5 วิธีประหยัดค่าไฟที่ทำได้เองที่บ้าน

5 วิธีประหยัดค่าไฟที่ทำได้เองที่บ้าน

26 กันยายน 2561

ก่อนหน้านี้ สลอตเคยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการประหยัดเงินไปแล้ว

ว่าใช้เงินยังไงให้น้อยที่สุด ใช้ชีวิตยังไงให้รอดในวันที่ไม่มีเงิน ฯลฯ

สำหรับวันนี้

สลอตก็จะมานำเสนอหัวข้อเกี่ยวกับการประหยัดเหมือนเดิม

เพราะเงินเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องใช้เงิน

จะดีกว่าไหม ถ้าหากประหยัดเงินได้สูงสุด

ก้อนเงินก้อนที่สำคัญที่สุด คือเงินก้อนที่ต้องจ่ายหนี้ประจำทุกเดือน

ที่ต้องจ่ายกันทุกคนก็คือ ค่าน้ำ ค่าไฟ

ค่าน้ำนี่ไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะบางคนไม่ค่อยอาบน้ำ

แต่ไม่ว่าจะประหยัดยังง๊ายย ยังไง

ค่าไฟก็ทะลุหลักพันอยู่ดี!

จ่ายทุกเดือน เดือนละหลายพัน บางทีก็ไม่ไหว

จะทำยังไงให้ค่าไฟลดลงดี?

ขอบอกเลยว่า การประหยัดค่าไฟเนี่ย เป็นอะไรที่ทำง่ายมาก

ง่ายกว่าประหยัดเงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือยเสียอีก

แต่เราชอบลืมกัน!

1. ถอดปลั๊กเครื่องไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้

5 วิธีประหยัดค่าไฟที่ทำได้เองที่บ้าน

แต่เดิม คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่า

หากไม่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า เพียงแค่ปิดสวิตช์ให้มันหยุดทำงาน

ก็เพียงพอแล้ว

ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่แบบนั้น

เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น พัดลม, โทรทัศน์, ไมโครเวฟ

หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ ก็ตาม ที่มีสวิตช์บังคับปิด-เปิด

การปิดสวิตช์เพียงอย่างเดียว

ไม่ได้เป็นการประหยัดไฟได้ 100%

ตราบใดที่ยังเสียบปลั๊ก

ก็เท่ากับว่ายังมีกระแสไฟวิ่งผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นอยู่

พูดง่ายๆ ก็คือ

เสียบปลั๊ก = ยังมีกระแสไฟวิ่งผ่าน

เคยสงสัยมั้ย ทำไมปิดสวิตช์ทั้งบ้านแล้ว แต่ค่าไฟก็ไม่ได้ลดลงมาก

สาเหตุเพราะที่สลอตว่ามานั่นแหละ

ไม่ใช้เครื่องไฟฟ้าตัวไหน ให้ถอดปลั๊กออกเลย

นอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟแล้ว

ยังช่วยลดการเกิดโอกาสไฟช็อต ไฟลัดวงจร เวลาที่เราไม่อยู่บ้านด้วย

2. เปิดไฟเท่าที่จำเป็น

5 วิธีประหยัดค่าไฟที่ทำได้เองที่บ้าน

สลอตเชื่อว่าหนึ่งในความนิสัยเสียของพวกเราทุกคน

คือชอบเปิดไฟทิ้งไว้

เปิดไฟเกลื่อนกลาด

ตอนกลางวันไม่เท่าไหร่หรอก

แต่พอตกกลางคืน ท้องฟ้ามืด ไม่มีแสงอาทิตย์

มองไปทางไหนก็มืด

หางตาเห็นอะไรดำๆ ก็หลอน ประสาทจะกิน

คิดมากไปเองว่ามีคนหลบอยู่มุมนั้น มุมนี้

เลยเปิดไฟทั่วบ้านมันซะเลยยยย

ข้อเสียของการเปิดไฟทิ้งไว้ทั้งบ้านหลายดวง

นอกจากจะเปลืองค่าไฟแล้ว

ยังโดนแม่ด่าด้วย

อย่างหลังนี่ปวดหัวกว่าเวลาเห็นบิลค่าไฟซะอีก

หรือบางคนไม่ได้กลัวความมืดหรอก

แต่แค่ลืมปิดไฟหลังใช้เสร็จ

พยายามปิดไฟให้เป็นนิสัยนะ

และใช้ไฟเท่าที่จำเป็น

เช่น เรานั่งอ่านหนังสือบนโต๊ะ ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟดวงใหญ่ก็ได้

ซื้อโคมไฟเล็กๆ มาตั้งบนโต๊ะก็เพียงพอ

หรือเวลานอน เป็นคนชอบนอนเปิดไฟ มืดสนิทแล้วนอนไม่หลับ

เปลี่ยนจากเปิดไฟในห้องนอน เป็นซื้อโคมไฟสลัวๆ มาวางไว้มุมใดมุมหนึ่ง

ถึงจะเป็นการเปิดไฟเหมือนกัน

แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีพลังงานวัตต์น้อยกว่า

ก็จะส่งผลให้ใช้ไฟฟ้าน้อยลงไปด้วย

3. ลดการใช้แอร์ หันมาใช้พัดลมบ้าง

5 วิธีประหยัดค่าไฟที่ทำได้เองที่บ้าน

ด้วยความที่อากาศเมืองไทยร้อนอย่างกับซ้อมตกนรก

แอร์ หรือ เครื่องปรับอากาศ

เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นจะต้องมีกันทุกครัวเรือน

ส่วนใหญ่ก็มีแค่เครื่องเดียวแหละ ติดในห้องนอน

ถ้าบ้านไหนเงินเหลือหน่อย ก็ติดมันทุกห้อง ยันห้องน้ำเลย

เพราะทนความร้อนอบอ้าวของอากาศไม่ไหว

ข้อดีของแอร์ก็มีมากมาย เช่น ทำให้อากาศในบริเวณเย็นสบาย

แต่ข้อเสียก็เยอะมาก

โดยนอกจากจะเปลืองไฟ เปลืองเงินมากแล้ว

การใช้แอร์ มีส่วนทำให้โลกร้อนมากขึ้น

เนื่องจากน้ำยาที่ทำให้แอร์เย็นนั้น มีคุณสมบัติในการทำลายชั้นโอโซน

ทั้งเปลืองไฟ เปลืองเงิน แถมยังทำร้ายโลกอีก

บางคนอยู่ติดแต่ห้องแอร์ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ

กลายเป็นโรคภูมิแพ้ก็มี

มาดูพัดลมกันบ้าง

เมื่อเทียบปริมาณวัตต์ ปริมาณการใช้ไฟแล้ว

การใช้พัดลมดับร้อนแทนแอร์

จะช่วยประหยัดเงินค่าไฟได้มากถึง 10 เท่าต่อเดือน!

เนื่องจากพัดลมมีหน่วยเป็นวัตต์เท่านั้น

แต่แอร์มีหน่วยเป็นกิโลวัตต์เลยทีเดียว

พัดลมยังช่วยให้อากาศปลอดโปร่ง เป่าลมร้อนออก พัดลมเย็นให้

เรื่องราคาก็ไม่แพง การติดตั้งก็ไม่ยุ่งยาก

พัดลมหลายตัวมีราคาแค่หลักร้อยกว่าบาท เสียบปลั๊กก็ใช้งานได้เลย

แอร์ก็ต้องเสียค่าติดตั้ง ตัวหนึ่งอย่างถูกสุดก็เป็นพันแล้ว

ประหยัดไฟแถมยังมีข้อดีมากมาย

หันมาใช้พัดลมกันเถอะ!

4. สับคัตเอาท์ลงเมื่อไม่อยู่บ้าน

5 วิธีประหยัดค่าไฟที่ทำได้เองที่บ้าน

อย่างที่สลอตบอกไปในข้อแรกๆ

ว่าแค่ปิดสวิตช์อย่างเดียวไม่พอ ต้องดึงปลั๊กออกด้วย

ถึงจะหยุดไม่ให้กระแสไฟฟ้าวิ่งเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าได้

แต่จะให้มานั่งถอดปลั๊กทุกอย่างมันก็น่ารำคาญใช่ไหม?

บางครั้ง เราก็ลืมปิดไฟ ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าจริงๆ

วิธีที่ชัวร์ที่สุด ก็คือ

สับคัตเอาท์ลงซะเลย!

โดยการสับคัตเอาท์ลง คือการตัดกระแสไฟฟ้าทุกอย่างในบ้าน

ไม่มีกระแสไฟฟ้าเข้า ก็เท่ากับว่าไม่ได้ใช้ไฟเลย

การสับคัตเอาท์ยังมีข้อดีหลายอย่าง

เช่น เป็นการเช็คการทำงานของคัตเอาท์

ว่ายังสามารถทำงานได้ดีอยู่หรือไม่

เพราะถ้าหากไม่เคยสับคัตเอาท์ลงเลย

จะส่งผลให้คัตเอาท์ฝืด และเมื่อหากมีกระแสไฟฟ้าลัดวงจร

อาจทำให้แผงวงจรไฟฟ้าพัง จนเกิดไฟไหม้ หรืออุบัติเหตุอื่นขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบให้ดีก่อนนะว่า

มีเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องไหนในบ้าน จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าตลอดเวลามั้ย

เช่น ตู้เย็น

มีของสดแช่เอาไว้รึเปล่า? ถ้าไม่มีก็พอตัดกระแสไฟฟ้าได้

แต่ถ้ามีของสด แล้วตัดกระแสไฟฟ้าตู้เย็นนี่

เปิดมาอีกที กลิ่นหอมมาดามชื่นใจเลยนะ

หรือหลายๆ บ้านในยุคนี้ นิยมติดกล้องวงจรปิด

ที่สามารถเช็คสถานการณ์ในบ้านได้แบบเรียลไทม์

โดยใช้สัญญาณ wifi ภายในบ้าน ซึ่งจำเป็นต้องมีกระแสไฟฟ้าตลอดเวลา

ก็ใช้วิธีดึงปลั๊กแทนจะสะดวกกว่า

บ้านไหนใช้คัตเอาท์แยกชั้นบน ชั้นล่าง ก็จะสบายหน่อย

ถึงเวลานอน ขึ้นไปบนชั้น 2 ก็สับคัตเอาท์ข้างล่างที่ไม่ได้ใช้งานแล้วได้เลย

อย่างน้อย คัตเอาท์ควรสับลงมา 1 ครั้งต่อเดือนนะ

เพื่อป้องกันไม่ให้คัตเอาท์ฝืดอย่างที่สลอตว่าไป

สลอตเคยไปสับลงเลย ผลปรากฎว่า ฝืดจ้า พัง เสียค่าซ่อมไปเป็นพัน

เพราะไม่ยอมเช็คคัตเอาท์เลย

5. ใช้เตาแก๊สทำอาหาร

5 วิธีประหยัดค่าไฟที่ทำได้เองที่บ้าน

สมัยนี้ โลกถือว่าเป็นยุคของเทคโนโลยี

ไม่ว่าจะทำอะไรก็สะดวกสบายไปหมด

ใช้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส

แม้จะเป็นเรื่องดี แต่ก็ส่งผลให้คนเราขี้เกียจมากขึ้น

สังเกตได้ง่ายๆ เลยคือพฤติกรรมการกินอาหาร

คนสมัยนี้ นิยมซื้ออาหารแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูป มาแช่เย็นเก็บเอาไว้

พอหิวก็แค่เอายัดเข้าไมโครเวฟ เสร็จปุ๊บทานได้ทันที

ไม่เหนื่อย ไม่ต้องซื้อวัตถุดิบเยอะ ไม่เสียเวลา

แต่ความขี้เกียจเนี่ยแหละ ทำให้เปลืองไฟมากขึ้น

การอุ่นอาหารโดยการใช้ไมโครเวฟ ก็ถือเป็นการใช้ไฟฟ้า

ลองหันมาอุ่นอาหารโดยเตาแก๊สกันบ้างดีกว่า

สำหรับใครอยู่หอพัก อยู่คอนโด ก็ใช้เตาแก๊สปิคนิคเล็กๆ

ใช้เตาแก๊สก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับไฟฟ้าเลย

ถ้าเกิดเหตุการณ์ไฟดับ ไฟฟ้าลัดวงจร

ก็ยังทำอาหารทานได้

และหากฝึกทำอาหารกับเตาแก๊สไปเรื่อยๆ

ก็จะมีโอกาสฝึกฝนทักษะด้านการทำอาหารของเราได้อีก

ไม่แน่ว่าจากคนที่ทำอาหารไม่เป็น

วันๆ ซื้อแต่อาหารสำเร็จรูปมาเวฟกิน

ใช้เตาแก๊สทำอาหารไปเรื่อยๆ

อาจจะกลายเป็นคนที่ทำอาหารได้ทุกชนิดเลยก็ได้นะ!

การใช้เตาแก๊ส ยังทำอาหารได้หลากหลายอีกด้วย

ต้ม ผัด แกง ทอด นึ่ง ได้หมด ไม่เกี่ยง

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5 วิธีเลิกขี้เกียจ

ขี้เกียจ เป็นนิสัยที่ฝังลึกอยู่ในมนุษย์ทุกคนโดยไม่สามารถหาอะไรมาเอามันออกไปได้ เพราะเมื่อเราขี้เกียจ เราจะพบแต่ความสบาย ขี้เกียจทำงานก็ได้นั่งเล่นเกมอยู่บ้าน ขี้เกียจตื่นเช้าก็ได้นอนหลับเต็มอิ่ม ขี้เกียจเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้พักผ่อน แต่ขี้เกียจมันไม่ใช่เรื่องนี้เลย ความขี้เกียจส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนหลายอย่าง เช่น ขี้เกียจทำงานบ้าน ก็ทำให้บ้านสกปรก, ขี้เกียจทำงาน ก็ทำให้เพื่อนร่วมงานเดือดร้อน, ขี้เกียจตื่นนอน ก็ทำให้คนใกล้ตัวเป็นห่วงว่าเรานอนมากไป ไม่สบายอะไรรึเปล่า แต่อย่างที่เกริ่นเอาไว้ ว่ามันเป็นนิสัยที่ฝังลึกลงไปแล้ว จะแก้ได้ยังไงล่ะ? ทุกอย่างย่อมมีทางแก้เสมอ   1. หาแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะลงมือทำอะไร เรามักต้องการแรงบันดาลใจในการทำสิ่งนั้นเสมอ เช่น แรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก คืออยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ การที่เราจะกำจัดความขี้เกียจออกไปได้นั้น เราก็ต้องการแรงบันดาลใจเช่นกัน แรงบันดาลใจที่จะช่วยให้เราหายขี้เกียจได้ ยกตัวอย่างเช่น การคิดว่าถ้าเราไม่ขี้เกียจ ก็จะได้โบนัสเงินเดือนเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ เราจะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่งผลให้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ คนอื่นจะนับถือและเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้น หรือแรงบันดาลใจอื่นตามความชอบความสนใจของแต่ละคน เช่น ถ้าไม่ขี้เกียจ ขยันทำงานมีเงินมากขึ้น จะมีเงินไปกินอาหารอร่อยๆ เป็นต้น 2. เพิ่มภาระหนี้สิน อาจจะฟังดูเป็นวิธีที่โหดร้ายไปหน่อย แต่วิธีนี้เนี่ยแหละ ทำให้คนขี้เกียจถีบตัวเองขึ้นมาเป็นคนขยันสุดๆ หลายคนแล้ว เมื่อเราไม่มีภาระหรือหนี้สินใดๆ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอะไรให้เหนื่อย เพราะชีวิตในฝันที่หลายคนปรารถนาสูงสุด คือชีวิตที่ไม่ต้องเคร่งเครียด ทำงานพอกินพอใช้ ไม่มีหนี้ ซึ่งก็จะทำให้เราขี้เกียจมากขึ้นเรื่อยๆ การเพิ่มภาระหนี้สิน เช่น ผ่อนรถ, ผ่อนคอนโด, ทำบัตรเครดิตใบใหม่ , ลงเรียนเพิ่มเติม, ค่าประกัน ฯลฯ ก็จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เราต้องทำงานตลอดเวลา ห้ามหยุด ถึงมีคติสอนใจขึ้นมาว่า ถ้าเหนื่อย ก็ให้เปิดบิลค่าหนี้ขึ้นมาดู แล้วเราจะรู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร ทำตัวให้เป็นคนมีค่า (ค่าใช้จ่าย) ยิ่งมีค่ามาก ก็จะยิ่งทำให้ขยันมาก 3. คิดถึงผลที่จะตามมา คนที่ขี้้เกียจ เป็นเพราะพวกเขาไม่ค่อยคิดถึงผลที่จะตามมาสักเท่าไหร่นัก คนขี้เกียจมักจะคิดถึงแต่ผลกระทบระยะสั้น เช่น เมื่อขี้เกียจแล้วจะทำให้เพื่อนร่วมงานทำงานลำบากขึ้น หรือ ต้องใช้เงินเดือนชนเดือน แต่ความเดือดร้อนนั่น ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตได้รับการกระทบกระเทือนสักเท่าไหร่ คนขี้เกียจจึงไม่สะทกสะท้าน ขอให้คิดถึงผลกระทบที่ไกลกว่านั้น เช่น อาจจะโดนไล่ออก ไม่จ้างงานต่อ เพราะขี้เกียจเกินไป หรือไม่มีเงินใช้แม้แต่บาทเดียว เพราะขี้เกียจทำงานจนไม่มีรายได้ มองให้กว้าง มองให้ไกล 4. วางแผนอนาคต มันอาจจะเป็นอะไรที่ยากสำหรับคนขี้เกียจ แต่ก็ได้ผลล่ะนะ คนขี้เกียจมักจะเป็นคนที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กับผู้ใหญ่ อยู่กับแฟน มีคนคอยดูแลค่าใช้จ่ายให้ แต่ถ้าในอนาคต เราต้องอยู่คนเดียวล่ะ? แถมถ้าหากว่าเรามีครอบครัว มีลูก ที่ต้องรับผิดชอบล่ะ? ถ้าเรามาขยันในช่วงเวลาที่จวนตัว ก็คงไม่ทัน อะไรจะยากลำบากมากขึ้น รีบขยัน รีบลงมือทำในสิ่งที่อยากทำตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า ค่อยๆ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาในช่วงเวลาที่ยังไม่เหนื่อยและยังไม่กดดันมากเกินไป มันดีกว่ามานั่งกดดันและมาโทษตัวเองเมื่อถึงวันที่มันสายไปแล้ว 5. เลิกผัดวันประกันพรุ่ง จุดเริ่มต้นของความขี้เกียจ คือการผัดวันประกันพรุ่ง มีคำติดปากว่า เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ เอาไว้วันหลังก็ได้ พอถึงวันหลังที่ว่านั่น ก็จะผัดการทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายขี้เกียจทำไปโดยปริยาย ถ้าหากต้องการจะเลิกขี้เกียจ ก็ให้เลิกูด เลิกคิดคำว่า เดี๋ยวก่อน เอาไว้ค่อยทำ นึกอะไรได้ก็ให้ลงมือทำเลย มีงานอะไรเข้ามาก็ให้ลงมือทำเลย ลงมือทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จ หรือจนกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน แล้วค่อยไปพักผ่อนหรือทำอย่างอื่น คนขี้เกียจมักจะอ้างว่า ไม่มีอารมณ์ทำ รอให้มีอารมณ์ก่อน ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวไฟในตัวก็ลุกโชนเองนั่นแหละ ไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น
บทความ

5อนิเมะสยองขวัญแนะนำ

ความกลัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน มันเป็นความรู้สึกที่ฝังลึกในใจเรามาตั้งแต่เกิด แต่พอเราโตมา เราก็ใฝ่หาอยากเสพอะไรที่เกี่ยวกับความกลัว ดูไปก็ระแวงนะ นอนไม่หลับ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำ แต่ก็ยังกลัวอยู่ดี ส่วนใหญ่เรามักจะเสพด้วยการดูหนังผี ฟังรายการเล่าเรื่องผี รวมถึงอ่านเรื่องหลอนจากเว็บไซต์ต่างๆ อีกหนึ่งทางเลือกที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือ อนิเมะสยองขวัญ เพราะเรามักจะชินกับอนิเมะลายเส้นสวย ไม่น่ากลัว ดูไปแล้วก็ตลก แต่ก็ยังมีอนิเมะแนวสยองขวัญที่ทำให้คนนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง ไม่กล้าเข้าห้องน้ำคนเดียวอยู่   1. Yami Shibai อนิเมะสยองขวัญสั้นๆ ตอนละประมาณ 5 นาที Yami Shibai นั้นแปลว่า โรงละครแห่งความมืด ทุกตอน จะเปิดตอนด้วยคุณลุงนักเล่านิทาน ที่ส่งเสียงเรียกผู้ชมให้มาล้อมวงเพื่อนั่งฟังละครแห่งความมืดนี้ แต่ละตอนของอนิเมะ ไม่ได้สยองขวัญแบบเลือดสาด แต่จะเป็นการอ้างอิงเรื่องเล่าสยองขวัญพื้นบ้านของญี่ปุ่น ผสมผสานกับการเสียดสีสัญชาตญาณดิบของมนุษย์แทรกลองไปด้วย โทนภาพของเรื่องนี้ ก็ยังเป็นโทนเก่า ซีด แปลกตา ไม่ได้เป็นอนิเมะที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ปัจจุบัน มีทั้งหมด 7 Season ด้วยกัน ถึงคนจะให้ความคิดเห็นว่า Season แรกน่ากลัวกว่า สยองกว่า Season หลัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความน่ากลัวอะไรเลย ตอนนั่งดูก็ยังมีความระแวงรอบข้างอยู่ ว่าจะมีอะไรโผล่มาไหม   2. Another เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับห้องเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง ในห้องเรียนชั้น ม.3/3 มีคำสาปอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่อาจหนีพ้นได้ เรื่องทั้งหมดเกิดจากเมื่อ 26 ปีที่แล้ว นักเรียนคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้า ครู อาจารย์ และเพื่อนร่วมชั้นที่ยังทำใจไม่ได้ ตัดสินใจทำตัวราวกับว่านักเรียนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งในวันจบการศึกษา พวกเขายังจัดที่นั่งให้กับนักเรียนคนนั้นด้วย เวลาผ่านไป นักเรียนในห้อง ม.3/3 ต่างเสียชีวิตลง หลายฝ่ายเชื่อว่า นี่คือคำสาปของชั้น ม.3/3... หลังจากนั้นทุกปี จะมีนักเรียนเกินมา 1 คนเสมอ เนื่องจากคำสาปจากนักเรียนคนที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงอยู่ แปลว่า เธอยังคงวนเวียนอยู่ในห้องนั่นเอง เหล่าเด็กนักเรียนจำเป็นต้องตามหาให้ได้ว่าใคคือคนตาย และกำจัดออก ถ้าหากเลือกผิด คนที่ตายก็คือคนจริงๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และคำสาปก็ยังคงดำเนินต่อไป นอกจากความหลอน ความซับซ้อนแล้ว ฉากการเสียชีวิตของตัวละครแต่ละตัวก็กลายเป็นภาพติดตาของผู้ชมไปเลย อย่างฉากโดนร่มแทงคอในตำนาน ก็มาจากเรื่อง Another นี่เอง   3. Higurashi no Naku Koro ni ชื่อไทยของเรื่องนี้มี 2 ชื่อ คือ แว่วเสียงเรไร กับ ยามเมื่อเหล่าจั๊กจั่นกรีดร้อง อนิเมะเรื่องนี้จะแบ่งเป็นหลายภาค หลักๆ คือ จะเป็นภาคปริศนา และภาคไขปริศนา ภาคปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro ni ส่วนภาคไขปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro Ni kai ส่วนอนิเมะภาคอื่นนั้น เป็นบทเสริมที่เล่า อดีต อนาคต รวมถึงตัวละครอื่นที่ไม่เคยปรากฎในเนื้อเรื่องหลัก แต่มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก อนิเมะเรื่องนี้จะเล่าถึงตำนานคำสาปของหมู่บ้านฮินามิซาวะ ชาวบ้านเชื่อว่า ที่นี่มีเทพที่ชื่อว่า ท่านโอยาชิโระ คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ในทุกปี หมู่บ้านแห่งนี้จะมีคนตาย 2 คน และคนหายอีก 2 คน ชาวบ้านเชื่อว่านี่เป็นการสังเวยให้กับท่านโอยาชิโระ จนกระทั่งการมาถึงของ มาเอบาระ เคอิจิ หนุ่มจากในเมืองหลวงที่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ เขาเริ่มสงสัยในคำสาป สงสัยในการกระทำของคนในหมู่บ้าน จนเขาได้เจอกับความลับเบื้องหลังของท่านโอยาชิโระ คนที่หายสาบสูญ คนที่ตายไปทุกปี ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่? แว่วเสียงเรไร มีทั้งความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจากคำสาป และการกระทำอันเลือดเย็นของมนุษย์ด้วยกันเอง ที่เลือดสาดไม่เกรงใจกองเซนเซอร์เลย   4. Corpse Party อนิเมะสยอง ที่สร้างขึ้นจากซีรีส์เกม Corpse Party ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ตัวเกมมีหลายภาค ซึ่งความสยองขวัญก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย Corpse Party เป็นอนิเมะสั้นๆ เพียง 4 ตอนจบเท่านั้น เนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนและครูรวมทั้งหมด 9 คน ซึ่งพวกเขาทุกคนมีความหลงใหลในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความลี้ลับ สยองขวัญ พวกเขาชวนกันจับกลุ่มเล่าเรื่องสยองขวัญในอาคารเรียนร้างแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกย้าย นักเรียนคนหนึ่งได้เอ่ยปากขึ้นมาว่า เธอมีเครื่องรางกระดาษรูปคน โดยเครื่องรางนี้มีความเชื่อว่า ถ้าหากคนในกลุ่มฉีกร่างของตุ๊กตาพร้อมกัน ทุกคนจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป แต่ทันทีที่ฉีก เรื่องราวกลับพลิกผัน อาคารเรียนร้างที่พวกเขาอยู่เกิดทรุดตัวลง พวกเขาทุกคนตกลงไปด้านล่าง แทนที่จะตกลงไปเป็นใต้ถุน แต่สิ่งที่พวกเขาเจอ คือสถานที่ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับเหตุการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นอนิเมะตอนสั้น แต่ทั้งความสยองขวัญด้านผีวิญญาณ และเลือดสาดแบบไร้ความปรานี ก็ทำเอาคนดูเสียสุขภาพจิตไปเลย ฉากการตายของตัวละครแต่ละตัว รวมไปถึงปริศนาที่ซ่อนเอาไว้ ก็ทำให้เราปวดหัวจนไมเกรนขึ้นได้เลยล่ะ   5. Gyo หนึ่งในผลงานของเจ้าพ่อการ์ตูนสยองขวัญ อิโต้ จุนจิ ที่ได้รับการทำเป็นอนิเมะ และยังคงความสยองขวัญเอาไว้ได้ เรื่องราวเริ่มต้นจากแก๊งวัยรุ่นหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ออกไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ในขณะที่พวกเขากำลังสนุก (บางคน) อยู่นั้น จู่ๆ บ้านพักของพวกเขาก็ถูกจู่โจมโดยปลาฉลามที่มีขาคล้ายแมงมุม!? มันโจมตีมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม พวกเขาต้องต่อสู้กับปลาฉลามเดินได้อย่างดุเดือด จนสุดท้าย พวกเขาก็พบว่า ไม่ได้มีแค่ฉลามตัวเดียวที่มีขา แต่ปลาทุกตัวที่อยู่ในทะเล มีขาเดินได้กันหมด และพวกมันเริ่มจัดการมนุษย์! เรื่องราวเริ่มโกลาหลขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มากับปลาทะเล จำนวนที่เยอะเกินมนุษย์จะต้าน รวมถึงปริศนาที่อยู่เบื้องหลัง ว่าทำไมปลาถึงมีขาเดินได้? ตอนหลังๆ ยิ่งพีคเข้าไปใหญ่ เมื่อมนุษย์ก็ตกเป็นเหยื่อไปด้วย! เรื่องนี้ขอเตือนเลยว่า ห้ามดูตอนกินข้าว และดูแล้วจะเกลียดปลาไปอีกนาน
บทความ

5วิธีแก้ง่วง

นอกจากคนส่วนใหญ่จะประสบปัญหานอนไม่หลับเมื่อถึงเวลานอนแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เป็นกันทั่วโลกคือ รู้สึกง่วงทั้งวัน! เชื่อว่าทุกคนต้องเป็น ตื่นมาก็ง่วงแล้วอยากนอนต่อ กินข้าวก็ง่วง ทำงานนี่ยิ่งง่วงเข้าไปใหญ่ อยากกลับไปนอน แต่พอถึงบ้านดันนอนไม่หลับซะงั้น? นั่นอาจเป็นเพราะในช่วงเวลากลางวัน เราใช้พลังงานไม่มากพอ จนทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยล้า จนทำให้ไม่ง่วงเมื่อถึงเวลานอนนั่นเอง เราควรทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเรา เหมาะสมกับในแต่ละสถานการณ์ ง่วงไปทำงานไป คงไม่ดีในสายตาหัวหน้าแน่นอน แล้วเราจะแก้ง่วงด้วยวิธีไหนได้บ้างนะ?   1. ยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายเบาๆ อาการง่วง มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราจมปลักทำกิจกรรมหนึ่งเป็นเวลานานโดยที่ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย จนทำให้ทั้งร่างกายและสมองเกิดความเคยชิน รู้สึกเบื่อหน่าย จนอ่อนเพลีย ง่วง ตามลำดับ ทางเลือกที่ดี เราควรลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายทุกๆ 60-90 นาที ตั้งแต่เริ่มนั่งทำงาน หรือออกกำลังกายเบาๆ เช่น ยกแขนยกขา สะบัดไปสะบัดมา นอกจากจะช่วยยืดเส้นทำให้ผ่อนคลาย ยังทำให้เรารู้สึกสดชื่น กะปรี้กะเปร่า ส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการแบ่งเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน จะทำให้ใช้สมองได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเอง   2. ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง การแก้ไขปัญหาความง่วงจากภายนอกอาจไม่ได้ผล ต้องแก้จากภายในเลย เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง จะช่วยให้เราหายง่วงได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากคาเฟอีนเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นสมอง ขยายหลอดลมให้อ็อกซิเจนไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกไม่ง่วง หรือง่วงน้อยลงเมื่อดื่มคาเฟอีนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเป็นประจำ ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ เพราะในเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนส่วนใหญ่ มักมีน้ำตาลปริมาณมากควบคู่ด้วย และการดื่มคาเฟอีนที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เรานอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืน หรือช่วงเวลานอนของเรา   3. ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ร่างกายเราตื่นและรู้สึกสดชื่นขึ้นมาไม่มากก็น้อย หรือถ้าหากล้างหน้าแล้วยังไม่หายง่วง ก็ต้องอาบน้ำเลย เคยเป็นไหม เมื่อถึงเวลานอน พอลุกขึ้นไปอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็นอนต่อไม่หลับ ก็เหมือนกับตอนเช้านั่นแหละ ต่อให้ตอนตื่นมาจะง่วงแค่ไหน พออาบน้ำโดนน้ำปุ๊บ ก็ตาสว่าง สติกลับคืนมาทันที เพราะฉะนั้น ถ้าหากง่วงมาก การอาบน้ำก็เป็นทางเลือกที่ดี   4. หาอะไรที่ชื่นชอบทำ เรามักจะเกิดอาการเมื่อยล้า ง่วง อ่อนเพลีย เพราะเราต้องนั่งทำในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบหรือหลงใหล แต่จำเป็นต้องทำเพราะมันคืองาน มันคือภาระของเรา ลองหาเวลาว่างสักนิด หาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ทำได้มาทำ เช่น เล่นเกมในมือถือ, ถักผ้าพันคอ, อ่านนิยาย, คุยเมาท์กับเพื่อน เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้หัวเราะ มีความสุข ไปกับสิ่งที่เราหลงใหลแล้ว จะทำให้ร่างกายเราตื่น เพราะเราสนใจที่จะทำเรื่องนั้น และยังเป็นการผ่อนคลายเราไปในตัว เพราะการทำสิ่งที่ชอบและหลงใหล ต่อให้ทำเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ก็ไม่เบื่อเลยสักนิด   5. งีบหลับพักผ่อน สุดท้ายแล้ว ถ้าหากทำยังไงก็ไม่หายง่วงสักที การงีบหลับไม่เกิน 30 นาที เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ถ้าหากงีบหลับ ควรงีบไม่เกิน 30 นาที เพราะถ้าหากเกินไปกว่านั้นล่ะก็ ร่างกายเราจะเข้าสู่สภาวะหลับลึก แทนที่จะตื่นมาแล้วสดชื่น แต่จะตื่นมาแล้วเพลียแทน เพราะร่างกายเข้าใจว่าเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แน่นอนว่ามันทำให้แย่ลงกว่าเดิม ก่อนจะงีบหลับ แนะนำให้ดื่มกาแฟสักแก้ว เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนในกาแฟ จะทำงานได้ดีหลังจากผ่านไป 30 นาที ถ้าคุณงีบทันทีหลังจากดื่มกาแฟ เมื่อคุณตื่นขึ้น จะทำให้ร่างกายของคุณสดชื่นด้วยฤทธิ์ของคาเฟอีนพอดียังไงล่ะ