5สิ่งมีชีวิตที่เหม็นที่สุด

5สิ่งมีชีวิตที่เหม็นที่สุด

13 ธันวาคม 2561

พูดถึงสัตว์ สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว

หลายคนมักจะนึกถึงภาพของเจ้าตัวมีขนปุกปุย หน้าตาบ้องแบ๊วน่ารัก ไม่มีพิษมีภัย

แต่ถ้าพูดถึงกลิ่นเหม็นแล้ว

กลิ่นเหม็นเป็นสิ่งที่คนร้อยทั้งร้อยไม่อยากจะได้กลิ่น ไม่อยากจะเข้าใกล้

เพราะมันไม่น่าอภิรมย์ใจเลยสักนิด

แต่รู้หมือไร่ ว่าสัตว์แทบจะทุกชนิดบนโลก

ล้วนแต่มีกลิ่นเหม็นทั้งนั้นแหละ

เพราะมันอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ เปื้อนดินโคลน ไม่มีสบู่ ยาสระผมเหมือนอย่างเรา

อย่างไรก็ตาม กลิ่นเหม็นของสัตว์ หลายคนก็ยังพอรับได้

เช่นกลิ่นตัวแมว ที่แทบจะไม่มีเลย เพราะมันทำความสะอาดตัวเองตลอด

ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นสุดๆ อยู่

เหม็นในระดับที่สามารถทำฝูงคนแตกฮือได้เลยล่ะ

มันไม่ได้เหม็นเพราะมันไม่อาบน้ำนะ

แต่สัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นมากๆ มักจะมีเหตุผลของมันอยู่

ว่าทำไมตัวมันถึงเหม็นขนาดนั้น

 

1. ตัวกินมด (Lesser Anteater)

5สิ่งมีชีวิตที่เหม็นที่สุด

คนส่วนใหญ่รู้จักเจ้าตัวกินมดในฐานะสัตว์ที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด

ด้วยบริเวณจมูกและปากของมันที่ยื่นยาวโดดเด่นออกมา

มีไว้สำหรับล่าเหยื่อที่เป็นอาหารของมัน นั่นก็คือ บรรดามดปลวกแมลง

ที่มักจะอาศัยอยู่ตามโพรงเล็กๆ

เวลามันหิว มันก็จะใช้จมูกและปากสุดแสนจะยื่นยาวของมันสอดเข้าไปในรังแมลง

จากนั้นก็ใช้ลิ้นที่ยาวมากกว่าปากของมัน สอดเข้าไปตามช่องทางต่างๆ ในรัง

และตวัดเหล่าแมลงในรังเข้าปาก

แต่หลายคนไม่เคยรู้เลยว่า นอกจากรูปร่างมันจะเป็นเอกลักษณ์แล้ว

กลิ่นตัวของมันก็มีเอกลักษณ์สุดๆ เช่นกัน

เคยสงสัยมั้ยล่ะ ว่าทำไมเจ้าสัตว์ที่กินแต่แมลงตัวเล็ก ไม่มีพิษมีภัยอะไร

ถึงไม่ค่อยโดนล่าเป็นเหยื่อเหมือนสัตว์อ่อนแอชนิดอื่น อย่างเช่น กวาง, ม้าลาย

เพราะกลิ่นตัวของมันยังไงล่ะ!

ตัวกินมด มีต่อมกลิ่นบริเวณใต้โคนหางของมัน

กลิ่นของตัวกินมดเลวร้ายมากพอที่จะทำให้มันรอดจากการล่าได้

ว่ากันว่า กลิ่นของมันเหม็นยิ่งกว่าสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นที่สุดในโลกระดับตำนาน

ซึ่งก็คือ สกังก์ มากถึง 4-7 เท่าเลยทีเดียว!

และถ้าหากว่าสัตว์นักล่าไม่แคร์เรื่องกลิ่น

พยายามจะกินเจ้าตัวกินมดให้ได้ล่ะก็

ตัวกินมดมีแขนและกรงเล็บที่แข็งแรงคอยป้องกันตัวเองอีกชั้นหนึ่ง

แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ออกโรงต่อสู้หรอกนะ เพราะแค่ปล่อยกลิ่นก็บ๊ายบายกันหมดแล้ว

 

2. มวนง่าม, มวนเหม็น (Stink Bug)

5สิ่งมีชีวิตที่เหม็นที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นชื่อภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ

ก็เป็นชื่อที่ทำให้รู้ถึงตัวตนของมันทันที

มวนง่าม เป็นแมลงที่พบได้ทั่วไปในแทบจะทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

มีลักษณะกลม หลังโค้งงอเล็กน้อยคล้ายกับแมลงเต่าทอง

มีความยาวลำตัวเพียงไม่เกิน 1 เซนติเมตรเท่านั้น

ทันทีที่มันรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือถูกคุกคาม

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้ามนุษย์อย่างเราไปสะกิดหรือตบตัวมัน

มวนง่าม จะปล่อยสารเคมีเฉพาะตัวของมันออกมา ซึ่งมีกลิ่นเหม็นมาก!

เหม็นออกแนวเหม็นสาป ซึ่งเป็นกลิ่นเหม็นที่สลอตเกลียดมากก

ตามธรรมชาติ มวนง่ามปล่อยสารเคมีชนิดนี้ไว้เพื่อป้องกันตัว

ไม่ให้ถูกสัตว์ชนิดอื่น เช่น กิ้งก่า, นก กินมันเป็นอาหาร

แต่สำหรับเราที่คุกคามมันเพราะรำคาญหรือหวาดกลัว ก็จะซวยนิดนึง เพราะมันเหม็นมากจริงๆ

ว่ากันว่า มวนง่ามบางชนิด สามารถพ่นสารเคมีที่มีกลิ่นเหม็นนี้ได้อีกด้วย!

ถึงมันจะดูน่าสงสาร ที่ไม่มีอะไรไปสู้เขาเลย นอกจากสารเคมีเหม็นๆ

แต่ขอบอกเลยว่า เจ้ามวนง่ามนี่เป็นศัตรูพืชตัวฉกาจเลยล่ะ

เพราะมันกินหมด ทั้งพืช ผัก ผลไม้ ใบหญ้า

เรียกได้ว่า นอกจากมันจะนำพาเอากลิ่นเหม็นมาเยือนเราแล้ว

ยังทำลายสวนของเราอีก!

 

3. สกังก์ (Skunk)

5สิ่งมีชีวิตที่เหม็นที่สุด

เป็นสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นระดับตำนาน ที่เราเคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยยังเด็กแล้ว

เนื่องด้วยมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก

เมื่อเทียบกับสัตว์ป่าตัวอื่นตามธรรมชาติ

แถมมันก็ไม่ได้เป็นสัตว์ที่มีความคล่องแคล่วว่องไว ถึงขนาดวิ่งหนีนักล่าได้

จึงทำให้สกังก์มีวิวัฒนาการ สามารถปล่อยกลิ่นเหม็นออกมาได้

สิ่งที่ทำให้สกังก์เป็นสัตว์มีกลิ่นเหม็นที่โดดเด่นกว่าสัตว์ชนิดอื่น

เพราะมันไม่ได้เพียงแค่ปล่อยกลิ่นเหม็นให้โชยไปตามอากาศเท่านั้น

แต่มันยังสามารถฉีดสารเหลวที่มีกลิ่นเหม็นออกจากร่างกายของมันได้ไกลถึง 3 เมตร!!

ความสามารถดังกล่าว ก็เป็นความสามารถสำหรับการป้องกันตัวเช่นกัน

เพราะนอกจากจะทำให้สัตว์นักล่ามึนงงเพราะกลิ่นสุดแสนจะเหม็นเน่าแล้ว

การฉีดสารเหลวใส่ ก็ทำให้สัตว์นักล่าตกใจ

สารเหลวที่มีกลิ่นเหม็นดังกล่าว ยังมีกลิ่นที่เหม็น ติดทนนาน ต้องใช้เวลาสักพักเลยล่ะกว่ากลิ่นจะหมด

อารมณ์ประมาณโดนน้ำปลาร้าหกใส่ (แต่กลิ่นสกังก์ไม่ได้หอมเหมือนกลิ่นปลาร้าหรอกนะ)

แต่ในปัจจุบัน คนก็เริ่มเอ็นดูสกังก์มากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะถ้าหากมันไม่ได้ถูกคุกคามจนปล่อยสารเหลวกลิ่นเหม็นออกมาแล้ว

สกังก์ก็เป็นสัตว์ที่น่ารักชนิดหนึ่งเลยล่ะ

รูปลักษณ์ภายนอกที่มีขนฟูฟ่อง สีขาวสลับดำแต่ไม่ได้ดูน่ากลัว

ตาสุดแสนจะแป๋วแหวว พฤติกรรมที่ไม่ได้โหดร้ายถึงขั้นวิ่งไล่กัดใคร

จนหลายๆ คนในบางประเทศ เริ่มนำสกังก์มาดูแลเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านกันแล้วล่ะ

 

4. แมลงตด (Bombardier Beetle)

5สิ่งมีชีวิตที่เหม็นที่สุด

เป็นสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง ที่คนไทยอย่างเรารู้จักกันดี

และเพียงแค่ชื่อของมัน ก็ทำให้คนที่ได้ยินรู้ซึ้งถึงกิตติศัพท์ และไม่อยากเข้าใกล้ทันที

สาเหตุที่มันถูกเรียกว่า แมลงตด นั้น เพราะยามเมื่อมันพ่นของเหลวมีกลิ่นออกมา

มันไม่ได้พ่นเงียบๆ หรือมีเสียงเหมือนกับงูพ่นพิษ หรือสัตว์อื่นพ่นสารเหลว

แต่มันพ่นออกมาด้วยเสียงที่คล้ายกับการผายลม ตดนั่นแหละ

มันเลยได้ชื่อว่า แมลงตด

และสารเหลวที่มีกลิ่นเหม็นของมัน ไม่ได้มีดีเฉพาะกลิ่น

แต่ยังเป็นพิษรุนแรงในระดับที่สามารถให้ผิวหนังของมนุษย์เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนคล้ายถูกกรดได้

หรือถ้าหากโชคร้าย ถูกแมลงตดพ่นสารเหลวใส่ดวงตาเข้าล่ะก็ ส่งผลให้ตาบอดและเสียชีวิตได้เลย

สาเหตุเป็นเพราะ สารเหลวที่มีพิษและกลิ่นเหม็นของมัน

เกิดจากการผสมกันระหว่างสารพิษไฮโดรควิโนน และ สารพิษไฮโดนเจนเปอร์ออกไซด์

และเมื่อมันต้องการจะปล่อยออกมา สารพิษทั้ง 2 ตัว ก็จะไปผสมดกับเอนไซม์ที่มีในร่างกาย

ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เป็นสารพิษ และ ความร้อน ขึ้นในเวลาเดียวกัน

นอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นฉุน ชวนปวดหัวแล้ว

ยังทำให้ปวดแสบปวดร้อนอีก

ใครที่เจอเจ้าแมลงตัวนี้ ก็อย่าได้คิดจะต่อสู้กับมันเลยนะ

 

5. วูลเวอรีน (Wolverine)

5สิ่งมีชีวิตที่เหม็นที่สุด

แม้จะมีชื่อคล้ายกับซูเปอร์ฮีโร่ชื่อดัง

แต่ลักษณะต่างๆ ของเจ้าวูลเวอรีนสุดเหม็นนี้ ไม่ได้ใกล้เคียงกับซูเปอร์ฮีโร่ชื่อดังคนนั้นเลย

หลายคนอาจจะรู้จักชื่อนี้ในฐานะซูเปอร์ฮีโร่

แต่ไม่เคยรู้จักในฐานะสัตว์โลก และไม่รู้จักกับกลิ่นเหม็นของมันด้วย

มารู้จักกับเจ้าวูลเวอรีนที่มีกลิ่นเหม็นจนติดอันดับนี่กันดีกว่า

วูลเวอรีน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงศ์เพียงพอน (เช่น นาก)

ถึงภายนอกมันจะดูเป็นสัตว์ขนฟูน่ารัก ขนาดกำลังน่าฟัด

แต่อุปนิสัยของมันตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เพราะมันได้รับฉายาว่า

"จอมตะกละ"

วูลเวอรีนเป็นสัตว์กินเนื้อ มักจะชอบล่าเหยื่อที่อ่อนแอกว่าเป็นอาหาร

ไม่เว้นแม้กระทั่งสัตว์ที่กำลังจำศีลหรือนอนหลับอยู่

และมันยังเป็นสัตว์ที่แข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ

วูลเวอรีนสามารถโค่นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเองหลายเท่า เช่น กวางมูส กวางแคริบูได้!

ด้วยขากรรไกรที่แข็งแรง กรงเล็บอันแหลมคม แถมผิวหนังของมันก็ยังหนามาก

เรียกได้ว่า มีความสามารถทั้งบุกรุกและตั้งรับ

มาถึงตรงนี้คงสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะว่า ทำไมเจ้าวูลเวอรีนถึงติดอันดับสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็น

เพราะสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นชนิดอื่น ใช้กลิ่นเหม็นเพื่อป้องกันตัวเองจากนักล่า

แต่เจ้าวูลเวอรีนที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ทำไมถึงตัวเหม็นล่ะ?

จุดประสงค์การใช้กลิ่นเหม็นของวูลเวอรีน จะแตกต่างจากสัตว์อีก 4 ชนิดที่ติดอันดับนี้

โดยวูลเวอรีน จะใช้กลิ่นในการแบ่งอาณาเขต

ซึ่งกลิ่นของมันก็ไม่ได้น่าอภิรมย์ใจสักเท่าไหร่เลย

เพราะกลิ่นของมันจะคละคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ

แบบว่าถ้ามีวูลเวอรีนอาศัยอยู่ที่ไหน ที่นั่นจะไม่มีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจ

รวมถึงยังทำกลิ่นบนอาหารที่มันกำลังกินอยู่ เพื่อแสดงถึงความเป็นเจ้าของอีกด้วย

นี่ขนาดใช้กลิ่นแค่สร้างอาณาเขตนะ

ไม่อยากจะคิดเลยว่า ถ้าในอนาคตเจ้าวูลเวอรีนมีวิวัฒนาการ

สามารถใช้กลิ่นในการต่อสู้ล่าศัตรูได้

ถึงเวลานั้น กลิ่นมันจะนรกขนาดไหน!

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5 เมนูอาหารที่เก่าแก่มากที่สุดในโลก

ยิ่งมีคนมากขึ้น ความต้องการก็ต้องหลากหลายมากขึ้น จึงมีการผลิตเมนูอาหารใหม่ๆ ออกมาทุกวัน ย้อนไปสัก 5 ปีก่อน เราคงไม่รู้จักบิงซู แต่ตอนนี้ไม่ว่าหันไปทางไหนก็เจอแต่ร้านขายบิงซู ย้อนไปสัก 10 ปีก่อน เราคงไม่รู้จักชาบู แต่ตอนนี้ร้านชาบูเปิดแข่งกันยิ่งกว่าเซเว่น แต่เคยสงสัยมั้ย ว่าอาหารอะไรล่ะ ที่มีอายุเก่าแก่มากที่สุด มีการผลิตและกินอาหารชนิดนี้มานานมากแล้ว? บางอย่างก็ยังคงเป็นสิ่งที่เรากินทุกวันเหมือนเดิม ซึ่งเป็นระยะเวลาหลายพันปีแล้วนับตั้งแต่มันถูกคิดค้นขึ้นมา 1. ขนมปังเผา อารมณ์ประมาณขนมปังปิ้ง ขนมปังย่างในยุคสมัยนี้ แต่ในสมัยก่อนไม่มีเครื่องทำอาหารที่เหมาะสม จึงออกมาเป็นรูปแบบของขนมปังเผาแทน ขนมปังเผา พบบริเวณท่าเรืออ็อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ซึ่งคาดว่าเมนูขนมปังเผามีมานานมากกว่า 5.500 ปีแล้ว มองจากภายนอกเราคงไม่รู้ว่ามันคือขนมปัง แต่นักโบราณคดีทราบว่าเจ้าก้อนกลมชิ้นสีดำนี้คือขนมปัง เนื่องจากมีข้าวบาเลย์อยู่ด้านในของชิ้นส่วน คาดว่าผู้ที่สร้างเมนูนี้ขึ้นมา คือชาวสหรัฐฯ กลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามายังเกาะอังกฤษ 2. ซุปต้มกระดูก เมนูโปรดของหลายคน เวลาได้ซดน้ำซุปต้มกระดูกร้อนๆ ก็ให้ความรู้สึกที่ดีทุกครั้ง ซุปต้มกระดูกโบราณ มีอายุมากกว่า 2,400 ปี ถูกพบระหว่างคนงานกำลังขุดหาทองคำเหลวในประเทศจีน เรียกได้ว่ามันมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เพราะผลิตภัณฑ์ที่ใช้บรรจุซุปนั้นปิดสนิทอย่างดี ทำให้ด้านในนั้น ยังมีซุปหลงเหลืออยู่ ไม่แห้งหรือระเหยไปจนหมด อย่างไรก็ตาม ซุปได้กลายเป็นสีเขียวไปแล้ว เนื่องจากการทำปฏิกิริยาออกซิเดชันกับผลิตภัณฑ์นั่นเอง เลยอดชิมว่า ซุปต้มกระดูกเมื่อหลายพันปีที่แล้ว จะมีรสชาติเดียวกับปัจจุบันหรือไม่ 3. เนย มีการพบโถบรรจุเนยสภาพดีเยี่ยม ซึ่งคาดว่าเนยที่ค้นพบนั้นมีอายุมากกว่า 3,000 ปีแล้ว แม้ว่าตัวเนยอาจจะเสียอะไรหลายอย่างไปบ้าง เช่น ความสมบูรณ์ของตัวครีม ซึ่งแปรสภาพจากครีมกลายเป็นขี้ผึ้งแทน แต่อย่างอื่นก็คือว่า มองปราดเดียวรู้เลยว่าเป็นเนย ปัจจุบันเนยที่เก่าแก่ที่สุด ถูกรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติในประเทศไอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม ถึงมันจะมีสภาพดี แต่ก็ยังไม่มีใครเคยชิมหรอกนะ ว่ามันรสชาติดีตามสภาพรึเปล่า? 4. เส้นก๋วยเตี๋ยว ก่อนที่จะมีการสรุปได้ว่า ประเทศใดสร้างเส้นก๋วยเตี๋ยวขึ้นมาเป็นประเทศแรก หลายประเทศต่างถกเถียงกันว่าใครเป็นออริจินอล ทั้งประเทศอิตาลี, ฝรั่งเศส หรือแม้กระทั่งชาวอาหรับ สุดท้าย ก็ค้นพบหลักฐานว่า ประเทศจีนเป็นประเทศที่ผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวเป็นประเทศแรกของโลก และสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน การค้นพบเส้นก๋วยเตี๋ยวที่เก่าแก่ที่สุด พบเมื่อ 4,000 ปีที่แล้ว บริเวณริมแม่น้ำเหลืองในประเทศจีน คาดว่า ชาวบ้านที่พักอาศัยในบริเวณนี้ รีบร้อนอพยพเพื่อหนีเอาตัวรอดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้มีเส้นก๋วยเตี๋ยวตกตามพื้นในตำแหน่งที่เหมาะสม อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์จนกระทั่งมีคนไปพบเข้า 5. เนื้ออบแห้ง ในสมัยก่อน ไม่มีวิธีการเก็บรักษาอาหารได้อย่างง่ายดายเหมือนสมัยนี้ ที่แค่โดนเข้าตู้เย็นอาหารก็อยู่ได้นานแล้ว มีการพบเนื้ออบแห้งในหลุมฝังศพแห่งหนึ่งในประเทศจีน คาดว่าเนื้ออบแห้งนั้นมีอายุมากกว่า 2,000 ปี สภาพของเนื้อวัวอบแห้งที่นักโบราณคดีพบ รูปร่างค่อนข้างสมบูรณ์เนื่องจากพวกมันผ่านการตากแห้งมาแล้ว แต่สีของเนื้อวัวตากแห้งจะค่อนข้างเพี้ยนจากสีที่เราชินตาไปสักหน่อย เนื้อวัวอบแห้งในสมัยก่อน ถือเป็นอาหารชั้นยอดสำหรับนักเดินทาง
บทความ

5 วิธีเอาตัวรอดในฤดูฝน

ฤดูฝน เป็นอีกฤดูกาลหนึ่งที่ไม่ได้เป็นที่โปรดปรานของคนส่วนมากสักเท่าไหร่นัก มันเป็นปัญหามากกว่าฤดูร้อนเสียอีก มันทั้งเฉอะแฉะ เหนียวเหนอะหนะ ตัวเปียก เหม็นอับชื้นตลอดเวลา คนประกอบอาชีพจากหลายอาชีพ เหนื่อยที่สุดก็ฤดูฝนเนี่ยแหละ เรียกได้ว่าเป็นฤดูวัดใจเลย เรามาหาวิธีเอาตัวรอดจากฤดูสุดหฤโหดนี้ดีกว่า 1. พกร่มขนาดเล็กใส่กระเป๋าตลอดเวลา การพกร่มอาจจะเกะกะ และทำให้คุณต้องแบกกระเป๋าที่มีน้ำหนักมากขึ้น จนส่งผลให้ปวดหลัง ปวดไหล่ หรือไม่มีพื้นที่เก็บของอย่างอื่น แต่หลังๆ ก็มีการผลิตร่มขนาดเล็กจิ๋ว น้ำหนักเบา มาเพื่อตอบโจทย์คนที่ไม่ชอบพกอะไรไปไหนมาไหน มันอาจจะมีขนาดเล็กจนบังฝนได้คนเดียว หรือแม้แต่บังคนเดียวก็ยังไม่ได้ กางแล้วก็ยังเปียกอยู่ แต่อย่างน้อยมันก็สามารถปกป้องคุณและของสำคัญจากน้ำฝนและความเปียกชื้นได้ ป้องกันได้สัก 50% ยังดีกว่าไม่ได้ป้องกันเลย 2. โหลดแอพฯ แจ้งเตือนสภาพอากาศ ถึงแม้ว่าการพยากรณ์อาจจะไม่ค่อยแม่นยำนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีความแม่นยำเลย อย่างน้อยเราก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าในพื้นที่ใดที่มีความเสี่ยงเกิดฝนตก เราจะได้หลีกเลี่ยง ป้องกันตัวเองไว้ดีกว่าการที่ต้องมาคิดได้ทีหลังว่า รู้แบบนี้เช็คพยากรณ์อากาศก่อนออกมาข้างนอกดีกว่า ถ้าหากมีนัดสำคัญหรืองานสำคัญ โดยที่ไม่เช็คสภาพอากาศก่อนละก็ ความเสี่ยงที่งานจะล่ม เกิดเหตุเลวร้ายไม่คาดฝันขึ้น จะมีเยอะมาก 3. ใช้เครื่องอบผ้า ในช่วงฤดูฝน สิ่งที่ทำให้หลายคนหงุดหงิด ใช้ชีวิตยากขึ้น ก็คือการตากผ้าเนี่ยแหละ ตากยังไงก็ไม่มีแห้งเพราะไม่มีแดด พอใกล้จะแห้งปุ๊บ ฝนตกซะงั้น! สลอตขอแนะนำให้ซื้อเครื่องอบผ้ามาใช้เลย หรือก็ไปใช้เครื่องอบผ้าตามร้านที่มีบริการซักผ้าอบผ้าก็ได้ มันอาจจะถูกมองว่าเปลืองเงิน แต่มันก็เป็นทางเลือกที่ดีในฤดูฝน การตากผ้าในห้องไม่ใช่คำตอบเสมอไป เพราะอาจทำให้ห้องชื้น และเหม็นอับไปด้วย ลองดูกันนะ 4. พกถุงพลาสติก การใช้ถุงพลาสติก เป็นเรื่องที่ควรลดละเลิก เพราะส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อม แต่ในฤดูฝน พกไว้บ้างก็ได้ รียูสใช้ในทุกวัน ถ้าเปียกก็เอาไปตากให้แห้งและนำกลับมาใช้ใหม่ ถ้าเราลืมพกร่ม ลืมดูพยากรณ์อากาศ ถุงพลาสติกเนี่ยแหละที่พอจะรักษาชีวิตให้คุณได้ คลุมหัวได้เมื่อคุณจำเป็นต้องเดินฝ่าฝน ใส่ของสำคัญอย่างมือถือ โน้ตบุ๊ค แฟ้มเอกสารให้ไม่เปียก หรือแม้แต่สวมแทนรองเท้าตอนลุยน้ำ เพื่อป้องกันเท้าเปื่อย น้ำสกปรก ซึ่งก่อให้เกิดเชื้อโรคหรืออันตรายสะสม ประยุกต์ใช้ได้ตามสถานการณ์ความเหมาะสม 5. ตรวจเช็คความเรียบร้อยในห้อง/ ในบ้าน ก่อนออกไปข้างนอก เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม และมักจะพลาดกับเรื่องนี้ ฤดูฝนเป็นอีกฤดูที่ควรดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนออกจากบ้าน เพราะจะมีทั้งปัญหาน้ำซึม น้ำรั่ว น้ำสาดเข้าบ้าน จนทำให้เกิดความเสียหายหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น พื้นบวม, เครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด, ลมพัดเอกสารสูญหาย บางบ้านไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย จนกระทั่งฤดูฝน ทำให้รู้ว่าบ้านพักมีปัญหา ตรวจเช็คสภาพบ้านหรือที่พักให้ดี
บทความ

5แมลงที่ตัวใหญ่ที่สุด

แมลง เป็นสัตว์ที่มีคนรังเกียจ ขยะแขยง หวาดกลัวมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แม้จะเป็นแมลงตัวเล็กๆ อย่าง ผึ้ง, แมลงสาบ, แมงมุม ฯลฯ ก็ตาม แต่คนก็ยังหวาดกลัวอยู่ดี ด้วยเหตุผลเช่น มันมีพิษ, มันส่งกลิ่นเหม็น, มันน่ารำคาญ แค่แมลงตัวเล็กจิ๋ว ขนาดไม่ถึงฝ่ามือก็จะช็อกตายแล้ว แต่ก็ยังมีแมลงที่ตัวใหญ่มากกว่าฝ่ามืออีกหลายสิบสายพันธุ์บนโลกนี้ ที่ใช้ชีวิตอย่างสบายๆ แมลงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ค้นพบ มีขนาดเกือบเท่าแขนเลยทีเดียว! อันดับที่ 5 Titan beetle (Titanus giganteus)ความยาวโดยเฉลี่ย 6.6 นิ้ว ด้วงไททันได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแมลงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในการจัดอันดับหลายโพล มีรายงานว่า ด้วงไททันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมาความยาวมากกว่า 7 นิ้ว แต่เนื่องจากไม่มีหลักฐานยืนยัน นักวิทยาศาสตร์จึงบันทึกสถิติจากด้วงไททันตัวใหญ่ที่สุดที่สามารถพิสูจน์ได้ ก็คือ 6.6 นิ้วนั่นเอง ส่วนที่ยาวโดดเด่นของด้วงไททัน คือบริเวณลำตัว โดยความยาวของลำตัวมากกว่าครึ่งหนึ่งของความยาวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ด้วงไททันเป็นสัตว์ที่หายากมาก เพราะมันอาศัยอยู่อย่างลึกลับในป่าฝนโซนอเมริกาใต้ ไม่ค่อยมีใครพบเห็นมันได้อย่างง่ายๆ สักเท่าไหร่ อันดับที่ 4 ด้วงกว่างเฮอร์คิวลิส (Hercules beetle)ความยาวโดยเฉลี่ย 6.7 นิ้ว หนึ่งในด้วงที่มีชื่อเสียง และมีคนนิยมเลี้ยงด้วงสายพันธุ์นี้เป็นจำนวนไม่น้อย โดยด้วงกว่างเฮอร์คิวลิสตัวเมีย จะมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าตัวผู้ แต่ลำตัวจะสั้นกว่า ส่วนที่โดดเด่นที่สุดของด้วงกว่างเฮอร์คิวลิส ก็คือเขาที่มีขนาดใหญ่ยักษ์นั่นเอง บริเวณดังกล่าวก็ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในแมลงที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปเลย และนอกจากมันจะเป็นแมลงที่ตัวใหญ่ที่สุดแล้ว มันยังเป็นแมลงที่สามารถยกของที่มีขนาดใหญ่มากกว่ามันถึง 850 เท่าได้! อันดับที่ 3 Macrodontia cervicornis:ความยาวโดยเฉลี่ย 6.7 นิ้วขึ้นไป เป็นด้วงสายพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่แถบป่าฝนของประเทศโคลอมเบีย, เอกวาดอร์, เปรู, โบลิเวีย และบราซิล อวัยวะที่เป็นส่วนทำให้มันเป็นแมลงที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือขากรรไกรอันทรงพลังของมัน ชื่อของมันที่มีชื่อว่า Macrodontia ก็มีความหมายว่า ฟันยาว ตามลักษณะของมันนั่นเอง มันเป็นแมลงที่มีอายุยืนถึง 10 ปี และขนาดตัวอ่อนของด้วงสายพันธุ์นี้ ก็มีขนาดใหญ่พอๆ กับวัยโตเต็มที่เลยล่ะ อันดับที่ 2 ตั๊กแตนตำข้าว (Praying Mantis)ความยาวโดยเฉลี่ย 7 นิ้ว แมลงที่เรารู้จักกันดี และพบได้ทั่วไป ตั๊กแตนตำข้าว เป็นแมลงที่มีขนาดใหญ่โดดเด่นอยู่แล้ว แต่ตั๊กแตนตำข้าวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ได้รับการบันทึกไว้ในปี ค.ศ. 1929 มีความยาวถึง 7.9 นิ้ว โดยพบในทางตอนใต้ของประเทศจีน ยังมีรายงานว่า ตั๊กแตนตำข้าวที่มีขนาดใหญ่ สามารถกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก เช่น หนู ได้ แถมยังกินลูกนกได้อีกด้วย อันดับที่ 1 Phryganistria chinensis Zhaoความยาวโดยเฉลี่ย 24.6 นิ้ว ความยาวใหญ่ยักษ์ของเจ้าแมลงตัวนี้ เรียกได้ว่า แม้แต่คนไม่กลัวแมลงยังสยองเลย แมลงชนิดนี้ เป็นแมลงที่พบในทางตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งเป็นแมลงสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งค้นพบ และได้ยอมรับในปี ค.ศ. 2013 ว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบเจ้าแมลงตัวนี้ มันก็วางไข่ให้กำเนิดลูกอีก 6 ตัว แม้แต่แมลงชนิดนี้แรกเกิด ก็มีความยาวถึง 10.9 นิ้วแล้ว ถ้าเจอคงช็อกตายก่อน
บทความ

5สิ่งที่เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับสุนัข

  สุนัข เป็นสัตว์เลี้ยงคู่ใจของคนทั่วโลกมาเป็นระยะนาน ทำให้เราคิดว่า เราเลี้ยงพวกเขาเป็นสัตว์เลี้ยงมานานขนาดนี้แล้ว ความรู้ที่ถูกส่งต่อกันมาก็น่าจะถูกต้อง สามารถเลี้ยงน้องหมาได้อย่างปลอดภัย สุขภาพดี แต่ไม่ใช่น่ะสิ ทุกวันนี้ ยังมีหลายเรื่องเกี่ยวกับสุนัขที่เรายังคงเข้าใจผิดอยู่ คนส่วนใหญ่มักไม่รู้ความจริงด้วยซ้ำ มาดูกันดีกว่า ว่าเรามักเข้าใจผิดอะไรเกี่ยวกับน้องหมากันบ้าง 1. มนุษย์กินอะไรได้ สุนัขก็กินได้ นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดที่ทำให้น้องหมาลาโลกไปดาวหมามาหลายตัวแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า อาหารสำหรับมนุษย์ เป็นอาหารที่ปลอดภัย ดังนั้น ไม่ว่าสัตว์ชนิดไหนก็กินได้ แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิด สุนัขไม่ได้กินอาหารแบบเดียวกับมนุษย์ได้ทั้งหมด อาหารและเครื่องดื่มที่มนุษย์กินได้หลายๆ อย่าง มีโทษต่อสุนัข เช่น นมวัว สุนัขส่วนใหญ่ไม่สามารถย่อยแลคโทสในนมวัวได้ กินแล้วท้องจะอืด, กินช็อคโกแลตแล้วจะมีอาการเกร็ง อาจหัวใจวายได้ ฯลฯ สุนัขยังไม่เหมาะกับการกินอาหารปรุงรสเหมือนคน การที่สุนัขกินอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งมา จะเสี่ยงทำให้น้องหมาเกิดโรคอันตรายหลายอย่าง เช่น เบาหวาน ไตวาย 2. สุนัขเห่า แปลว่าสุนัขจะไม่กัด ที่มาของคำๆ นี้ มาจากสุภาษิตคำพังเพยที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อน แต่ในความจริงแล้ว สุนัขเห่า ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่กัด! หลายคนต้องเคยชะล่าใจบ้างล่ะ โดนสุนัขเห่าแล้วคิดว่า ยังไงมันก็ไม่กัดหร๊อก เพราะโดนสอนมาว่าสุนัขเห่าไม่กัด แต่สรุปโดนกัดจนขาเหวอะ สุนัขเห่า มีสาเหตุได้หลายอย่าง หนึ่งในสาเหตุคือเห่าเพื่อข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามหรือป้องกันตัว ถ้าเกิดสุนัขเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามเริ่มไม่น่าไว้วางใจ ทำท่าจะมาบุกรุกอาณาเขตมันล่ะก็ โดนงั่มๆ แน่นอน เพราะฉะนั้น เจอสุนัขเห่าให้รีบอยู่ห่างๆ ก่อนนะ 3. สุนัขชอบกินกระดูก ไม่รู้ว่าความเชื่อนี้มาจากไหน ว่าถ้ากินไก่ กินหมูเหลือแล้ว ให้สุนัขกินเศษกระดูกต่อได้ ความเป็นจริงแล้ว กระดูกที่ได้จากสัตว์ต่างๆ เมื่อผ่านกรรมวิธีทำให้สุก เช่น การต้ม กระดูกจะแข็งมากจนไม่สามารถย่อยด้วยน้ำย่อยในกระเพาะได้ รวมถึงน้ำย่อยในกระเพาะน้องหมาเช่นกัน สุนัขหลายตัวต้องกลับดาวหมาไป เพราะไม่สามารถย่อยกระดูกได้ หรือถูกกระดูกแทงลำไส้ แทงคอ แทงกระเพาะ กระดูกที่สุนัขสามารถแทะเล่นได้อย่างปลอดภัย คือกระดูกดิบที่ยังไม่ผ่านการทำให้สุก การแทะกระดูกดิบยังช่วยขัดฟันน้องหมา ทำให้ฟันน้องหมาสะอาด แข็งแรงอีกด้วย 4. ควรตัดขนสุนัขพันธุ์ขนยาว เมื่ออากาศร้อน สุนัขพันธุ์ขนยาว เช่น ไซบีเรียน ฮัสกี้, อลาสกันไจแอนท์ เป็นสุนัขที่ได้รับความนิยมในหมู่คนรักน้องหมามาก ทำให้มีคนเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย เทรนด์ของคนเลี้ยงสุนัขแต่ละสายพันธุ์ก็จะต่างกันไป เช่น เลี้ยงหมาพันธุ์เล็กก็จะชอบจับแต่งตัวน่ารักๆ เทรนด์ของคนเลี้ยงสุนัขขนยาวคือการตัดขนสุนัขให้เกรียน ซึ่งสามารถเรียกเสียงหัวเราะได้ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องตลกเลย ชั้นขนของสุนัขพันธุ์ขนยาว มีกลไกที่เรียกว่า Double-Coated หรือมีขน 2 ชั้น ซึ่งจะทำหน้าที่ปกป้องผิวหนังจากแสงแดด สามารถปรับความหนาของขนได้ตามสภาพอากาศ เหมือนกับการทำงานของรูขุมขนมนุษย์ การโกนขนสุนัขพันธุ์ขนยาวจนเตียน นอกจากจะทำให้ผิวหนังของสุนัขถูกทำร้ายโดยแสงแดดโดยตรงแล้ว ยังทำให้เสี่ยงโรคฮีทสโตรคมากกว่าเดิมด้วย 5. ไม่ออกไปเจอสุนัขตัวอื่น ก็ไม่มีเห็บแล้ว เห็บ หมัด เป็นศัตรูตัวร้ายของทั้งน้องหมาและคนเลี้ยงสุนัข นอกจากเห็บ หมัด จะทำให้สุนัขและบ้านพักสกปรกแล้ว มันยังเป็นพาหะนำโรคต่างๆ มาทำให้สุนัขเจ็บป่วยอีก หลายคนจึงคิดแก้ปัญหาด้วยการ ไม่ให้สุนัขที่เลี้ยงเอาไว้ไปเจอกับสุนัขตัวอื่น ก็หมดห่วงเรื่องนี้แล้ว อย่างไรก็ตาม คุณคิดผิด ดูถูกเจ้าเห็บหมามากเกินไปแล้ว!! เห็บ หมัด มีสายพันธุ์ที่สามารถกระโดดได้ แน่นอนว่ามันสามารถกระโดดได้ไกลหลายเมตร ต่อให้คุณจะดูแลน้องหมาดียังไง ก็มีโอกาสที่จะติดเห็บอยู่ดี เห็บ ยังอาศัยอยู่ตามดิน ตามหญ้าอีกด้วย ถ้าปล่อยให้น้องหมาไปเล่นคลุกดินล่ะก็ เห็บมาเยือนแน่นอน หมั่นเช็คผิวหนังของสุนัขที่เรารัก และให้ยาขจัดเห็บเป็นประจำตามที่สัตวแพทย์แนะนำล่ะ