5วิธีลืมแฟนเก่าที่ได้ผล

5วิธีลืมแฟนเก่าที่ได้ผล

17 กันยายน 2561

เราทุกคนคงเคยได้ยินว่า

'ความรัก' คือสิ่งสวยงาม

ความรัก เป็นสิ่งที่ทำให้โลกนี้สงบสุข

เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เกิดมา เป็นสิ่งที่ทำให้โลกดำเนินต่อไป

เมื่อใดที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น

ความแตกแยก ความวุ่นวาย ก็จะเกิดขึ้นตามมา

อย่างไรก็ตาม ความรัก ก็ไม่ได้ตามมาด้วยความสงบสุขเสมอไป

บ่อยครั้ง ที่ความรักกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายมนุษย์

ที่โดนกันบ่อยที่สุดคือ ความรักที่ยังคงอยู่

แต่คนที่เรารัก ไม่อยู่ด้วยแล้ว

พูดง่ายๆ ก็คือ เลิกกับแฟนแล้วลืมเขาไม่ได้นั่นแหละ

พอเลิกกับแฟนแล้ว ก็จะเกิดอาการเศร้า คิดมาก เครียด

จนบางคนถึงขั้นคิดสั้น ทำร้ายตัวเอง

เอาแต่คิดมากจนไม่เป็นอันทำอะไร

ที่ลืมแฟนเก่าไม่ได้

5วิธีลืมแฟนเก่าที่ได้ผล

หลายคนเลิกกับแฟนหลายปีแล้ว ก็ยังลืมไม่ได้อยู่ดี

รู้อ๊ะป่าววว ว่านอกจากสลอตจะเป็นเซียนเรื่องการเล่นตลกแล้ว

ยังเป็นเซียนเรื่องความรักด้วยนะ

เจ็บมาเยอะ นกมาเยอะ

วิธีลืมรักเก่านี้ สบ๊ายยยยยย

จดจำ แล้วนำไปใช้กันนะ

1. คิดถึงเรื่องไม่ดีที่เขาทำกับเรา

5วิธีลืมแฟนเก่าที่ได้ผล

สิ่งที่ทำให้เรายังคงฝังใจกับรักครั้งเก่า ไม่ยอมลืมมันสักที

เพราะเรามัวแต่คิดถึงเรื่องดีๆ ความทรงจำดีๆ ที่เคยเกิดขึ้น

การเก็บแต่ความทรงจำดีๆ ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร

แต่ถ้าดันเก็บแต่ความทรงจำดีๆ ในช่วงที่เรายังลืมเขาไม่ได้เนี่ย

มันเป็นอะไรที่นรกกับเรามาก

เรามัวแต่คิดถึงว่า เลิกงานมาเขาก็คอยมารับไปส่งบ้าน ก่อนนอนก็วีดีโอคอลหากันจนหลับคามือถือ

แต่เราไม่เคยคิดถึงว่า สมัยคบกัน เวลาอยู่ด้วยกันเขามัวแต่เล่นเกมไม่สนใจเรา

เขาชอบแอบไปกดหัวใจให้ผู้หญิงเอ็กซ์ๆ

แอบไปแชทกับสาวแล้วลบเพื่อไม่ให้เราจับได้

ไปเที่ยวกลางคืนกับเพื่อน

สัญญาว่าจะกลับเวลานี้ก็ไม่ยอมกลับ ติดต่อได้อีกทีก็เช้า

ปล่อยให้เราเป็นห่วง คิดมากอยู่คนเดียว ไม่รู้ไปไหนกับใคร

จากการเอาแต่คิดถึง พร่ำเพ้อถึงเรื่องดีๆ ที่เขาทำให้เรา

คิดถึงเรื่องที่เขาทำแล้วให้เราปวดหัว หงุดหงิด รู้สึกไม่ดีดูบ้าง

ไม่ว่าแฟนเก่าจะดีขนาดไหน

สลอตเชื่อว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างที่น่าหงุดหงิดบ้างล่ะ

การคิดถึงสิ่งไม่ดีของเขา ตัวตนในแง่ลบของเขา

จะช่วยให้เราลืมเขาได้ง่ายขึ้น

2. ตัดใจเอาข้าวของแฟนเก่าไปทิ้ง

5วิธีลืมแฟนเก่าที่ได้ผล

อาจจะฟังดูง่าย

แต่สลอตว่าสำหรับคนที่ถึงขั้นอยู่กินกับแฟนแล้ว

การตัดใจด้วยการเอาของๆ แฟนเก่าไปทิ้ง

มันลำบากใจกว่าการตัดใจแบบอื่นเสียอีก

อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายเดือน หลายปี

ข้าวของหลายอย่างที่เป็นของเขา ก็กลายเป็นของเราไปบ้างแล้ว

เสื้อยืด กางเกง ถุงเท้า รองเท้า น้ำหอม นาฬิกา

หรือพวกของที่ระลึกอย่างดอกกุหลาบ รูปภาพในกรอบทองสวยงาม

สมัยคบกัน เราใช้ทุกวัน เราเห็นทุกวันจนชินตา

จนมันกลายเป็นหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา

พอถึงวันที่เลิกกัน มันดันย้อนกลับมาทิ่มแทงให้เราเจ็บปวดซะงั้น

จะทิ้งก็ทิ้งไม่ลง เครียด ทำยังไงดี

ขอตอบเลยว่า ถ้ามันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เราตกลงเลี้ยงร่วมกันอย่าง หมา แมว กระต่าย

ทิ้งๆ ไปเถอะ

นอกจากจะช่วยลดปัจจัยที่จะคิดถึงเขาให้น้อยลงแล้ว

ถ้าเรากำลังกุ๊กกิ๊กกับใคร กำลังเริ่มต้นรักครั้งใหม่

แล้วเขารู้ว่าเรายังเก็บของแฟนเก่าเอาไว้อยู่ ไม่ยอมเอาไปทิ้ง

คนใหม่ของเราก็อาจไม่พอใจ จนทิ้งเราไปอีกคน

ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับเรื่องการเก็บของๆ แฟนเก่าได้ทุกคนหรอกนะ

ทิ้งมันไปซะ เพื่อตัวเรา และอนาคตของเรา

...หรือจะเก็บไปขายก็ได้นะ

นอกจากช่วยให้ลืมแล้ว ยังได้เงินโดยไม่ต้องลงทุนมากอีก

กำไรล้วนๆ !!

3. อย่าทำให้ตัวเองมีเวลาว่าง

5วิธีลืมแฟนเก่าที่ได้ผล

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เรายังคงวนเวียนอยู่กับรักครั้งเก่า

คือเราปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่างจนคิดอะไรเพ้อเจ้อแบบนี้

สลอตเข้าใจ

ว่าพออกหักแล้ว มันไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร

หัวใจมันเหนื่อยมากพอแล้ว อย่าทำให้ร่างกายเหนื่อยไปมากกว่านี้เลย

พักผ่อนทั้งตัวและใจดีกว่า

คนที่เจ็บหนักมาก

ถึงขั้นดรอปเรียน ลาออกจากงานเพื่อทำใจก็มี

แต่การปล่อยตัวไปวันๆ มันกลับส่งผลในทางตรงกันข้าม

เพราะมันจะทำให้เรามีเวลาว่าง จนสามารถคิดถึงเขาได้

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ลาออกจากงาน หรือดรอปเรียน

ก็ทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานซะ

มีโอทีก็ทำไป ได้เงินไม่ได้อย่าเพิ่งแคร์ ทำให้ตัวเองไม่ว่างก่อน

ถ้ายังเรียนอยู่ก็อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ทำแบบฝึกหัดล่วงหน้า

ส่วนคนที่ว่างงาน ไม่ได้เรียน หรือส่วนใหญ่มีเวลาว่างอยู่แล้ว

ก็ไปออกกำลังกาย เดินห้าง เดินตลาด เล่นเกม ไปเที่ยวต่างจังหวัด

เอาง่ายๆ ว่า ยังไงก็ได้ ให้มีอะไรทำก็พอ

ต่อให้ในหัวเราจะคิดมาก เวิ่นเว้อ ฟุ้งซ่านมากมายขนาดไหน

ร่างกายเราต้องทำอย่างอื่นที่สวนทางกับความคิดให้ได้

พยายามอย่าจมปลักกับความคิดแย่ๆ

มันยาก แต่ถ้าทำได้ จะสบายมากเลยล่ะ

4. ทำในสิ่งที่ถูกห้ามมาตลอด

5วิธีลืมแฟนเก่าที่ได้ผล

สำหรับคนที่ตกลงคบหากัน

ไม่ว่าจะเป็นคู่ไหน สิ่งที่เหมือนกันทุกคู่คือ

จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยอมลด ละ เลิก การกระทำที่ทำแล้วอีกฝ่ายไม่พอใจ

รวมถึงพยายามทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ

เพื่อให้คู่รักของเราพึงพอใจ

ถ้าเป็นการลด และเพิ่มด้วยเหตุผล และเป็นสิ่งที่ทำแล้วดี

เช่น ให้เราลด ละ เลิกกินเหล้า การเที่ยวกลางคืน

แต่ถ้ามันเป็นคำสั่ง เป็นการบังคับที่ออกแนวจะละเมิดชีวิตเรา

เช่น ต้องยุติความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศทั้งหมด ห้ามไปไหนโดยไม่มีแฟนไปด้วย

จะทำอะไรต้องรายงานเสมอ ต้องตอบแชททุก 5 นาที

ตอนแรกก็คงยอมทำไปเพราะข้าวใหม่ปลามัน

แต่ถ้าเวลาผ่านไป มันจะรู้สึกอึดอัดน่ะสิ

บางคนมีแฟนแล้ว กลายเป็นคนที่ไม่มีเพื่อนทันที

เพราะโดนแฟนบังคับให้เลิกคบกับเพื่อนทั้งหมด เนื่องจากหึงหวง

หรือถ้าแฟนเก่าไม่ใช่คนหึงหวงขนาดนั้น

แต่ห้ามอะไรที่เบาลงมา เช่น ห้ามใส่ขาสั้น ห้ามใส่เสื้อแขนกุด

เมื่อเลิกกันแล้ว

ต่อให้เคยชินกับการกระทำที่โดนแฟนบังคับมากแค่ไหนก็ตาม

ให้ลองทำในสิ่งที่แฟนห้ามมาตลอดดูบ้าง

แต่งตัว แต่งหน้าตามใจชอบ

ไปไหนก็ไม่ต้องมีคนมาคอยจิกคอยจับผิด

เปิดใจคุยกับคนต่างเพศได้โดยไม่ต้องระแวงว่าจะมาทะเลาะกับใครทีหลัง

ได้เที่ยวกลางคืน ได้เที่ยวกับเพื่อน หลังจากไม่ได้เที่ยวมานาน

มันจะช่วยให้ความเป็นของตัวเองของเรากลับคืนมา

เราจะได้ตัวเรา ที่เป็นตัวเราเองจริงๆ กลับคืนมา

ไม่ต้องฝืนทำตัวแบบนั้นแบบนี้เพื่อเอาใจใคร

แล้วเราจะมีความสุขมาก

จนลืมการมีแฟนไปเลย

บางที ความรัก การมีแฟน

ก็ไม่ได้เป็นความสุขสำหรับทุกคน

5. ใช้ชีวิตตามปกติ

5วิธีลืมแฟนเก่าที่ได้ผล

เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด โดยไม่ต้องพยายามทำอะไรแล้ว

แค่ใช้ชีวิตไปตามปกติ

ไม่ต้องไปพยายามหาวิธีเพื่อลืม

ไม่ต้องเครียดว่าทำไมความสัมพันธ์ถึงจบลงแบบนี้

เพียงแค่ทำทุกอย่างให้เหมือนเป็นปกติที่สุด

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ช่วยให้เราลืมแฟนเก่าที่ได้ผลมากที่สุด

คือ 'เวลา'

วินาทีแรกที่เลิกกัน มันสุดจะเจ็บปวด

หนึ่งชั่วโมงถัดมา ก็ยังเจ็บปวดอยู่ ร้องไห้ฟูมฟาย

หนึ่งสัปดาห์ถัดมา ร้องไห้บ้าง ไม่ร้องไห้บ้าง

หนึ่งเดือนถัดมา ไม่ร้องไห้แล้ว แต่ยังคิดถึงอยู่

เมื่อเวลาดำเนินผ่านไปเรื่อยๆ จะช่วยให้เราดีขึ้น

ในความเป็นจริงแล้ว

มันไม่มีหรอก วิธีลืมความทรงจำ นอกจากจะความจำเสื่อม

มีแต่ต้องเติบโตขึ้น เพื่อเรียนรู้ถึงวิธีจัดการอารมณ์ ความรู้สึก

นำอดีตมาเป็นบทเรียนในการใช้ชีวิต

ไม่ให้ซ้ำรอยแผลเดิม

เท่านั้นเอง

สุดท้าย เราจะสามารถจัดการอารมณ์ไม่ให้เศร้า

และเวลาที่ค่อยๆ เดินไป

จะช่วยให้เราค่อยๆ ลืมความรู้สึกเจ็บปวดจากความผิดหวังครั้งนั้นได้เอง

โดยที่เราไม่ต้องพยายามทำอะไรเลย

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5 วิธีเลิกขี้เกียจ

ขี้เกียจ เป็นนิสัยที่ฝังลึกอยู่ในมนุษย์ทุกคนโดยไม่สามารถหาอะไรมาเอามันออกไปได้ เพราะเมื่อเราขี้เกียจ เราจะพบแต่ความสบาย ขี้เกียจทำงานก็ได้นั่งเล่นเกมอยู่บ้าน ขี้เกียจตื่นเช้าก็ได้นอนหลับเต็มอิ่ม ขี้เกียจเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้พักผ่อน แต่ขี้เกียจมันไม่ใช่เรื่องนี้เลย ความขี้เกียจส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนหลายอย่าง เช่น ขี้เกียจทำงานบ้าน ก็ทำให้บ้านสกปรก, ขี้เกียจทำงาน ก็ทำให้เพื่อนร่วมงานเดือดร้อน, ขี้เกียจตื่นนอน ก็ทำให้คนใกล้ตัวเป็นห่วงว่าเรานอนมากไป ไม่สบายอะไรรึเปล่า แต่อย่างที่เกริ่นเอาไว้ ว่ามันเป็นนิสัยที่ฝังลึกลงไปแล้ว จะแก้ได้ยังไงล่ะ? ทุกอย่างย่อมมีทางแก้เสมอ   1. หาแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะลงมือทำอะไร เรามักต้องการแรงบันดาลใจในการทำสิ่งนั้นเสมอ เช่น แรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก คืออยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ การที่เราจะกำจัดความขี้เกียจออกไปได้นั้น เราก็ต้องการแรงบันดาลใจเช่นกัน แรงบันดาลใจที่จะช่วยให้เราหายขี้เกียจได้ ยกตัวอย่างเช่น การคิดว่าถ้าเราไม่ขี้เกียจ ก็จะได้โบนัสเงินเดือนเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ เราจะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่งผลให้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ คนอื่นจะนับถือและเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้น หรือแรงบันดาลใจอื่นตามความชอบความสนใจของแต่ละคน เช่น ถ้าไม่ขี้เกียจ ขยันทำงานมีเงินมากขึ้น จะมีเงินไปกินอาหารอร่อยๆ เป็นต้น 2. เพิ่มภาระหนี้สิน อาจจะฟังดูเป็นวิธีที่โหดร้ายไปหน่อย แต่วิธีนี้เนี่ยแหละ ทำให้คนขี้เกียจถีบตัวเองขึ้นมาเป็นคนขยันสุดๆ หลายคนแล้ว เมื่อเราไม่มีภาระหรือหนี้สินใดๆ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอะไรให้เหนื่อย เพราะชีวิตในฝันที่หลายคนปรารถนาสูงสุด คือชีวิตที่ไม่ต้องเคร่งเครียด ทำงานพอกินพอใช้ ไม่มีหนี้ ซึ่งก็จะทำให้เราขี้เกียจมากขึ้นเรื่อยๆ การเพิ่มภาระหนี้สิน เช่น ผ่อนรถ, ผ่อนคอนโด, ทำบัตรเครดิตใบใหม่ , ลงเรียนเพิ่มเติม, ค่าประกัน ฯลฯ ก็จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เราต้องทำงานตลอดเวลา ห้ามหยุด ถึงมีคติสอนใจขึ้นมาว่า ถ้าเหนื่อย ก็ให้เปิดบิลค่าหนี้ขึ้นมาดู แล้วเราจะรู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร ทำตัวให้เป็นคนมีค่า (ค่าใช้จ่าย) ยิ่งมีค่ามาก ก็จะยิ่งทำให้ขยันมาก 3. คิดถึงผลที่จะตามมา คนที่ขี้้เกียจ เป็นเพราะพวกเขาไม่ค่อยคิดถึงผลที่จะตามมาสักเท่าไหร่นัก คนขี้เกียจมักจะคิดถึงแต่ผลกระทบระยะสั้น เช่น เมื่อขี้เกียจแล้วจะทำให้เพื่อนร่วมงานทำงานลำบากขึ้น หรือ ต้องใช้เงินเดือนชนเดือน แต่ความเดือดร้อนนั่น ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตได้รับการกระทบกระเทือนสักเท่าไหร่ คนขี้เกียจจึงไม่สะทกสะท้าน ขอให้คิดถึงผลกระทบที่ไกลกว่านั้น เช่น อาจจะโดนไล่ออก ไม่จ้างงานต่อ เพราะขี้เกียจเกินไป หรือไม่มีเงินใช้แม้แต่บาทเดียว เพราะขี้เกียจทำงานจนไม่มีรายได้ มองให้กว้าง มองให้ไกล 4. วางแผนอนาคต มันอาจจะเป็นอะไรที่ยากสำหรับคนขี้เกียจ แต่ก็ได้ผลล่ะนะ คนขี้เกียจมักจะเป็นคนที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กับผู้ใหญ่ อยู่กับแฟน มีคนคอยดูแลค่าใช้จ่ายให้ แต่ถ้าในอนาคต เราต้องอยู่คนเดียวล่ะ? แถมถ้าหากว่าเรามีครอบครัว มีลูก ที่ต้องรับผิดชอบล่ะ? ถ้าเรามาขยันในช่วงเวลาที่จวนตัว ก็คงไม่ทัน อะไรจะยากลำบากมากขึ้น รีบขยัน รีบลงมือทำในสิ่งที่อยากทำตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า ค่อยๆ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาในช่วงเวลาที่ยังไม่เหนื่อยและยังไม่กดดันมากเกินไป มันดีกว่ามานั่งกดดันและมาโทษตัวเองเมื่อถึงวันที่มันสายไปแล้ว 5. เลิกผัดวันประกันพรุ่ง จุดเริ่มต้นของความขี้เกียจ คือการผัดวันประกันพรุ่ง มีคำติดปากว่า เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ เอาไว้วันหลังก็ได้ พอถึงวันหลังที่ว่านั่น ก็จะผัดการทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายขี้เกียจทำไปโดยปริยาย ถ้าหากต้องการจะเลิกขี้เกียจ ก็ให้เลิกูด เลิกคิดคำว่า เดี๋ยวก่อน เอาไว้ค่อยทำ นึกอะไรได้ก็ให้ลงมือทำเลย มีงานอะไรเข้ามาก็ให้ลงมือทำเลย ลงมือทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จ หรือจนกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน แล้วค่อยไปพักผ่อนหรือทำอย่างอื่น คนขี้เกียจมักจะอ้างว่า ไม่มีอารมณ์ทำ รอให้มีอารมณ์ก่อน ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวไฟในตัวก็ลุกโชนเองนั่นแหละ ไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น
บทความ

5อนิเมะสยองขวัญแนะนำ

ความกลัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน มันเป็นความรู้สึกที่ฝังลึกในใจเรามาตั้งแต่เกิด แต่พอเราโตมา เราก็ใฝ่หาอยากเสพอะไรที่เกี่ยวกับความกลัว ดูไปก็ระแวงนะ นอนไม่หลับ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำ แต่ก็ยังกลัวอยู่ดี ส่วนใหญ่เรามักจะเสพด้วยการดูหนังผี ฟังรายการเล่าเรื่องผี รวมถึงอ่านเรื่องหลอนจากเว็บไซต์ต่างๆ อีกหนึ่งทางเลือกที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือ อนิเมะสยองขวัญ เพราะเรามักจะชินกับอนิเมะลายเส้นสวย ไม่น่ากลัว ดูไปแล้วก็ตลก แต่ก็ยังมีอนิเมะแนวสยองขวัญที่ทำให้คนนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง ไม่กล้าเข้าห้องน้ำคนเดียวอยู่   1. Yami Shibai อนิเมะสยองขวัญสั้นๆ ตอนละประมาณ 5 นาที Yami Shibai นั้นแปลว่า โรงละครแห่งความมืด ทุกตอน จะเปิดตอนด้วยคุณลุงนักเล่านิทาน ที่ส่งเสียงเรียกผู้ชมให้มาล้อมวงเพื่อนั่งฟังละครแห่งความมืดนี้ แต่ละตอนของอนิเมะ ไม่ได้สยองขวัญแบบเลือดสาด แต่จะเป็นการอ้างอิงเรื่องเล่าสยองขวัญพื้นบ้านของญี่ปุ่น ผสมผสานกับการเสียดสีสัญชาตญาณดิบของมนุษย์แทรกลองไปด้วย โทนภาพของเรื่องนี้ ก็ยังเป็นโทนเก่า ซีด แปลกตา ไม่ได้เป็นอนิเมะที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ปัจจุบัน มีทั้งหมด 7 Season ด้วยกัน ถึงคนจะให้ความคิดเห็นว่า Season แรกน่ากลัวกว่า สยองกว่า Season หลัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความน่ากลัวอะไรเลย ตอนนั่งดูก็ยังมีความระแวงรอบข้างอยู่ ว่าจะมีอะไรโผล่มาไหม   2. Another เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับห้องเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง ในห้องเรียนชั้น ม.3/3 มีคำสาปอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่อาจหนีพ้นได้ เรื่องทั้งหมดเกิดจากเมื่อ 26 ปีที่แล้ว นักเรียนคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้า ครู อาจารย์ และเพื่อนร่วมชั้นที่ยังทำใจไม่ได้ ตัดสินใจทำตัวราวกับว่านักเรียนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งในวันจบการศึกษา พวกเขายังจัดที่นั่งให้กับนักเรียนคนนั้นด้วย เวลาผ่านไป นักเรียนในห้อง ม.3/3 ต่างเสียชีวิตลง หลายฝ่ายเชื่อว่า นี่คือคำสาปของชั้น ม.3/3... หลังจากนั้นทุกปี จะมีนักเรียนเกินมา 1 คนเสมอ เนื่องจากคำสาปจากนักเรียนคนที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงอยู่ แปลว่า เธอยังคงวนเวียนอยู่ในห้องนั่นเอง เหล่าเด็กนักเรียนจำเป็นต้องตามหาให้ได้ว่าใคคือคนตาย และกำจัดออก ถ้าหากเลือกผิด คนที่ตายก็คือคนจริงๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และคำสาปก็ยังคงดำเนินต่อไป นอกจากความหลอน ความซับซ้อนแล้ว ฉากการเสียชีวิตของตัวละครแต่ละตัวก็กลายเป็นภาพติดตาของผู้ชมไปเลย อย่างฉากโดนร่มแทงคอในตำนาน ก็มาจากเรื่อง Another นี่เอง   3. Higurashi no Naku Koro ni ชื่อไทยของเรื่องนี้มี 2 ชื่อ คือ แว่วเสียงเรไร กับ ยามเมื่อเหล่าจั๊กจั่นกรีดร้อง อนิเมะเรื่องนี้จะแบ่งเป็นหลายภาค หลักๆ คือ จะเป็นภาคปริศนา และภาคไขปริศนา ภาคปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro ni ส่วนภาคไขปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro Ni kai ส่วนอนิเมะภาคอื่นนั้น เป็นบทเสริมที่เล่า อดีต อนาคต รวมถึงตัวละครอื่นที่ไม่เคยปรากฎในเนื้อเรื่องหลัก แต่มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก อนิเมะเรื่องนี้จะเล่าถึงตำนานคำสาปของหมู่บ้านฮินามิซาวะ ชาวบ้านเชื่อว่า ที่นี่มีเทพที่ชื่อว่า ท่านโอยาชิโระ คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ในทุกปี หมู่บ้านแห่งนี้จะมีคนตาย 2 คน และคนหายอีก 2 คน ชาวบ้านเชื่อว่านี่เป็นการสังเวยให้กับท่านโอยาชิโระ จนกระทั่งการมาถึงของ มาเอบาระ เคอิจิ หนุ่มจากในเมืองหลวงที่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ เขาเริ่มสงสัยในคำสาป สงสัยในการกระทำของคนในหมู่บ้าน จนเขาได้เจอกับความลับเบื้องหลังของท่านโอยาชิโระ คนที่หายสาบสูญ คนที่ตายไปทุกปี ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่? แว่วเสียงเรไร มีทั้งความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจากคำสาป และการกระทำอันเลือดเย็นของมนุษย์ด้วยกันเอง ที่เลือดสาดไม่เกรงใจกองเซนเซอร์เลย   4. Corpse Party อนิเมะสยอง ที่สร้างขึ้นจากซีรีส์เกม Corpse Party ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ตัวเกมมีหลายภาค ซึ่งความสยองขวัญก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย Corpse Party เป็นอนิเมะสั้นๆ เพียง 4 ตอนจบเท่านั้น เนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนและครูรวมทั้งหมด 9 คน ซึ่งพวกเขาทุกคนมีความหลงใหลในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความลี้ลับ สยองขวัญ พวกเขาชวนกันจับกลุ่มเล่าเรื่องสยองขวัญในอาคารเรียนร้างแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกย้าย นักเรียนคนหนึ่งได้เอ่ยปากขึ้นมาว่า เธอมีเครื่องรางกระดาษรูปคน โดยเครื่องรางนี้มีความเชื่อว่า ถ้าหากคนในกลุ่มฉีกร่างของตุ๊กตาพร้อมกัน ทุกคนจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป แต่ทันทีที่ฉีก เรื่องราวกลับพลิกผัน อาคารเรียนร้างที่พวกเขาอยู่เกิดทรุดตัวลง พวกเขาทุกคนตกลงไปด้านล่าง แทนที่จะตกลงไปเป็นใต้ถุน แต่สิ่งที่พวกเขาเจอ คือสถานที่ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับเหตุการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นอนิเมะตอนสั้น แต่ทั้งความสยองขวัญด้านผีวิญญาณ และเลือดสาดแบบไร้ความปรานี ก็ทำเอาคนดูเสียสุขภาพจิตไปเลย ฉากการตายของตัวละครแต่ละตัว รวมไปถึงปริศนาที่ซ่อนเอาไว้ ก็ทำให้เราปวดหัวจนไมเกรนขึ้นได้เลยล่ะ   5. Gyo หนึ่งในผลงานของเจ้าพ่อการ์ตูนสยองขวัญ อิโต้ จุนจิ ที่ได้รับการทำเป็นอนิเมะ และยังคงความสยองขวัญเอาไว้ได้ เรื่องราวเริ่มต้นจากแก๊งวัยรุ่นหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ออกไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ในขณะที่พวกเขากำลังสนุก (บางคน) อยู่นั้น จู่ๆ บ้านพักของพวกเขาก็ถูกจู่โจมโดยปลาฉลามที่มีขาคล้ายแมงมุม!? มันโจมตีมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม พวกเขาต้องต่อสู้กับปลาฉลามเดินได้อย่างดุเดือด จนสุดท้าย พวกเขาก็พบว่า ไม่ได้มีแค่ฉลามตัวเดียวที่มีขา แต่ปลาทุกตัวที่อยู่ในทะเล มีขาเดินได้กันหมด และพวกมันเริ่มจัดการมนุษย์! เรื่องราวเริ่มโกลาหลขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มากับปลาทะเล จำนวนที่เยอะเกินมนุษย์จะต้าน รวมถึงปริศนาที่อยู่เบื้องหลัง ว่าทำไมปลาถึงมีขาเดินได้? ตอนหลังๆ ยิ่งพีคเข้าไปใหญ่ เมื่อมนุษย์ก็ตกเป็นเหยื่อไปด้วย! เรื่องนี้ขอเตือนเลยว่า ห้ามดูตอนกินข้าว และดูแล้วจะเกลียดปลาไปอีกนาน
บทความ

5วิธีแก้ง่วง

นอกจากคนส่วนใหญ่จะประสบปัญหานอนไม่หลับเมื่อถึงเวลานอนแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เป็นกันทั่วโลกคือ รู้สึกง่วงทั้งวัน! เชื่อว่าทุกคนต้องเป็น ตื่นมาก็ง่วงแล้วอยากนอนต่อ กินข้าวก็ง่วง ทำงานนี่ยิ่งง่วงเข้าไปใหญ่ อยากกลับไปนอน แต่พอถึงบ้านดันนอนไม่หลับซะงั้น? นั่นอาจเป็นเพราะในช่วงเวลากลางวัน เราใช้พลังงานไม่มากพอ จนทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยล้า จนทำให้ไม่ง่วงเมื่อถึงเวลานอนนั่นเอง เราควรทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเรา เหมาะสมกับในแต่ละสถานการณ์ ง่วงไปทำงานไป คงไม่ดีในสายตาหัวหน้าแน่นอน แล้วเราจะแก้ง่วงด้วยวิธีไหนได้บ้างนะ?   1. ยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายเบาๆ อาการง่วง มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราจมปลักทำกิจกรรมหนึ่งเป็นเวลานานโดยที่ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย จนทำให้ทั้งร่างกายและสมองเกิดความเคยชิน รู้สึกเบื่อหน่าย จนอ่อนเพลีย ง่วง ตามลำดับ ทางเลือกที่ดี เราควรลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายทุกๆ 60-90 นาที ตั้งแต่เริ่มนั่งทำงาน หรือออกกำลังกายเบาๆ เช่น ยกแขนยกขา สะบัดไปสะบัดมา นอกจากจะช่วยยืดเส้นทำให้ผ่อนคลาย ยังทำให้เรารู้สึกสดชื่น กะปรี้กะเปร่า ส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการแบ่งเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน จะทำให้ใช้สมองได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเอง   2. ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง การแก้ไขปัญหาความง่วงจากภายนอกอาจไม่ได้ผล ต้องแก้จากภายในเลย เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง จะช่วยให้เราหายง่วงได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากคาเฟอีนเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นสมอง ขยายหลอดลมให้อ็อกซิเจนไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกไม่ง่วง หรือง่วงน้อยลงเมื่อดื่มคาเฟอีนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเป็นประจำ ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ เพราะในเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนส่วนใหญ่ มักมีน้ำตาลปริมาณมากควบคู่ด้วย และการดื่มคาเฟอีนที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เรานอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืน หรือช่วงเวลานอนของเรา   3. ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ร่างกายเราตื่นและรู้สึกสดชื่นขึ้นมาไม่มากก็น้อย หรือถ้าหากล้างหน้าแล้วยังไม่หายง่วง ก็ต้องอาบน้ำเลย เคยเป็นไหม เมื่อถึงเวลานอน พอลุกขึ้นไปอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็นอนต่อไม่หลับ ก็เหมือนกับตอนเช้านั่นแหละ ต่อให้ตอนตื่นมาจะง่วงแค่ไหน พออาบน้ำโดนน้ำปุ๊บ ก็ตาสว่าง สติกลับคืนมาทันที เพราะฉะนั้น ถ้าหากง่วงมาก การอาบน้ำก็เป็นทางเลือกที่ดี   4. หาอะไรที่ชื่นชอบทำ เรามักจะเกิดอาการเมื่อยล้า ง่วง อ่อนเพลีย เพราะเราต้องนั่งทำในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบหรือหลงใหล แต่จำเป็นต้องทำเพราะมันคืองาน มันคือภาระของเรา ลองหาเวลาว่างสักนิด หาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ทำได้มาทำ เช่น เล่นเกมในมือถือ, ถักผ้าพันคอ, อ่านนิยาย, คุยเมาท์กับเพื่อน เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้หัวเราะ มีความสุข ไปกับสิ่งที่เราหลงใหลแล้ว จะทำให้ร่างกายเราตื่น เพราะเราสนใจที่จะทำเรื่องนั้น และยังเป็นการผ่อนคลายเราไปในตัว เพราะการทำสิ่งที่ชอบและหลงใหล ต่อให้ทำเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ก็ไม่เบื่อเลยสักนิด   5. งีบหลับพักผ่อน สุดท้ายแล้ว ถ้าหากทำยังไงก็ไม่หายง่วงสักที การงีบหลับไม่เกิน 30 นาที เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ถ้าหากงีบหลับ ควรงีบไม่เกิน 30 นาที เพราะถ้าหากเกินไปกว่านั้นล่ะก็ ร่างกายเราจะเข้าสู่สภาวะหลับลึก แทนที่จะตื่นมาแล้วสดชื่น แต่จะตื่นมาแล้วเพลียแทน เพราะร่างกายเข้าใจว่าเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แน่นอนว่ามันทำให้แย่ลงกว่าเดิม ก่อนจะงีบหลับ แนะนำให้ดื่มกาแฟสักแก้ว เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนในกาแฟ จะทำงานได้ดีหลังจากผ่านไป 30 นาที ถ้าคุณงีบทันทีหลังจากดื่มกาแฟ เมื่อคุณตื่นขึ้น จะทำให้ร่างกายของคุณสดชื่นด้วยฤทธิ์ของคาเฟอีนพอดียังไงล่ะ
บทความ

5 วิธีช่วยให้นอนหลับง่าย

ปัญหานอนไม่หลับ เป็นปัญหาที่ประสบได้กับคนทุกเพศทุกวัย ต้นเหตุของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป การแก้ปัญหาก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่การแก้ปัญหานอนไม่หลับวิธีหลัก ก็มีไม่กี่วิธี 5 วิธีแก้ปัญหานอนไม่หลับนี้ อาจจะดูน้อยไปหน่อย แต่ประสิทธิภาพสูงแน่นอน   1. ดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆ ก่อนเข้านอน การกินอะไรก่อนเข้านอนอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก สำหรับคนรักสุขภาพและคนที่ดูแลหุ่นเป็นอย่างดี แต่การดื่มน้ำอุ่น จิบชาร้อนก่อนเข้านอน จะช่วยให้ทั้งสมองร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย คล้ายกับการแช่น้ำอุ่น เมื่อร่างกายผ่อนคลายแล้ว จะทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะส่วนใหญ่ที่เรานอนไม่หลับ เนื่องจากเรามีความตึงเครียดอยู่ในสมองโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง หากใครชอบดื่มชา การเลือกชาที่เหมาะสมกับสุขภาพและรสนิยมของตัวเอง ก็ยิ่งทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น หรือใครไม่ซีเรียสเรื่องการลดน้ำหนัก ดื่มนมร้อนก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลย   2. เคลียร์เรื่องที่ค้างคาใจให้เสร็จก่อนนอน อย่างที่เราบอกว่า เรามักจะนอนไม่หลับ เพราะเรามีความเครียดอยู่ในหัวแบบไม่รู้ตัว การนอน คือกิจวัตรประจำวันอย่างสุดท้ายที่เราต้องทำ ก่อนจะลืมตาตื่นต้อนรับวันใหม่ มันต้องผ่านช่วงเวลาทั้งดีและร้ายมาทั้งวัน ไม่แปลกเลยว่าทำไมตอนนอนถึงมีเรื่องให้คิดเยอะแยะเต็มไปหมด และบางทีก็มีเรื่องที่ค้างคาอยู่แต่ไม่ได้ทำให้สำเร็จ เพราะอยากจะนอนก่อนค่อยลุกมาทำด้วย แต่นั่นอาจทำให้เรานอนไม่หลับแทน เพราะเราจะกังวลว่า เราจะตื่นมาทำธุระนั่นทันไหม เราจะลืมสิ่งที่เราคิดว่าจะทำไหม ทางที่ดี ควรทำอะไรที่คุณนึกออกภายในทันที และทำทุกสิ่งที่ควรทำทั้งหมดก่อนจะเข้านอน เช่น ส่งข้อความฝันดีให้แฟน, ล้างเครื่องสำอาง, ทำการบ้านให้ครบทุกวิชา เคลียร์ให้เสร็จก็หลับสบายแล้ว   3. ใช้อุปกรณ์ปรับอากาศ กลิ่นนั้นสำคัญกว่าที่คิด แต่ละสถานที่ ควรจะมีกลิ่นที่แตกต่างกันไป กลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำก็ควรจะอยู่ในห้องน้ำ กลิ่นอาหารก็ควรจะอยู่ในห้องครัว ถ้ามีกลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำในห้องครัว หรือกินอาหารในห้องนอน มันก็จะทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ มันไม่ใช่แค่ความเหมาะสม แต่กลิ่นที่แตกต่างกันในแต่ละสถานที่ ทำให้ร่างกายเรามีปฏิกิริยาตอบรับที่ถูกต้อง ในห้องนอน ซึ่งอาจจะมีกลิ่นอับ หรือไม่มีกลิ่นเลย ให้ลองใช้อุปกรณ์ปรับอากาศ เช่น สเปรย์, เทียนหอม, เครื่องพ่นอโรม่าหอมระเหย เลือกกลิ่นที่ชอบ หรือกลิ่นที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย คลายเครียด จะทำให้การนอนหลับเป็นไปได้ง่ายขึ้น และหลับสนิทยิ่งกว่าเดิม   4. ทำให้สภาพแวดล้อมน่านอนมากที่สุด เวลานอน แต่ละคนก็จะมีวิธีทำให้ตัวเองง่วงด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป เช่น เปิดเพลงฟังทิ้งไว้ตอนนอน, เปิดไฟนอนไม่งั้นนอนไม่หลับ, เล่นโทรศัพท์จนกว่าจะหลับ แต่ช่วงเวลาที่เรานอนหลับ คือช่วงเวลาเดียวที่ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่มากที่สุด ทางที่ดีคือควรจัดห้องนอนให้เงียบ มีแสงไฟน้อย ปราศจากการรบกวนทั้งแสง สี เสียง ให้ได้มากที่สุด จะทำให้คุณหลับได้ง่ายขึ้น และลึกขึ้น เนื่องจากความเงียบสงบทำให้เราพักผ่อนได้อย่างเต็มที่   5. เลิกทำทุกอย่าง พยายามนอนหลับตาอยู่นิ่งๆ บางคน นอนไม่หลับเพราะตกอยู่ในสภาวะเครียด หรือมีอาการป่วยทางจิตโดยที่ไม่รู้ตัว แต่ส่วนใหญ่แล้ว คนสมัยนี้นอนไม่ค่อยหลับ นอนหลับยากกันก็เพราะติดเล่นโทรศัพท์ ติดดูซีรีส์ ติดอ่านนิยายก่อนนอน เพราะมีความคิดว่า นอนไปยังไงก็ไม่หลับเพราะยังไม่ง่วง หาอะไรทำก่อนนอนเพลินๆ ไปเลยดีกว่า นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะมันเป็นกิจกรรมตัวการที่ทำให้เรานอนไม่หลับเลยล่ะ ยิ่งเราทำอะไรต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้สมองของเราไม่ได้หยุดพัก คิดต่อจากสิ่งที่เราอ่านไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นคิดมาก นอนไม่หลับ หากต้องการนอนหลับให้เร็วที่สุด ควรนอนหลับตาอยู่นิ่งๆ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ภายในไม่เกิน 9 นาที คุณจะผล็อยหลับไปโดยที่ไม่รู้ตัวเลยล่ะ