือเทศที่นิยมกัน จะช่วยลดการหมองคล้ำจากการถูกแดดเผา, ดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยให้ผิวไม่แห้ง ผ่องใส ช่วยการไหลเวียน, ทานผักผลไม้ที่มีกากใย จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ส่งผลให้ผิวไม่หมองคล้ำ ระบบภายในดี ไม่เจ็บป่วย ไม่โทรม เป็นต้น

สมัยนี้ยังมีอาหารเสริมมากมายที่ช่วยให้ผิวดีขึ้น เช่น วิตามินซี จะส่งผลให้ผิวเนียน ละเอียดมากขึ้น, กลูต้า ช่วยให้ผิวขาว กระจ่างใสดูเป็นธรรมชาติ, สารสกัดจากองุ่น ช่วยลดริ้วรอย รอยไม่พึงประสงค์ และปรับระดับสีผิว ยังมีผลิตภัณฑ์อีกมากมายที่ช่วยปรับผิวของเราให้ดูดีมากขึ้น แต่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี อย. ได้รับการรับรอง มีแหล่งที่มาที่ไปอย่างแน่ชัด เพราะระยะหลังมานี้ มีคนเนียนขายของปลอมเยอะเหลือเกิน ซึ่งผลของมันน่ากลัวมาก

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

5 วิธีทำให้ผิวขาว

นอกจาก การออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้ผิวพรรณของเราแข็งแรง สุขภาพผิวดีตามร่างกายด้วย โดยมากกว่า 90% ของผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำเปิดเผยว่า สภาพผิวพรรณดีขึ้นจริงๆ หลังออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น ผิวลื่น, ไม่มีสิว, รอยแผลเป็นจางลง, มีเลือดฝาดจางๆ ดูสุขภาพดี และดูเด็กลง นอกจากนี้ ยังส่งผลให้รูปร่างกระชับมากขึ้น ดูอ่อนกว่าวัยด้วย

เนื่องจากการออกกำลังกาย (หรือการทำอะไรก็ได้จนเหงื่อออก) จะเป็นการขับของเสียในรูปแบบของเหงื่อมากขึ้น ของเสียในร่างกายจะลดลง การออกกำลังกายจะทำให้เลือดสูบฉีดไหลเวียนทั่วร่างกาย ส่งผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีเลือดฝาดชัดเจน ผิวอมชมพู และการออกกำลังกายจะส่งผลให้ระบบลำไส้ไปจนถึงระบบขับถ่ายทำงานดี ถ่ายตรงเวลาทุกวัน ไม่หมักหมมสะสมเป็นเวลานาน มีส่วนช่วยให้สุขภาพสวย ใส แข็งแรง สุขภาพดี แถมยังดูเด็กกว่าวัยด้วย วิธีนี้ได้ผลมากที่สุดแล้ว แต่อย่าลืมทาครีมกันแดดก่อนออกกำลังกายกลางแจ้งนะ

สุดท้าย สลอตตขอเตือนว่า อย่าคิดอยากจะผิวขาวทางลัดด้วยการทานยาที่อ้างว่าเร่งผิวขาวได้ภายในไม่กี่วัน หรือทาครีมที่ทำให้ผิวขาวภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 วันเด็ดขาด! (แบบที่เห็นกันตามสื่อโซเชียลต่างๆ ว่าทาปุ๊บขาวปั๊บ) เพราะส่วนใหญ่ล้วนแต่มีสารอันตรายที่กัดผิว ทำให้ผิวเสียอยู่มาก มีข่าวออกมาเตือนบ่อยๆ ว่าพวกครีมประเภทนี้ ทำให้ผิวแดง แตก รักษายังไงก็ไม่หาย

ทุกคนมีความสวยเป็นของตัวเอง ไม่ต้องขาวตามค่านิยมก็สวยได้ เพียงแค่ดูแลผิวพรรณตัวเองให้สะอาด เรียบเนียน น่าสัมผัส ก็สวยแล้วจ้า สลอตเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนมีเสน่ห์ที่ต่างกันไปนะ

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5 วิธีเลิกขี้เกียจ

ขี้เกียจ เป็นนิสัยที่ฝังลึกอยู่ในมนุษย์ทุกคนโดยไม่สามารถหาอะไรมาเอามันออกไปได้ เพราะเมื่อเราขี้เกียจ เราจะพบแต่ความสบาย ขี้เกียจทำงานก็ได้นั่งเล่นเกมอยู่บ้าน ขี้เกียจตื่นเช้าก็ได้นอนหลับเต็มอิ่ม ขี้เกียจเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้พักผ่อน แต่ขี้เกียจมันไม่ใช่เรื่องนี้เลย ความขี้เกียจส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนหลายอย่าง เช่น ขี้เกียจทำงานบ้าน ก็ทำให้บ้านสกปรก, ขี้เกียจทำงาน ก็ทำให้เพื่อนร่วมงานเดือดร้อน, ขี้เกียจตื่นนอน ก็ทำให้คนใกล้ตัวเป็นห่วงว่าเรานอนมากไป ไม่สบายอะไรรึเปล่า แต่อย่างที่เกริ่นเอาไว้ ว่ามันเป็นนิสัยที่ฝังลึกลงไปแล้ว จะแก้ได้ยังไงล่ะ? ทุกอย่างย่อมมีทางแก้เสมอ   1. หาแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะลงมือทำอะไร เรามักต้องการแรงบันดาลใจในการทำสิ่งนั้นเสมอ เช่น แรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก คืออยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ การที่เราจะกำจัดความขี้เกียจออกไปได้นั้น เราก็ต้องการแรงบันดาลใจเช่นกัน แรงบันดาลใจที่จะช่วยให้เราหายขี้เกียจได้ ยกตัวอย่างเช่น การคิดว่าถ้าเราไม่ขี้เกียจ ก็จะได้โบนัสเงินเดือนเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ เราจะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่งผลให้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ คนอื่นจะนับถือและเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้น หรือแรงบันดาลใจอื่นตามความชอบความสนใจของแต่ละคน เช่น ถ้าไม่ขี้เกียจ ขยันทำงานมีเงินมากขึ้น จะมีเงินไปกินอาหารอร่อยๆ เป็นต้น 2. เพิ่มภาระหนี้สิน อาจจะฟังดูเป็นวิธีที่โหดร้ายไปหน่อย แต่วิธีนี้เนี่ยแหละ ทำให้คนขี้เกียจถีบตัวเองขึ้นมาเป็นคนขยันสุดๆ หลายคนแล้ว เมื่อเราไม่มีภาระหรือหนี้สินใดๆ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอะไรให้เหนื่อย เพราะชีวิตในฝันที่หลายคนปรารถนาสูงสุด คือชีวิตที่ไม่ต้องเคร่งเครียด ทำงานพอกินพอใช้ ไม่มีหนี้ ซึ่งก็จะทำให้เราขี้เกียจมากขึ้นเรื่อยๆ การเพิ่มภาระหนี้สิน เช่น ผ่อนรถ, ผ่อนคอนโด, ทำบัตรเครดิตใบใหม่ , ลงเรียนเพิ่มเติม, ค่าประกัน ฯลฯ ก็จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เราต้องทำงานตลอดเวลา ห้ามหยุด ถึงมีคติสอนใจขึ้นมาว่า ถ้าเหนื่อย ก็ให้เปิดบิลค่าหนี้ขึ้นมาดู แล้วเราจะรู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร ทำตัวให้เป็นคนมีค่า (ค่าใช้จ่าย) ยิ่งมีค่ามาก ก็จะยิ่งทำให้ขยันมาก 3. คิดถึงผลที่จะตามมา คนที่ขี้้เกียจ เป็นเพราะพวกเขาไม่ค่อยคิดถึงผลที่จะตามมาสักเท่าไหร่นัก คนขี้เกียจมักจะคิดถึงแต่ผลกระทบระยะสั้น เช่น เมื่อขี้เกียจแล้วจะทำให้เพื่อนร่วมงานทำงานลำบากขึ้น หรือ ต้องใช้เงินเดือนชนเดือน แต่ความเดือดร้อนนั่น ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตได้รับการกระทบกระเทือนสักเท่าไหร่ คนขี้เกียจจึงไม่สะทกสะท้าน ขอให้คิดถึงผลกระทบที่ไกลกว่านั้น เช่น อาจจะโดนไล่ออก ไม่จ้างงานต่อ เพราะขี้เกียจเกินไป หรือไม่มีเงินใช้แม้แต่บาทเดียว เพราะขี้เกียจทำงานจนไม่มีรายได้ มองให้กว้าง มองให้ไกล 4. วางแผนอนาคต มันอาจจะเป็นอะไรที่ยากสำหรับคนขี้เกียจ แต่ก็ได้ผลล่ะนะ คนขี้เกียจมักจะเป็นคนที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กับผู้ใหญ่ อยู่กับแฟน มีคนคอยดูแลค่าใช้จ่ายให้ แต่ถ้าในอนาคต เราต้องอยู่คนเดียวล่ะ? แถมถ้าหากว่าเรามีครอบครัว มีลูก ที่ต้องรับผิดชอบล่ะ? ถ้าเรามาขยันในช่วงเวลาที่จวนตัว ก็คงไม่ทัน อะไรจะยากลำบากมากขึ้น รีบขยัน รีบลงมือทำในสิ่งที่อยากทำตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า ค่อยๆ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาในช่วงเวลาที่ยังไม่เหนื่อยและยังไม่กดดันมากเกินไป มันดีกว่ามานั่งกดดันและมาโทษตัวเองเมื่อถึงวันที่มันสายไปแล้ว 5. เลิกผัดวันประกันพรุ่ง จุดเริ่มต้นของความขี้เกียจ คือการผัดวันประกันพรุ่ง มีคำติดปากว่า เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ เอาไว้วันหลังก็ได้ พอถึงวันหลังที่ว่านั่น ก็จะผัดการทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายขี้เกียจทำไปโดยปริยาย ถ้าหากต้องการจะเลิกขี้เกียจ ก็ให้เลิกูด เลิกคิดคำว่า เดี๋ยวก่อน เอาไว้ค่อยทำ นึกอะไรได้ก็ให้ลงมือทำเลย มีงานอะไรเข้ามาก็ให้ลงมือทำเลย ลงมือทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จ หรือจนกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน แล้วค่อยไปพักผ่อนหรือทำอย่างอื่น คนขี้เกียจมักจะอ้างว่า ไม่มีอารมณ์ทำ รอให้มีอารมณ์ก่อน ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวไฟในตัวก็ลุกโชนเองนั่นแหละ ไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น
บทความ

5อนิเมะสยองขวัญแนะนำ

ความกลัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน มันเป็นความรู้สึกที่ฝังลึกในใจเรามาตั้งแต่เกิด แต่พอเราโตมา เราก็ใฝ่หาอยากเสพอะไรที่เกี่ยวกับความกลัว ดูไปก็ระแวงนะ นอนไม่หลับ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำ แต่ก็ยังกลัวอยู่ดี ส่วนใหญ่เรามักจะเสพด้วยการดูหนังผี ฟังรายการเล่าเรื่องผี รวมถึงอ่านเรื่องหลอนจากเว็บไซต์ต่างๆ อีกหนึ่งทางเลือกที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือ อนิเมะสยองขวัญ เพราะเรามักจะชินกับอนิเมะลายเส้นสวย ไม่น่ากลัว ดูไปแล้วก็ตลก แต่ก็ยังมีอนิเมะแนวสยองขวัญที่ทำให้คนนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง ไม่กล้าเข้าห้องน้ำคนเดียวอยู่   1. Yami Shibai อนิเมะสยองขวัญสั้นๆ ตอนละประมาณ 5 นาที Yami Shibai นั้นแปลว่า โรงละครแห่งความมืด ทุกตอน จะเปิดตอนด้วยคุณลุงนักเล่านิทาน ที่ส่งเสียงเรียกผู้ชมให้มาล้อมวงเพื่อนั่งฟังละครแห่งความมืดนี้ แต่ละตอนของอนิเมะ ไม่ได้สยองขวัญแบบเลือดสาด แต่จะเป็นการอ้างอิงเรื่องเล่าสยองขวัญพื้นบ้านของญี่ปุ่น ผสมผสานกับการเสียดสีสัญชาตญาณดิบของมนุษย์แทรกลองไปด้วย โทนภาพของเรื่องนี้ ก็ยังเป็นโทนเก่า ซีด แปลกตา ไม่ได้เป็นอนิเมะที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ปัจจุบัน มีทั้งหมด 7 Season ด้วยกัน ถึงคนจะให้ความคิดเห็นว่า Season แรกน่ากลัวกว่า สยองกว่า Season หลัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความน่ากลัวอะไรเลย ตอนนั่งดูก็ยังมีความระแวงรอบข้างอยู่ ว่าจะมีอะไรโผล่มาไหม   2. Another เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับห้องเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง ในห้องเรียนชั้น ม.3/3 มีคำสาปอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่อาจหนีพ้นได้ เรื่องทั้งหมดเกิดจากเมื่อ 26 ปีที่แล้ว นักเรียนคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้า ครู อาจารย์ และเพื่อนร่วมชั้นที่ยังทำใจไม่ได้ ตัดสินใจทำตัวราวกับว่านักเรียนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งในวันจบการศึกษา พวกเขายังจัดที่นั่งให้กับนักเรียนคนนั้นด้วย เวลาผ่านไป นักเรียนในห้อง ม.3/3 ต่างเสียชีวิตลง หลายฝ่ายเชื่อว่า นี่คือคำสาปของชั้น ม.3/3... หลังจากนั้นทุกปี จะมีนักเรียนเกินมา 1 คนเสมอ เนื่องจากคำสาปจากนักเรียนคนที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงอยู่ แปลว่า เธอยังคงวนเวียนอยู่ในห้องนั่นเอง เหล่าเด็กนักเรียนจำเป็นต้องตามหาให้ได้ว่าใคคือคนตาย และกำจัดออก ถ้าหากเลือกผิด คนที่ตายก็คือคนจริงๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และคำสาปก็ยังคงดำเนินต่อไป นอกจากความหลอน ความซับซ้อนแล้ว ฉากการเสียชีวิตของตัวละครแต่ละตัวก็กลายเป็นภาพติดตาของผู้ชมไปเลย อย่างฉากโดนร่มแทงคอในตำนาน ก็มาจากเรื่อง Another นี่เอง   3. Higurashi no Naku Koro ni ชื่อไทยของเรื่องนี้มี 2 ชื่อ คือ แว่วเสียงเรไร กับ ยามเมื่อเหล่าจั๊กจั่นกรีดร้อง อนิเมะเรื่องนี้จะแบ่งเป็นหลายภาค หลักๆ คือ จะเป็นภาคปริศนา และภาคไขปริศนา ภาคปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro ni ส่วนภาคไขปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro Ni kai ส่วนอนิเมะภาคอื่นนั้น เป็นบทเสริมที่เล่า อดีต อนาคต รวมถึงตัวละครอื่นที่ไม่เคยปรากฎในเนื้อเรื่องหลัก แต่มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก อนิเมะเรื่องนี้จะเล่าถึงตำนานคำสาปของหมู่บ้านฮินามิซาวะ ชาวบ้านเชื่อว่า ที่นี่มีเทพที่ชื่อว่า ท่านโอยาชิโระ คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ในทุกปี หมู่บ้านแห่งนี้จะมีคนตาย 2 คน และคนหายอีก 2 คน ชาวบ้านเชื่อว่านี่เป็นการสังเวยให้กับท่านโอยาชิโระ จนกระทั่งการมาถึงของ มาเอบาระ เคอิจิ หนุ่มจากในเมืองหลวงที่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ เขาเริ่มสงสัยในคำสาป สงสัยในการกระทำของคนในหมู่บ้าน จนเขาได้เจอกับความลับเบื้องหลังของท่านโอยาชิโระ คนที่หายสาบสูญ คนที่ตายไปทุกปี ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่? แว่วเสียงเรไร มีทั้งความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจากคำสาป และการกระทำอันเลือดเย็นของมนุษย์ด้วยกันเอง ที่เลือดสาดไม่เกรงใจกองเซนเซอร์เลย   4. Corpse Party อนิเมะสยอง ที่สร้างขึ้นจากซีรีส์เกม Corpse Party ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ตัวเกมมีหลายภาค ซึ่งความสยองขวัญก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย Corpse Party เป็นอนิเมะสั้นๆ เพียง 4 ตอนจบเท่านั้น เนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนและครูรวมทั้งหมด 9 คน ซึ่งพวกเขาทุกคนมีความหลงใหลในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความลี้ลับ สยองขวัญ พวกเขาชวนกันจับกลุ่มเล่าเรื่องสยองขวัญในอาคารเรียนร้างแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกย้าย นักเรียนคนหนึ่งได้เอ่ยปากขึ้นมาว่า เธอมีเครื่องรางกระดาษรูปคน โดยเครื่องรางนี้มีความเชื่อว่า ถ้าหากคนในกลุ่มฉีกร่างของตุ๊กตาพร้อมกัน ทุกคนจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป แต่ทันทีที่ฉีก เรื่องราวกลับพลิกผัน อาคารเรียนร้างที่พวกเขาอยู่เกิดทรุดตัวลง พวกเขาทุกคนตกลงไปด้านล่าง แทนที่จะตกลงไปเป็นใต้ถุน แต่สิ่งที่พวกเขาเจอ คือสถานที่ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับเหตุการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นอนิเมะตอนสั้น แต่ทั้งความสยองขวัญด้านผีวิญญาณ และเลือดสาดแบบไร้ความปรานี ก็ทำเอาคนดูเสียสุขภาพจิตไปเลย ฉากการตายของตัวละครแต่ละตัว รวมไปถึงปริศนาที่ซ่อนเอาไว้ ก็ทำให้เราปวดหัวจนไมเกรนขึ้นได้เลยล่ะ   5. Gyo หนึ่งในผลงานของเจ้าพ่อการ์ตูนสยองขวัญ อิโต้ จุนจิ ที่ได้รับการทำเป็นอนิเมะ และยังคงความสยองขวัญเอาไว้ได้ เรื่องราวเริ่มต้นจากแก๊งวัยรุ่นหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ออกไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ในขณะที่พวกเขากำลังสนุก (บางคน) อยู่นั้น จู่ๆ บ้านพักของพวกเขาก็ถูกจู่โจมโดยปลาฉลามที่มีขาคล้ายแมงมุม!? มันโจมตีมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม พวกเขาต้องต่อสู้กับปลาฉลามเดินได้อย่างดุเดือด จนสุดท้าย พวกเขาก็พบว่า ไม่ได้มีแค่ฉลามตัวเดียวที่มีขา แต่ปลาทุกตัวที่อยู่ในทะเล มีขาเดินได้กันหมด และพวกมันเริ่มจัดการมนุษย์! เรื่องราวเริ่มโกลาหลขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มากับปลาทะเล จำนวนที่เยอะเกินมนุษย์จะต้าน รวมถึงปริศนาที่อยู่เบื้องหลัง ว่าทำไมปลาถึงมีขาเดินได้? ตอนหลังๆ ยิ่งพีคเข้าไปใหญ่ เมื่อมนุษย์ก็ตกเป็นเหยื่อไปด้วย! เรื่องนี้ขอเตือนเลยว่า ห้ามดูตอนกินข้าว และดูแล้วจะเกลียดปลาไปอีกนาน
บทความ

5วิธีแก้ง่วง

นอกจากคนส่วนใหญ่จะประสบปัญหานอนไม่หลับเมื่อถึงเวลานอนแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เป็นกันทั่วโลกคือ รู้สึกง่วงทั้งวัน! เชื่อว่าทุกคนต้องเป็น ตื่นมาก็ง่วงแล้วอยากนอนต่อ กินข้าวก็ง่วง ทำงานนี่ยิ่งง่วงเข้าไปใหญ่ อยากกลับไปนอน แต่พอถึงบ้านดันนอนไม่หลับซะงั้น? นั่นอาจเป็นเพราะในช่วงเวลากลางวัน เราใช้พลังงานไม่มากพอ จนทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยล้า จนทำให้ไม่ง่วงเมื่อถึงเวลานอนนั่นเอง เราควรทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเรา เหมาะสมกับในแต่ละสถานการณ์ ง่วงไปทำงานไป คงไม่ดีในสายตาหัวหน้าแน่นอน แล้วเราจะแก้ง่วงด้วยวิธีไหนได้บ้างนะ?   1. ยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายเบาๆ อาการง่วง มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราจมปลักทำกิจกรรมหนึ่งเป็นเวลานานโดยที่ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย จนทำให้ทั้งร่างกายและสมองเกิดความเคยชิน รู้สึกเบื่อหน่าย จนอ่อนเพลีย ง่วง ตามลำดับ ทางเลือกที่ดี เราควรลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายทุกๆ 60-90 นาที ตั้งแต่เริ่มนั่งทำงาน หรือออกกำลังกายเบาๆ เช่น ยกแขนยกขา สะบัดไปสะบัดมา นอกจากจะช่วยยืดเส้นทำให้ผ่อนคลาย ยังทำให้เรารู้สึกสดชื่น กะปรี้กะเปร่า ส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการแบ่งเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน จะทำให้ใช้สมองได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเอง   2. ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง การแก้ไขปัญหาความง่วงจากภายนอกอาจไม่ได้ผล ต้องแก้จากภายในเลย เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง จะช่วยให้เราหายง่วงได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากคาเฟอีนเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นสมอง ขยายหลอดลมให้อ็อกซิเจนไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกไม่ง่วง หรือง่วงน้อยลงเมื่อดื่มคาเฟอีนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเป็นประจำ ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ เพราะในเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนส่วนใหญ่ มักมีน้ำตาลปริมาณมากควบคู่ด้วย และการดื่มคาเฟอีนที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เรานอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืน หรือช่วงเวลานอนของเรา   3. ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ร่างกายเราตื่นและรู้สึกสดชื่นขึ้นมาไม่มากก็น้อย หรือถ้าหากล้างหน้าแล้วยังไม่หายง่วง ก็ต้องอาบน้ำเลย เคยเป็นไหม เมื่อถึงเวลานอน พอลุกขึ้นไปอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็นอนต่อไม่หลับ ก็เหมือนกับตอนเช้านั่นแหละ ต่อให้ตอนตื่นมาจะง่วงแค่ไหน พออาบน้ำโดนน้ำปุ๊บ ก็ตาสว่าง สติกลับคืนมาทันที เพราะฉะนั้น ถ้าหากง่วงมาก การอาบน้ำก็เป็นทางเลือกที่ดี   4. หาอะไรที่ชื่นชอบทำ เรามักจะเกิดอาการเมื่อยล้า ง่วง อ่อนเพลีย เพราะเราต้องนั่งทำในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบหรือหลงใหล แต่จำเป็นต้องทำเพราะมันคืองาน มันคือภาระของเรา ลองหาเวลาว่างสักนิด หาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ทำได้มาทำ เช่น เล่นเกมในมือถือ, ถักผ้าพันคอ, อ่านนิยาย, คุยเมาท์กับเพื่อน เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้หัวเราะ มีความสุข ไปกับสิ่งที่เราหลงใหลแล้ว จะทำให้ร่างกายเราตื่น เพราะเราสนใจที่จะทำเรื่องนั้น และยังเป็นการผ่อนคลายเราไปในตัว เพราะการทำสิ่งที่ชอบและหลงใหล ต่อให้ทำเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ก็ไม่เบื่อเลยสักนิด   5. งีบหลับพักผ่อน สุดท้ายแล้ว ถ้าหากทำยังไงก็ไม่หายง่วงสักที การงีบหลับไม่เกิน 30 นาที เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ถ้าหากงีบหลับ ควรงีบไม่เกิน 30 นาที เพราะถ้าหากเกินไปกว่านั้นล่ะก็ ร่างกายเราจะเข้าสู่สภาวะหลับลึก แทนที่จะตื่นมาแล้วสดชื่น แต่จะตื่นมาแล้วเพลียแทน เพราะร่างกายเข้าใจว่าเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แน่นอนว่ามันทำให้แย่ลงกว่าเดิม ก่อนจะงีบหลับ แนะนำให้ดื่มกาแฟสักแก้ว เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนในกาแฟ จะทำงานได้ดีหลังจากผ่านไป 30 นาที ถ้าคุณงีบทันทีหลังจากดื่มกาแฟ เมื่อคุณตื่นขึ้น จะทำให้ร่างกายของคุณสดชื่นด้วยฤทธิ์ของคาเฟอีนพอดียังไงล่ะ