5ข้อดีของฤดูฝน

5ข้อดีของฤดูฝน

12 กันยายน 2561

เดินทางมาถึงช่วงปลายปี 2561 กันแล้ว

เป็นช่วงที่พวกเราคนไทยรอคอยกันมานาน

เพราะจะเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาว แถมยังเป็นช่วงฤดูหนาว

จะทำอะไร จะไปไหน ก็แสนจะสบาย เพราะอากาศเย็นไม่ร้อนเท่าช่วงกลางปี

แต่ก่อนจะเดินทางไปถึงช่วงเวลาแสนสบายนั้น

พวกเราต้องผ่านมรสุมฤดูฝนไปก่อน!

5ข้อดีของฤดูฝน

ประเทศไทย เป็นประเทศที่อากาศร้อนอยู่แล้ว รถก็ติดอยู่แล้ว

พอถึงฤดูฝนนะ อากาศจะร้อนอบอ้าวกว่าเดิม รถก็จะติดหนักกว่าเดิม

เรียกได้ว่าฤดูฝนมีแต่ข้อเสีย เป็นฤดูที่น่ารำคาญที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในความหงุดหงิด ในความน่ารำคาญ

ฤดูฝนก็มีข้อดีของมันเหมือนกันนะ

ถึงข้อเสียจะเยอะไปหน่อยก็เถอะ...

 

1. ใช้เป็นข้ออ้างลางาน

5ข้อดีของฤดูฝน

เป็นข้อดีอันดับต้นๆ ของฤดูฝน ที่หลายคนชื่นชอบกันมากๆ

ทั้งวัยเรียน วัยทำงาน ต่างก็เคยใช้ข้ออ้างแบบนี้กันมาหมดแล้วทั้งนั้นแหละ!

บางทีแถวบ้านเรา ฝนก็ยังไม่ตกหรอก

แต่เช็คมาแล้วว่า แถวที่ทำงานฝนตก

ก็อ้างไปสิ ว่าเนี่ย พี่คะ แถวบ้านหนูฝนตกหนักมาก ออกไปไม่ได้เลย

อะไรนะคะ? แถวออฟฟิศตกปรอยๆ เองหรอ?

ก็ฝนมันไล่จากทางหนูก่อนถึงไปทางพี่น่ะสิ

เนี่ย บ้านหนูมันตกหนักจนน้ำท่วม ขับรถใหญ่ยังออกไปไม่ได้เลย

วันนี้ขออนุญาตลานะคะ /กดตัดสาย

หรือเบาๆ กว่านั้น ก็ใช้ฝนตกเป็นแค่ข้ออ้างสำหรับมาสาย

ฝนตก ถนนลื่น รถชน รถติด กว่าจะขยับก็เป็นชั่วโมงแล้ว

ตอนออกจากบ้านฝนยังไม่ตก มันมาตกระหว่างทาง จะให้ทำยังไง!!

หรือเราอาจจะไม่ต้องใช้ข้ออ้างฝนตกไว้ใช้ลางาน หรือ มาสายก็ได้

เพราะหัวหน้าเราอาจจะเป็นคนที่ใช้ข้ออ้างนั้นเอง..

อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างที่ดูฟังขึ้นที่สุด และคนส่วนใหญ่เป็นแบบนั้นจริงๆ ไม่ได้อ้าง

นั่นก็คือ ตากฝนมาจนไม่สบาย ทำงานไม่ไหว

ช่วงฝนตก จะเป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงหนักมาก

โดยก่อนฝนจะตก อากาศจะร้อนอบอ้าว แต่พอฝนตก ก็เย็นสบาย

หลังจากฝนตกก็ทำให้อากาศเย็นลง ผิดกับก่อนฝนตกลิบลับ

ทั้งร้อน ทั้งเปียก แถมยังเจอกับอากาศเย็น

ทำให้เราไม่สบายได้ง่ายๆ เลย

แต่ใครที่โดนฝนทุกวันแต่ยังสบายดี ก็มีบ้างที่ใช้ข้ออ้างว่าไม่สบาย

เพราะไม่อยากไปทำง๊านนนนน!!

2. นอนหลับสบายมากขึ้น

5ข้อดีของฤดูฝน

ช่วงเวลานอนหลับ เป็นเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน

เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้พักผ่อน

หลังจากที่เหนื่อยล้าทำงาน เรียนหนังสือ ทำธุระมาทั้งวัน

อย่างไรก็ตาม การนอนหลับมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

สำหรับคนที่หลับง่าย หัวถึงหมอนก็หลับเลย คงไม่รู้สึกว่าการนอนหลับมันยากอะไร

แต่สำหรับคนที่หลับยากเนี่ยสิ! จะเหนื่อยขนาดไหน สุดท้ายก็นอนไม่หลับ

กว่าจะหลับได้ก็เช้า เป็นแบบนี้ทุกวัน รู้สึกตัวอีกทีโทรมหมดแล้ว

สาเหตุในการนอนไม่หลับ มีหลายอย่าง เช่น มีเสียงรบกวน, แสงจ้าเกินไป, นอนผิดท่า ฯลฯ

จนทำให้มนุษย์เราต้องคิดหาวิธีให้หลับสบายมากยิ่งขึ้น

ซึ่งก็มีหลายวิธี เช่น เปิดเพลงฟังเพื่อผ่อนคลาย, ซื้อธูปหอม เทียนหอมมาวางในห้อง

และหนึ่งในวิธีที่ฮอตที่สุดในการช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้น

คือการนอนหลับตอนฝนตก

เนื่องด้วยตอนฝนตก อากาศจะเย็นลงกว่าเดิม

ไม่ได้เย็นถึงขั้นหนาวสั่น แต่เป็นอากาศเย็นสบาย

เสียงฝนตกกระทบพื้น กระทบหลังคา กระทบดินไม้ ใบหญ้า

ก็เป็นเสียงของธรรมชาติ ที่ส่งผลให้เรารู้สึกผ่อนคลาย

หลายคนยังมีความเห็นว่า 'กลิ่น' เวลาฝนตก ก็ช่วยให้หลับสบายเช่นกัน

แต่ถ้าฝนตกตอนเช้านี่นรกเลย

จะทำให้เราอยากนอนต่อ จนตื่นสายอดไปทำงาน

แล้วก็ใช้มุกแบบข้อ 1 ฝนตกไปทำงานไม่ได้ (แต่จริงๆ แล้วหลับเพลิน)

3. ฝึกฝนให้เราเป็นคนวางแผนเก่ง

5ข้อดีของฤดูฝน

อาจจะฟังดูแล้วไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่

แต่ลองมานึกดูดีๆ แล้ว

เวลาเราจะออกไปทำธุระ หรือไปเที่ยวแล้วเกิดฝนตกขึ้นมา

เราจะกลายเป็นนักวางแผนทันทีเลย

ถ้าเป็นวันปกติไม่มีเหตุการณ์อะไร เราก็จะไปตามนัดได้โดยไม่ต้องมานั่งปวดหัว

แต่ทันทีที่ฝนตก แน่นอนว่าต้องมีเหตุการณ์รถติดเกิดขึ้น

ดีไม่ดี เส้นทางที่เรากำลังจะไปอาจระบายน้ำไม่ทัน น้ำท่วม ต้องเลี่ยงไปเส้นทางอื่น

นอกจากจะต้องออกจากบ้านก่อนเวลา เพื่อป้องกันการไปสายแล้ว

เรายังต้องศึกษาหาเส้นทางเลี่ยงรถติด เลี่ยงน้ำท่วม เลี่ยงพายุเข้าอีกต่างหาก

ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเดินทางเท่านั้น

แต่ฝนตก ทำให้หลายต่อหลายอย่างเป็นไปอย่างลำบาก

ยกตัวอย่างเช่น คนทำอาชีพค้าขายกลางแจ้ง ฝนตกครั้งหนึ่ง คนก็ไม่มาเดินซื้อของแล้ว

ต้องวางแผนการลงทุน การใช้เงินให้ดี

หากสินค้าเปียกน้ำ เสียหาย ขายไม่ได้ ขาดทุนอีก

หรือสินค้าไม่เสียหาย แต่ขายไม่ได้เพราะฝนตกจนไม่มีคนเดิน ก็อาจจะไม่มีเงินติดกระเป๋าเลย

ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่เดือดร้อนเมื่อฝนตก จนต้องวางแผนเผื่อไว้

เช่น การแสดงกลางแจ้ง, การก่อสร้างกลางแจ้ง ฯลฯ

อย่ามองว่าฝนตกเป็นอุปสรรคจนทำงานไม่ได้

แต่ให้มองว่า เป็นปัญหาที่เราต้องหาวิธีแก้ไข และช่วยฝึกฝนให้เราเก่งขึ้นดีกว่านะ

4. มีโอกาสได้รู้จักกับคนมากขึ้น

5ข้อดีของฤดูฝน

เวลาฝนตก สำหรับคนที่อยู่ในที่ร่ม ก็คงไม่มีปัญหาอะไร

แต่สำหรับคนที่อยู่ข้างนอก กำลังเดินเล่น กำลังเดินทางกลับบ้าน

จำเป็นจะต้องวิ่งหาที่หลบฝนชั่วคราว

ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็น ป้ายรถเมล์, หน้าเซเว่น, ใต้สะพานลอย ประมาณนี้

คนจำนวนมาก หลบอยู่ในที่แคบๆ แถมบรรยากาศยังชวนหงุดหงิด

จะทำอะไรก็ไม่ได้ทำ จะไปไหนก็ไปไม่ได้

หลายคนจึงเลือกที่จะชวนคนที่ติดฝนด้วยกันคุยเล่นแก้เบื่อ

เช่น ฝนตกหนักแบบนี้น่าเบื่อเนอะ, ตกทุกวันเลย

ถ้าถูกคอ ก็คุยต่อกันยาวๆ จนฝนหยุดแล้วก็ยังไม่หยุดคุย

หรือถ้าไม่ชวนคุย ฝนตกช่วยให้เราเห็นถึงความมีน้ำใจของคนแปลกหน้า

เช่น คอยขยับเข้าไปในบริเวณที่ร่ม เพื่อไม่ให้คนที่อยู่ด้านนอกเปียกหนัก

บางคนใจดีมากๆ ก็ยกร่มให้คนแปลกหน้าที่รีบกว่าไปใช้แบบฟรีๆ

หรืออาจจะมีการชวนคนไม่รู้จักที่ยืนหลบฝนอยู่ ขึ้นแท็กซีกลับบ้านทางเดียวกัน

คนที่รู้จักกันอยู่แล้ว ก็มีโอกาสทำให้สนิทกันมากขึ้น

เช่น ขับรถส่วนตัวไปส่งถึงบ้าน จะได้ไม่ต้องตากฝน, ให้ยืมเสื้อกันฝน

บางคนให้นอนพักที่บ้านเพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปลุยฝนเลยก็มี

ท่ามกลางความหงุดหงิด เปียกเนื้อรำคาญตัวเพราะฝนตก

ต่างคนต่างแย่งกันจะกลับบ้าน จะไม่ให้ตัวเองเปียก

ถ้าลองใจเย็น มองหาแต่สิ่งดีๆ

ก็มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นมากมาย

5. ทำให้เราอยู่ติดบ้าน

5ข้อดีของฤดูฝน

หนึ่งในอารมณ์ที่เกิดขึ้นเวลาฝนตก

นั่นก็คือ อารมณ์ขี้เกียจ

ฝนตกแล้วอะ ไม่อยากไปไหนเลย อยากไปก็ไปไม่ได้ ถ้าลุยออกไปก็เปียก เจอแต่รถติด น่าเบื่อ

ช่วงแรกๆ เราก็ยังพอทนได้นั่นแหละ

แต่ถ้าทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ฝนเจ้ากรรมดันตกทุกครั้ง

มันก็น่าเบื่อปะ ทั้งเบื่อที่จะเดินทางตอนฝนตก และเบื่อแต้มบาปของตัวเอง

อะไรจะบาปหนาจนฝนตกทุกครั้งที่ออกจากบ้าน

หรือพอออกไปปุ๊บ กำลังจะกลับบ้าน ฝนก็ตก

น่าหงุดหงิดพอกัน

เมื่อถึงฤดูฝน หรือมีรายงานว่า จะมีพายุเข้า

หลายคนจึงเลือกที่จะอยู่บ้านมากกว่าออกไปเที่ยวที่ไหน

ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ "เบื่อฝนตกรถติด"

ซึ่งการอยู่บ้าน ไม่ออกไปข้างนอกโดยที่ไม่จำเป็น เช่น ออกไปเที่ยว

ก็ถือว่าเป็นข้อดีเลยล่ะ

เพราะเราจะมีโอกาสได้สานสัมพันธ์คนในครอบครัว ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

ได้ใช้เวลาว่างไปกับคนในครอบครัว

หรือใครที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัว ก็จะมีเวลาทำความสะอาดที่พัก

จัดข้าวของให้เป็นระเบียบ

เช็คข้าวของ เก็บของที่เราไม่เคยมีเวลาเก็บเพราะแทบไม่เคยอยู่บ้าน

เราอาจจะได้เจอของที่ทำหายไปในกองรกๆ ที่ไม่เคยไปยุ่ง

อาจจะได้ระบายเรื่องทุกข์ใจให้คนในบ้านฟัง จนเชื่อใจกันมากขึ้น

และที่สำคัญที่สุดคือ เราได้พักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ

เพราะไม่ได้ออกไปเจอใคร ที่ไหน อยู่กับตัวเอง พักผ่อนเงียบๆ ฟังเสียงฝนตก

เห็นมั้ย ฝนตกมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นเลยนะ

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5 วิธีเลิกขี้เกียจ

ขี้เกียจ เป็นนิสัยที่ฝังลึกอยู่ในมนุษย์ทุกคนโดยไม่สามารถหาอะไรมาเอามันออกไปได้ เพราะเมื่อเราขี้เกียจ เราจะพบแต่ความสบาย ขี้เกียจทำงานก็ได้นั่งเล่นเกมอยู่บ้าน ขี้เกียจตื่นเช้าก็ได้นอนหลับเต็มอิ่ม ขี้เกียจเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้พักผ่อน แต่ขี้เกียจมันไม่ใช่เรื่องนี้เลย ความขี้เกียจส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนหลายอย่าง เช่น ขี้เกียจทำงานบ้าน ก็ทำให้บ้านสกปรก, ขี้เกียจทำงาน ก็ทำให้เพื่อนร่วมงานเดือดร้อน, ขี้เกียจตื่นนอน ก็ทำให้คนใกล้ตัวเป็นห่วงว่าเรานอนมากไป ไม่สบายอะไรรึเปล่า แต่อย่างที่เกริ่นเอาไว้ ว่ามันเป็นนิสัยที่ฝังลึกลงไปแล้ว จะแก้ได้ยังไงล่ะ? ทุกอย่างย่อมมีทางแก้เสมอ   1. หาแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะลงมือทำอะไร เรามักต้องการแรงบันดาลใจในการทำสิ่งนั้นเสมอ เช่น แรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก คืออยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ การที่เราจะกำจัดความขี้เกียจออกไปได้นั้น เราก็ต้องการแรงบันดาลใจเช่นกัน แรงบันดาลใจที่จะช่วยให้เราหายขี้เกียจได้ ยกตัวอย่างเช่น การคิดว่าถ้าเราไม่ขี้เกียจ ก็จะได้โบนัสเงินเดือนเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ เราจะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่งผลให้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ คนอื่นจะนับถือและเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้น หรือแรงบันดาลใจอื่นตามความชอบความสนใจของแต่ละคน เช่น ถ้าไม่ขี้เกียจ ขยันทำงานมีเงินมากขึ้น จะมีเงินไปกินอาหารอร่อยๆ เป็นต้น 2. เพิ่มภาระหนี้สิน อาจจะฟังดูเป็นวิธีที่โหดร้ายไปหน่อย แต่วิธีนี้เนี่ยแหละ ทำให้คนขี้เกียจถีบตัวเองขึ้นมาเป็นคนขยันสุดๆ หลายคนแล้ว เมื่อเราไม่มีภาระหรือหนี้สินใดๆ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอะไรให้เหนื่อย เพราะชีวิตในฝันที่หลายคนปรารถนาสูงสุด คือชีวิตที่ไม่ต้องเคร่งเครียด ทำงานพอกินพอใช้ ไม่มีหนี้ ซึ่งก็จะทำให้เราขี้เกียจมากขึ้นเรื่อยๆ การเพิ่มภาระหนี้สิน เช่น ผ่อนรถ, ผ่อนคอนโด, ทำบัตรเครดิตใบใหม่ , ลงเรียนเพิ่มเติม, ค่าประกัน ฯลฯ ก็จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เราต้องทำงานตลอดเวลา ห้ามหยุด ถึงมีคติสอนใจขึ้นมาว่า ถ้าเหนื่อย ก็ให้เปิดบิลค่าหนี้ขึ้นมาดู แล้วเราจะรู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร ทำตัวให้เป็นคนมีค่า (ค่าใช้จ่าย) ยิ่งมีค่ามาก ก็จะยิ่งทำให้ขยันมาก 3. คิดถึงผลที่จะตามมา คนที่ขี้้เกียจ เป็นเพราะพวกเขาไม่ค่อยคิดถึงผลที่จะตามมาสักเท่าไหร่นัก คนขี้เกียจมักจะคิดถึงแต่ผลกระทบระยะสั้น เช่น เมื่อขี้เกียจแล้วจะทำให้เพื่อนร่วมงานทำงานลำบากขึ้น หรือ ต้องใช้เงินเดือนชนเดือน แต่ความเดือดร้อนนั่น ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตได้รับการกระทบกระเทือนสักเท่าไหร่ คนขี้เกียจจึงไม่สะทกสะท้าน ขอให้คิดถึงผลกระทบที่ไกลกว่านั้น เช่น อาจจะโดนไล่ออก ไม่จ้างงานต่อ เพราะขี้เกียจเกินไป หรือไม่มีเงินใช้แม้แต่บาทเดียว เพราะขี้เกียจทำงานจนไม่มีรายได้ มองให้กว้าง มองให้ไกล 4. วางแผนอนาคต มันอาจจะเป็นอะไรที่ยากสำหรับคนขี้เกียจ แต่ก็ได้ผลล่ะนะ คนขี้เกียจมักจะเป็นคนที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กับผู้ใหญ่ อยู่กับแฟน มีคนคอยดูแลค่าใช้จ่ายให้ แต่ถ้าในอนาคต เราต้องอยู่คนเดียวล่ะ? แถมถ้าหากว่าเรามีครอบครัว มีลูก ที่ต้องรับผิดชอบล่ะ? ถ้าเรามาขยันในช่วงเวลาที่จวนตัว ก็คงไม่ทัน อะไรจะยากลำบากมากขึ้น รีบขยัน รีบลงมือทำในสิ่งที่อยากทำตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า ค่อยๆ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาในช่วงเวลาที่ยังไม่เหนื่อยและยังไม่กดดันมากเกินไป มันดีกว่ามานั่งกดดันและมาโทษตัวเองเมื่อถึงวันที่มันสายไปแล้ว 5. เลิกผัดวันประกันพรุ่ง จุดเริ่มต้นของความขี้เกียจ คือการผัดวันประกันพรุ่ง มีคำติดปากว่า เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ เอาไว้วันหลังก็ได้ พอถึงวันหลังที่ว่านั่น ก็จะผัดการทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายขี้เกียจทำไปโดยปริยาย ถ้าหากต้องการจะเลิกขี้เกียจ ก็ให้เลิกูด เลิกคิดคำว่า เดี๋ยวก่อน เอาไว้ค่อยทำ นึกอะไรได้ก็ให้ลงมือทำเลย มีงานอะไรเข้ามาก็ให้ลงมือทำเลย ลงมือทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จ หรือจนกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน แล้วค่อยไปพักผ่อนหรือทำอย่างอื่น คนขี้เกียจมักจะอ้างว่า ไม่มีอารมณ์ทำ รอให้มีอารมณ์ก่อน ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวไฟในตัวก็ลุกโชนเองนั่นแหละ ไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น
บทความ

5อนิเมะสยองขวัญแนะนำ

ความกลัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน มันเป็นความรู้สึกที่ฝังลึกในใจเรามาตั้งแต่เกิด แต่พอเราโตมา เราก็ใฝ่หาอยากเสพอะไรที่เกี่ยวกับความกลัว ดูไปก็ระแวงนะ นอนไม่หลับ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำ แต่ก็ยังกลัวอยู่ดี ส่วนใหญ่เรามักจะเสพด้วยการดูหนังผี ฟังรายการเล่าเรื่องผี รวมถึงอ่านเรื่องหลอนจากเว็บไซต์ต่างๆ อีกหนึ่งทางเลือกที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือ อนิเมะสยองขวัญ เพราะเรามักจะชินกับอนิเมะลายเส้นสวย ไม่น่ากลัว ดูไปแล้วก็ตลก แต่ก็ยังมีอนิเมะแนวสยองขวัญที่ทำให้คนนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง ไม่กล้าเข้าห้องน้ำคนเดียวอยู่   1. Yami Shibai อนิเมะสยองขวัญสั้นๆ ตอนละประมาณ 5 นาที Yami Shibai นั้นแปลว่า โรงละครแห่งความมืด ทุกตอน จะเปิดตอนด้วยคุณลุงนักเล่านิทาน ที่ส่งเสียงเรียกผู้ชมให้มาล้อมวงเพื่อนั่งฟังละครแห่งความมืดนี้ แต่ละตอนของอนิเมะ ไม่ได้สยองขวัญแบบเลือดสาด แต่จะเป็นการอ้างอิงเรื่องเล่าสยองขวัญพื้นบ้านของญี่ปุ่น ผสมผสานกับการเสียดสีสัญชาตญาณดิบของมนุษย์แทรกลองไปด้วย โทนภาพของเรื่องนี้ ก็ยังเป็นโทนเก่า ซีด แปลกตา ไม่ได้เป็นอนิเมะที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ปัจจุบัน มีทั้งหมด 7 Season ด้วยกัน ถึงคนจะให้ความคิดเห็นว่า Season แรกน่ากลัวกว่า สยองกว่า Season หลัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความน่ากลัวอะไรเลย ตอนนั่งดูก็ยังมีความระแวงรอบข้างอยู่ ว่าจะมีอะไรโผล่มาไหม   2. Another เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับห้องเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง ในห้องเรียนชั้น ม.3/3 มีคำสาปอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่อาจหนีพ้นได้ เรื่องทั้งหมดเกิดจากเมื่อ 26 ปีที่แล้ว นักเรียนคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้า ครู อาจารย์ และเพื่อนร่วมชั้นที่ยังทำใจไม่ได้ ตัดสินใจทำตัวราวกับว่านักเรียนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งในวันจบการศึกษา พวกเขายังจัดที่นั่งให้กับนักเรียนคนนั้นด้วย เวลาผ่านไป นักเรียนในห้อง ม.3/3 ต่างเสียชีวิตลง หลายฝ่ายเชื่อว่า นี่คือคำสาปของชั้น ม.3/3... หลังจากนั้นทุกปี จะมีนักเรียนเกินมา 1 คนเสมอ เนื่องจากคำสาปจากนักเรียนคนที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงอยู่ แปลว่า เธอยังคงวนเวียนอยู่ในห้องนั่นเอง เหล่าเด็กนักเรียนจำเป็นต้องตามหาให้ได้ว่าใคคือคนตาย และกำจัดออก ถ้าหากเลือกผิด คนที่ตายก็คือคนจริงๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และคำสาปก็ยังคงดำเนินต่อไป นอกจากความหลอน ความซับซ้อนแล้ว ฉากการเสียชีวิตของตัวละครแต่ละตัวก็กลายเป็นภาพติดตาของผู้ชมไปเลย อย่างฉากโดนร่มแทงคอในตำนาน ก็มาจากเรื่อง Another นี่เอง   3. Higurashi no Naku Koro ni ชื่อไทยของเรื่องนี้มี 2 ชื่อ คือ แว่วเสียงเรไร กับ ยามเมื่อเหล่าจั๊กจั่นกรีดร้อง อนิเมะเรื่องนี้จะแบ่งเป็นหลายภาค หลักๆ คือ จะเป็นภาคปริศนา และภาคไขปริศนา ภาคปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro ni ส่วนภาคไขปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro Ni kai ส่วนอนิเมะภาคอื่นนั้น เป็นบทเสริมที่เล่า อดีต อนาคต รวมถึงตัวละครอื่นที่ไม่เคยปรากฎในเนื้อเรื่องหลัก แต่มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก อนิเมะเรื่องนี้จะเล่าถึงตำนานคำสาปของหมู่บ้านฮินามิซาวะ ชาวบ้านเชื่อว่า ที่นี่มีเทพที่ชื่อว่า ท่านโอยาชิโระ คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ในทุกปี หมู่บ้านแห่งนี้จะมีคนตาย 2 คน และคนหายอีก 2 คน ชาวบ้านเชื่อว่านี่เป็นการสังเวยให้กับท่านโอยาชิโระ จนกระทั่งการมาถึงของ มาเอบาระ เคอิจิ หนุ่มจากในเมืองหลวงที่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ เขาเริ่มสงสัยในคำสาป สงสัยในการกระทำของคนในหมู่บ้าน จนเขาได้เจอกับความลับเบื้องหลังของท่านโอยาชิโระ คนที่หายสาบสูญ คนที่ตายไปทุกปี ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่? แว่วเสียงเรไร มีทั้งความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจากคำสาป และการกระทำอันเลือดเย็นของมนุษย์ด้วยกันเอง ที่เลือดสาดไม่เกรงใจกองเซนเซอร์เลย   4. Corpse Party อนิเมะสยอง ที่สร้างขึ้นจากซีรีส์เกม Corpse Party ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ตัวเกมมีหลายภาค ซึ่งความสยองขวัญก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย Corpse Party เป็นอนิเมะสั้นๆ เพียง 4 ตอนจบเท่านั้น เนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนและครูรวมทั้งหมด 9 คน ซึ่งพวกเขาทุกคนมีความหลงใหลในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความลี้ลับ สยองขวัญ พวกเขาชวนกันจับกลุ่มเล่าเรื่องสยองขวัญในอาคารเรียนร้างแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกย้าย นักเรียนคนหนึ่งได้เอ่ยปากขึ้นมาว่า เธอมีเครื่องรางกระดาษรูปคน โดยเครื่องรางนี้มีความเชื่อว่า ถ้าหากคนในกลุ่มฉีกร่างของตุ๊กตาพร้อมกัน ทุกคนจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป แต่ทันทีที่ฉีก เรื่องราวกลับพลิกผัน อาคารเรียนร้างที่พวกเขาอยู่เกิดทรุดตัวลง พวกเขาทุกคนตกลงไปด้านล่าง แทนที่จะตกลงไปเป็นใต้ถุน แต่สิ่งที่พวกเขาเจอ คือสถานที่ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับเหตุการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นอนิเมะตอนสั้น แต่ทั้งความสยองขวัญด้านผีวิญญาณ และเลือดสาดแบบไร้ความปรานี ก็ทำเอาคนดูเสียสุขภาพจิตไปเลย ฉากการตายของตัวละครแต่ละตัว รวมไปถึงปริศนาที่ซ่อนเอาไว้ ก็ทำให้เราปวดหัวจนไมเกรนขึ้นได้เลยล่ะ   5. Gyo หนึ่งในผลงานของเจ้าพ่อการ์ตูนสยองขวัญ อิโต้ จุนจิ ที่ได้รับการทำเป็นอนิเมะ และยังคงความสยองขวัญเอาไว้ได้ เรื่องราวเริ่มต้นจากแก๊งวัยรุ่นหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ออกไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ในขณะที่พวกเขากำลังสนุก (บางคน) อยู่นั้น จู่ๆ บ้านพักของพวกเขาก็ถูกจู่โจมโดยปลาฉลามที่มีขาคล้ายแมงมุม!? มันโจมตีมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม พวกเขาต้องต่อสู้กับปลาฉลามเดินได้อย่างดุเดือด จนสุดท้าย พวกเขาก็พบว่า ไม่ได้มีแค่ฉลามตัวเดียวที่มีขา แต่ปลาทุกตัวที่อยู่ในทะเล มีขาเดินได้กันหมด และพวกมันเริ่มจัดการมนุษย์! เรื่องราวเริ่มโกลาหลขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มากับปลาทะเล จำนวนที่เยอะเกินมนุษย์จะต้าน รวมถึงปริศนาที่อยู่เบื้องหลัง ว่าทำไมปลาถึงมีขาเดินได้? ตอนหลังๆ ยิ่งพีคเข้าไปใหญ่ เมื่อมนุษย์ก็ตกเป็นเหยื่อไปด้วย! เรื่องนี้ขอเตือนเลยว่า ห้ามดูตอนกินข้าว และดูแล้วจะเกลียดปลาไปอีกนาน
บทความ

5วิธีแก้ง่วง

นอกจากคนส่วนใหญ่จะประสบปัญหานอนไม่หลับเมื่อถึงเวลานอนแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เป็นกันทั่วโลกคือ รู้สึกง่วงทั้งวัน! เชื่อว่าทุกคนต้องเป็น ตื่นมาก็ง่วงแล้วอยากนอนต่อ กินข้าวก็ง่วง ทำงานนี่ยิ่งง่วงเข้าไปใหญ่ อยากกลับไปนอน แต่พอถึงบ้านดันนอนไม่หลับซะงั้น? นั่นอาจเป็นเพราะในช่วงเวลากลางวัน เราใช้พลังงานไม่มากพอ จนทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยล้า จนทำให้ไม่ง่วงเมื่อถึงเวลานอนนั่นเอง เราควรทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเรา เหมาะสมกับในแต่ละสถานการณ์ ง่วงไปทำงานไป คงไม่ดีในสายตาหัวหน้าแน่นอน แล้วเราจะแก้ง่วงด้วยวิธีไหนได้บ้างนะ?   1. ยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายเบาๆ อาการง่วง มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราจมปลักทำกิจกรรมหนึ่งเป็นเวลานานโดยที่ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย จนทำให้ทั้งร่างกายและสมองเกิดความเคยชิน รู้สึกเบื่อหน่าย จนอ่อนเพลีย ง่วง ตามลำดับ ทางเลือกที่ดี เราควรลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายทุกๆ 60-90 นาที ตั้งแต่เริ่มนั่งทำงาน หรือออกกำลังกายเบาๆ เช่น ยกแขนยกขา สะบัดไปสะบัดมา นอกจากจะช่วยยืดเส้นทำให้ผ่อนคลาย ยังทำให้เรารู้สึกสดชื่น กะปรี้กะเปร่า ส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการแบ่งเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน จะทำให้ใช้สมองได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเอง   2. ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง การแก้ไขปัญหาความง่วงจากภายนอกอาจไม่ได้ผล ต้องแก้จากภายในเลย เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง จะช่วยให้เราหายง่วงได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากคาเฟอีนเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นสมอง ขยายหลอดลมให้อ็อกซิเจนไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกไม่ง่วง หรือง่วงน้อยลงเมื่อดื่มคาเฟอีนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเป็นประจำ ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ เพราะในเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนส่วนใหญ่ มักมีน้ำตาลปริมาณมากควบคู่ด้วย และการดื่มคาเฟอีนที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เรานอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืน หรือช่วงเวลานอนของเรา   3. ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ร่างกายเราตื่นและรู้สึกสดชื่นขึ้นมาไม่มากก็น้อย หรือถ้าหากล้างหน้าแล้วยังไม่หายง่วง ก็ต้องอาบน้ำเลย เคยเป็นไหม เมื่อถึงเวลานอน พอลุกขึ้นไปอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็นอนต่อไม่หลับ ก็เหมือนกับตอนเช้านั่นแหละ ต่อให้ตอนตื่นมาจะง่วงแค่ไหน พออาบน้ำโดนน้ำปุ๊บ ก็ตาสว่าง สติกลับคืนมาทันที เพราะฉะนั้น ถ้าหากง่วงมาก การอาบน้ำก็เป็นทางเลือกที่ดี   4. หาอะไรที่ชื่นชอบทำ เรามักจะเกิดอาการเมื่อยล้า ง่วง อ่อนเพลีย เพราะเราต้องนั่งทำในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบหรือหลงใหล แต่จำเป็นต้องทำเพราะมันคืองาน มันคือภาระของเรา ลองหาเวลาว่างสักนิด หาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ทำได้มาทำ เช่น เล่นเกมในมือถือ, ถักผ้าพันคอ, อ่านนิยาย, คุยเมาท์กับเพื่อน เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้หัวเราะ มีความสุข ไปกับสิ่งที่เราหลงใหลแล้ว จะทำให้ร่างกายเราตื่น เพราะเราสนใจที่จะทำเรื่องนั้น และยังเป็นการผ่อนคลายเราไปในตัว เพราะการทำสิ่งที่ชอบและหลงใหล ต่อให้ทำเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ก็ไม่เบื่อเลยสักนิด   5. งีบหลับพักผ่อน สุดท้ายแล้ว ถ้าหากทำยังไงก็ไม่หายง่วงสักที การงีบหลับไม่เกิน 30 นาที เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ถ้าหากงีบหลับ ควรงีบไม่เกิน 30 นาที เพราะถ้าหากเกินไปกว่านั้นล่ะก็ ร่างกายเราจะเข้าสู่สภาวะหลับลึก แทนที่จะตื่นมาแล้วสดชื่น แต่จะตื่นมาแล้วเพลียแทน เพราะร่างกายเข้าใจว่าเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แน่นอนว่ามันทำให้แย่ลงกว่าเดิม ก่อนจะงีบหลับ แนะนำให้ดื่มกาแฟสักแก้ว เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนในกาแฟ จะทำงานได้ดีหลังจากผ่านไป 30 นาที ถ้าคุณงีบทันทีหลังจากดื่มกาแฟ เมื่อคุณตื่นขึ้น จะทำให้ร่างกายของคุณสดชื่นด้วยฤทธิ์ของคาเฟอีนพอดียังไงล่ะ
บทความ

5 วิธีช่วยให้นอนหลับง่าย

ปัญหานอนไม่หลับ เป็นปัญหาที่ประสบได้กับคนทุกเพศทุกวัย ต้นเหตุของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป การแก้ปัญหาก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่การแก้ปัญหานอนไม่หลับวิธีหลัก ก็มีไม่กี่วิธี 5 วิธีแก้ปัญหานอนไม่หลับนี้ อาจจะดูน้อยไปหน่อย แต่ประสิทธิภาพสูงแน่นอน   1. ดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆ ก่อนเข้านอน การกินอะไรก่อนเข้านอนอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก สำหรับคนรักสุขภาพและคนที่ดูแลหุ่นเป็นอย่างดี แต่การดื่มน้ำอุ่น จิบชาร้อนก่อนเข้านอน จะช่วยให้ทั้งสมองร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย คล้ายกับการแช่น้ำอุ่น เมื่อร่างกายผ่อนคลายแล้ว จะทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะส่วนใหญ่ที่เรานอนไม่หลับ เนื่องจากเรามีความตึงเครียดอยู่ในสมองโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง หากใครชอบดื่มชา การเลือกชาที่เหมาะสมกับสุขภาพและรสนิยมของตัวเอง ก็ยิ่งทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น หรือใครไม่ซีเรียสเรื่องการลดน้ำหนัก ดื่มนมร้อนก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลย   2. เคลียร์เรื่องที่ค้างคาใจให้เสร็จก่อนนอน อย่างที่เราบอกว่า เรามักจะนอนไม่หลับ เพราะเรามีความเครียดอยู่ในหัวแบบไม่รู้ตัว การนอน คือกิจวัตรประจำวันอย่างสุดท้ายที่เราต้องทำ ก่อนจะลืมตาตื่นต้อนรับวันใหม่ มันต้องผ่านช่วงเวลาทั้งดีและร้ายมาทั้งวัน ไม่แปลกเลยว่าทำไมตอนนอนถึงมีเรื่องให้คิดเยอะแยะเต็มไปหมด และบางทีก็มีเรื่องที่ค้างคาอยู่แต่ไม่ได้ทำให้สำเร็จ เพราะอยากจะนอนก่อนค่อยลุกมาทำด้วย แต่นั่นอาจทำให้เรานอนไม่หลับแทน เพราะเราจะกังวลว่า เราจะตื่นมาทำธุระนั่นทันไหม เราจะลืมสิ่งที่เราคิดว่าจะทำไหม ทางที่ดี ควรทำอะไรที่คุณนึกออกภายในทันที และทำทุกสิ่งที่ควรทำทั้งหมดก่อนจะเข้านอน เช่น ส่งข้อความฝันดีให้แฟน, ล้างเครื่องสำอาง, ทำการบ้านให้ครบทุกวิชา เคลียร์ให้เสร็จก็หลับสบายแล้ว   3. ใช้อุปกรณ์ปรับอากาศ กลิ่นนั้นสำคัญกว่าที่คิด แต่ละสถานที่ ควรจะมีกลิ่นที่แตกต่างกันไป กลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำก็ควรจะอยู่ในห้องน้ำ กลิ่นอาหารก็ควรจะอยู่ในห้องครัว ถ้ามีกลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำในห้องครัว หรือกินอาหารในห้องนอน มันก็จะทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ มันไม่ใช่แค่ความเหมาะสม แต่กลิ่นที่แตกต่างกันในแต่ละสถานที่ ทำให้ร่างกายเรามีปฏิกิริยาตอบรับที่ถูกต้อง ในห้องนอน ซึ่งอาจจะมีกลิ่นอับ หรือไม่มีกลิ่นเลย ให้ลองใช้อุปกรณ์ปรับอากาศ เช่น สเปรย์, เทียนหอม, เครื่องพ่นอโรม่าหอมระเหย เลือกกลิ่นที่ชอบ หรือกลิ่นที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย คลายเครียด จะทำให้การนอนหลับเป็นไปได้ง่ายขึ้น และหลับสนิทยิ่งกว่าเดิม   4. ทำให้สภาพแวดล้อมน่านอนมากที่สุด เวลานอน แต่ละคนก็จะมีวิธีทำให้ตัวเองง่วงด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป เช่น เปิดเพลงฟังทิ้งไว้ตอนนอน, เปิดไฟนอนไม่งั้นนอนไม่หลับ, เล่นโทรศัพท์จนกว่าจะหลับ แต่ช่วงเวลาที่เรานอนหลับ คือช่วงเวลาเดียวที่ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่มากที่สุด ทางที่ดีคือควรจัดห้องนอนให้เงียบ มีแสงไฟน้อย ปราศจากการรบกวนทั้งแสง สี เสียง ให้ได้มากที่สุด จะทำให้คุณหลับได้ง่ายขึ้น และลึกขึ้น เนื่องจากความเงียบสงบทำให้เราพักผ่อนได้อย่างเต็มที่   5. เลิกทำทุกอย่าง พยายามนอนหลับตาอยู่นิ่งๆ บางคน นอนไม่หลับเพราะตกอยู่ในสภาวะเครียด หรือมีอาการป่วยทางจิตโดยที่ไม่รู้ตัว แต่ส่วนใหญ่แล้ว คนสมัยนี้นอนไม่ค่อยหลับ นอนหลับยากกันก็เพราะติดเล่นโทรศัพท์ ติดดูซีรีส์ ติดอ่านนิยายก่อนนอน เพราะมีความคิดว่า นอนไปยังไงก็ไม่หลับเพราะยังไม่ง่วง หาอะไรทำก่อนนอนเพลินๆ ไปเลยดีกว่า นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะมันเป็นกิจกรรมตัวการที่ทำให้เรานอนไม่หลับเลยล่ะ ยิ่งเราทำอะไรต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้สมองของเราไม่ได้หยุดพัก คิดต่อจากสิ่งที่เราอ่านไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นคิดมาก นอนไม่หลับ หากต้องการนอนหลับให้เร็วที่สุด ควรนอนหลับตาอยู่นิ่งๆ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ภายในไม่เกิน 9 นาที คุณจะผล็อยหลับไปโดยที่ไม่รู้ตัวเลยล่ะ