5 ประเทศที่ได้แชมป์บอลโลกมากที่สุด

5 ประเทศที่ได้แชมป์บอลโลกมากที่สุด

19 มิถุนายน 2561

หลังจากแฟนบอลต้องรอคอยมานานถึง 4 ปี

ในที่สุดอีเวนท์ครั้งใหญ่ที่คนทั้งโลกรอคอยก็มาถึงอีกครั้ง

กับบอลโลกที่ 4 ปีจะจัดขึ้นเพียงครั้งเดียว!

สำหรับคนที่ติดตามกีฬาฟุตบอลมา

ก็คงจะพอรู้แล้วว่า ควรจะต้องเชียร์ทีมชาติไหน

ทีมชาติไหนโดดเด่นในปีนี้ ทีมชาติไหนที่น่าสนใจมากที่สุด

แต่ก็ยังมีหลายคนที่เพิ่งติดตามวงการฟุตบอล

ยังไม่ค่อยมั่นใจว่าควรจะเชียร์ทีมไหน

เกิดพลาดมาแล้วโดนคนรอบข้างแซวนี่เขินแย่

งั้นเรามาดูกันดีกว่า ว่าทีมชาติไหนที่มีสถิติคว้าแชมป์มากที่สุด

ถ้าอ่านจนจบแล้ว เชื่อว่าหลายคนที่เพิ่งติดตามวงการฟุตบอล

น่าจะเลือกได้ว่าควรจะเชียร์ทีมไหนดี

5. ประเทศอุรุกวัย
แชมป์บอลโลก 2 ครั้ง

5 ประเทศที่ได้แชมป์บอลโลกมากที่สุด

เป็นประเทศหนึ่งที่คนไม่ดูบอลจะไม่ค่อยรู้มากนัก ว่าโหดแค่ไหน

แต่สำหรับคนที่ติดตามบอลโลก จะรู้เลยว่า

อุรุกวัยเป็นประเทศหนึ่งที่ดุเดือดมากจริงๆ

โดยในบอลโลกปี ค.ศ. 1930 ซึ่งเป็นปีที่จัดบอลโลกเป็นปีแรก

อุรุกวัยได้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันครั้งนั้น

ซึ่งในรอบชิงชนะเลิศ อุรุกวัยต้องเผชิญหน้ากับทีมชาติอาร์เจนตินา

ทีมชาติในดวงใจของใครหลายคน

ซึ่งในการแข่งขันดังกล่าว อุรุกวัยสามารถชนะอาร์เจนตินาได้

ด้วยสกอร์ 4 ต่อ 2 คะแนน

และอีกครั้งหนึ่งที่อุรุกวัยสามารถคว้าแชมป์มาได้

คือในบอลโลกปี ค.ศ. 1950

อุรุกวัยได้เข้ารอบชิงชนะเลิศกับทีมชาติบราซิล

ทีมชาติที่ขึ้นชื่อว่าโหด ดุเดือดที่สุดในการแข่งขันบอลโลก

แม้ว่าในปีดังกล่าว บราซิลจะเป็นเจ้าภาพ

แต่อุรุกวัยก็สามารถทำประตูชนะเฉือนเจ้าภาพไปได้

ด้วยสกอร์ 2 ต่อ 1 คะแนน

สำหรับในปี 2018 นี้ อุรุกวัยก็น่าจับตามองอย่างมาก

แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นการแข่งขัน

แต่ฟอร์มของอุรุกวัยก็โดดเด่นมาก

เป็นทีมหนึ่งที่น่าเชียร์สำหรับฤดูกาลนี้

4. ประเทศอาร์เจนตินา
แชมป์บอลโลก 2 ครั้ง

5 ประเทศที่ได้แชมป์บอลโลกมากที่สุด

ทีมชาติบอลโลกขวัญใจใครหลายคน

ด้วยรูปแบบการเล่นที่เน้นชัวร์ ทำให้อาร์เจนตินาเป็นทีมที่น่าจับตามองทุกปี

เป็นอีกทีมชาติหนึ่งที่คนเชียร์กันมากที่สุด

อาร์เจนตินาคว้าชัยชนะบอลโลกครั้งแรกในปี ค.ศ.1978

ซึ่งในปีดังกล่าวอาร์เจนตินาเป็นเจ้าภาพพอดี

ชัยชนะครั้งแรก อาร์เจนตินา พบกับ เนเธอร์แลนด์

ทีมชาติที่เข้ารอบชิงชนะเลิศบ่อยมากที่สุดทีมหนึ่ง

อาร์เจนตินาสามารถคว้าชัยชนะได้ด้วยสกอร์ 3 ต่อ 1 คะแนน

และสำหรับชัยชนะแชมป์โลกครั้งที่ 2

อาร์เจนตินา พบกับ เยอรมนีตะวันตก (เยอรมนี)

ผลของการแข่งขันก็คือ อาร์เจนตินาชนะได้ด้วยสกอร์ 3 ต่อ 2 คะแน

สำหรับบอลโลกปี 2018

อาร์เจนตินาก็ยังคงเป็นทีมที่น่าจับตามองเหมือนเคย

และเป็นทีมที่หลายคนคาดหวังให้ได้รับแชมป์อีกครั้งในปีนี้

เนื่องจาก เมสซี นักเตะชื่อดังฝีมือโหดระดับโลก

ให้สัมภาษณ์ว่า เขาอาจจะร่วมแข่งบอลโลกทีมชาติครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

โดยเขาจะเล่นต่อในบอลโลกครั้งต่อไปหรือไม่นั้น

ขึ้นอยู่กับฟอร์มการเล่นของเขา และผลลัพธ์ที่ออกมา

เรามาให้กำลังใจ เมสซี และทีมชาติอาร์เจนตินากันเถอะ

3. ประเทศเยอรมนี
แชมป์บอลโลก 4 ครั้ง

5 ประเทศที่ได้แชมป์บอลโลกมากที่สุด

เป็นทีมชาติที่ถูกจับตามองทั้งแฟนบอล

และคนทั่วไป โดยเฉพาะสาวๆ

เพราะทีมชาติเยอรมนีมักจะถูกนำเสนอว่า

เป็นทีมชาติที่มีผู้เล่นที่หน้าตาดีที่สุดแล้ว

แหมมมมมม เขาให้ดูบอลลลลลลลล

เห็นผู้ชายหล่อๆ ไม่ได้เลยนะ!

ทีมนี้เขาไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่ฝีมือก็โคตรจะโหดด้วย

เพราะเยอรมนีคว้าแชมป์บอลโลกได้ถึง 4 ครั้ง จากทั้งหมด 19 ครั้ง!

โดยชัยชนะครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1954

รอบชิงชนะเลิศ เยอรมนีต้องปะทะกับทีมชาติฮังการี

ซึ่งก็สามารถคว้าชัยชนะไปด้วยสกอร์ 3 ต่อ 2 คะแนน

ชัยชนะครั้งที่ 2 นั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1974

เป็นปีเดียวกันกับที่เยอรมนีเป็นเจ้าภาพการแข่งขันบอลโลก

รอบชิงชนะเลิศ เยอรมนีพบกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์

ชนะไปได้ด้วยสกอร์ 2 ต่อ 1 คะแนน

ชัยชนะครั้งที่ 3 เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1990

รอบชิงชนะเลิศ เยอรมนี พบกับ ทีมชาติอาร์เจนตินา

แน่นอนว่าชนะได้ด้วยสกอร์ 1 ต่อ 0 คะแนน

และชัยชนะครั้งที่ 4 ก็คือชัยชนะครั้งล่าสุดของการจัดบอลโลก

ในปี ค.ศ. 2014 เยอรมนี ปะทะกับ ทีมชาติอาร์เจนตินา

ซึ่งก็สามารถคว้าชัยชนะได้ด้วยสกอร์ 1 ต่อ 0 คะแนน

เพราะครั้งที่แล้วเยอรมนีคว้าแชมป์ ทำให้บอลโลกครั้งนี้

เยอรมนีเป็นทีมที่ถูกจับตามองมากที่สุด

แม้การแข่งขันที่ผ่านมา จะเป็นการลงสนามครั้งแรกของเยอรมนี

แต่เยอรมนีกลับพ่ายแพ้ในนัดแรกของการแข่งขันบอลโลก

เราก็ต้องให้กำลังใจนักเตะต่อไปนะ

น่าจับตามองมาก!!

2. ประเทศ อิตาลี
แชมป์บอลโลก 4 ครั้ง

5 ประเทศที่ได้แชมป์บอลโลกมากที่สุด

ทีมชาติอิตาลี เป็นทีมชาติที่จัดว่ามีฝีมือดีเป็นอันดับต้นๆ

โดยอิตาลีได้ร่วมแข่งขันบอลโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 มาตลอด ไม่เคยพลาดสักปี

แต่ในบอลโลกปี 2018 นี้ อิตาลีกลับพลาดไม่ได้มาร่วมแข่งขันด้วย

เพราะดันไปพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติสวีเดนด้วยสกอร์ 1 ต่อ 0 คะแนน

ซึ่งก็ทำให้แฟนบอลหลายคนเซ็งมาก

เนื่องจากอิตาลีถือว่าเป็นหนึ่งทีมที่น่าจับตามอง น่าเชียร์มากทีมหนึ่ง

แต่ถึงแม้ว่าปีนี้จะไม่ได้เข้าร่วม

แต่สถิติการแข่งขันของทีมชาติอิตาลี

ก็ทำให้อิตาลีเป็นทีมที่คนส่วนใหญ่ให้การยอมรับแบบเสมอต้นเสมอปลาย

โดยครั้งแรกที่อิตาลีสามารถคว้าชัยชนะได้นั้น

เป็นการคว้าแชมป์ในการแข่งขันบอลโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1934

ในการจัดการแข่งขันบอลโลกครั้งที่ 2 อิตาลีก็มีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพ

รอบชิงชนะเลิศ อิตาลี พบกับ ทีมชาติเชโกสโลวาเกีย

อิตาลีคว้าชัยชนะได้ด้วยสกอร์ 2 ต่อ 1 คะแนน

แชมป์ครั้งที่ 2 ของอิตาลี ก็ได้มาจากการจัดบอลโลกครั้งที่ 3 ในปี ค.ศ. 1938

รอบชิงชนะเลิศ อิตาลี พับกบ ทีมชาติฮังการี

คว้าชัยชนะไปได้ด้วยสกอร์ 4 ต่อ 2 คะแนน

ซึ่งถือว่าเป็นการคว้าแชมป์ 2 สมัยซ้อน

และก็เว้นช่วงมาจนกระทั่งปี ค.ศ. 1982

อิตาลีได้เข้ารอบชิงชนะเลิศ และเจอกับทีมชาติเยอรมนี

ก็คว้าชัยชนะไปได้ด้วยสกอร์ 3 ต่อ 1 คะแนน

และชัยชนะครั้งล่าสุด ที่ทำให้อิตาลีครองตำแหน่งแชมป์โลกได้ 4 ครั้ง

ก็คือบอลโลกในปี ค.ศ. 2006

ที่อิตาลีเข้ารอบชิงชนะเลิศ ปะทะกับทีมชาติฝรั่งเศส

แม้ว่าจะเสมอกันด้วยสกอร์ 1 ต่อ 1 คะแนน

แต่อิตาลีก็ชนะฝรั่งเศสได้ในการยิงลูกโทษไป 5 ลูก ในขณะที่ฝรั่งเศสยิงได้ 3 ลูก

บอลโลกครั้งต่อไปที่จะจัดขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้า

ก็มารอลุ้นกันว่าอิตาลีจะเข้ารอบมาสร้างสีสันให้กับการแข่งขันหรือไม่

1. ประเทศบราซิล
แชมป์บอลโลก 5 ครั้ง

5 ประเทศที่ได้แชมป์บอลโลกมากที่สุด

ทีมชาติที่น่าจับตามองที่สุดมาตลอด

เพราะบราซิล เป็นชาติที่มีนักเตะระดับเทพมากมายรวมกัน

ยกตัวอย่างเช่นในบอลโลกปี 2018

ก็มีทั้งเนย์มาร์, คูตินโญ่, มาร์ควินญอส, มาร์เซโล่, เปาลินโญ่ ฯลฯ

จากนักเตะทั้งหมดที่มี ทำให้แฟนบอลหลายคนคิดว่า

บราซิลอาจจะคว้าแชมป์บอลโลกได้เป็นครั้งที่ 6 รึเปล่า?

ขอบอกเลยว่า สถิติของบราซิลนี่ดุเดือดมากๆ

โดยบราซิลคว้าแชมป์โลกครั้งแรกได้ในปี ค.ศ. 1958

ชนะทีมชาติสวีเดน เจ้าภาพในปีนั้น ได้ด้วยสกอร์ 5 ต่อ 2 คะแนน (เดือดปะล่ะ!)

ชัยชนะครั้งที่ 2 ของบราซิลนั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1962

หรือก็คือบราซิลสามารถครองตำแหน่งแชมป์ได้ 2 ครั้งติดต่อกัน

โดยบราซิลชนะทีมชาติเชโกสโลวาเกียได้ด้วยสกอร์ 3 ต่อ 1 คะแนน

ชัยชนะครั้งที่ 3 ของบราซิล ก็ใกล้ๆ กันเลย

ห่างจากชัยชนะครั้งที่ 2 เป็นเวลา 8 ปี

หรือเว้นไปแค่ครั้งเดียว แล้วก็ได้แชมป์อีก

โดยในปี ค.ศ. 1970 บราซิลเข้ารอบชิงชนะเลิศ พบกับทีมชาติอิตาลี

และก็สามารถชนะได้ด้วยสกอร์ 4 ต่อ 1 คะแนน! เดือดมาก!

และถัดมาอีกไม่นาน บราซิลก็สามารถคว้าชัยชนะครั้งที่ 4 ได้ในปี ค.ศ. 1994

แม้ว่าในปีดังกล่าว บราซิลที่ชิงชนะเลิศกับอิตาลีอีกครั้ง

จะต่างฝ่ายต่างทำประตูไม่ได้เลย

แต่บราซิลก็สามารถเอาชนะด้วยการยิงลูกโทษไป 3 ลูก

ในขณะที่อิตาลียิงลูกโทษไป 2 ลูกได้

ชัยชนะครั้งที่ 5 ของบราซิล ก็เกิดขึ้นไม่นานนี้เอง

โดยในบอลโลกปี ค.ศ. 2002

บราซิลปะทะกับเยอรมนีในรอบชิงชนะเลิศ

และเอาชนะได้ด้วยสกอร์ 2 ต่อ 0 คะแนน

ปีนี้บราซิลก็เป็นทีมที่น่าลุ้นให้เป็นแชมป์โลกมาก

เชียร์ทุกทีม ให้กำลังใจทุกทีมไปพร้อมๆ กันดีกว่า!

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5 วิธีเลิกขี้เกียจ

ขี้เกียจ เป็นนิสัยที่ฝังลึกอยู่ในมนุษย์ทุกคนโดยไม่สามารถหาอะไรมาเอามันออกไปได้ เพราะเมื่อเราขี้เกียจ เราจะพบแต่ความสบาย ขี้เกียจทำงานก็ได้นั่งเล่นเกมอยู่บ้าน ขี้เกียจตื่นเช้าก็ได้นอนหลับเต็มอิ่ม ขี้เกียจเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้พักผ่อน แต่ขี้เกียจมันไม่ใช่เรื่องนี้เลย ความขี้เกียจส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนหลายอย่าง เช่น ขี้เกียจทำงานบ้าน ก็ทำให้บ้านสกปรก, ขี้เกียจทำงาน ก็ทำให้เพื่อนร่วมงานเดือดร้อน, ขี้เกียจตื่นนอน ก็ทำให้คนใกล้ตัวเป็นห่วงว่าเรานอนมากไป ไม่สบายอะไรรึเปล่า แต่อย่างที่เกริ่นเอาไว้ ว่ามันเป็นนิสัยที่ฝังลึกลงไปแล้ว จะแก้ได้ยังไงล่ะ? ทุกอย่างย่อมมีทางแก้เสมอ   1. หาแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะลงมือทำอะไร เรามักต้องการแรงบันดาลใจในการทำสิ่งนั้นเสมอ เช่น แรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก คืออยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ การที่เราจะกำจัดความขี้เกียจออกไปได้นั้น เราก็ต้องการแรงบันดาลใจเช่นกัน แรงบันดาลใจที่จะช่วยให้เราหายขี้เกียจได้ ยกตัวอย่างเช่น การคิดว่าถ้าเราไม่ขี้เกียจ ก็จะได้โบนัสเงินเดือนเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ เราจะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่งผลให้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ คนอื่นจะนับถือและเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้น หรือแรงบันดาลใจอื่นตามความชอบความสนใจของแต่ละคน เช่น ถ้าไม่ขี้เกียจ ขยันทำงานมีเงินมากขึ้น จะมีเงินไปกินอาหารอร่อยๆ เป็นต้น 2. เพิ่มภาระหนี้สิน อาจจะฟังดูเป็นวิธีที่โหดร้ายไปหน่อย แต่วิธีนี้เนี่ยแหละ ทำให้คนขี้เกียจถีบตัวเองขึ้นมาเป็นคนขยันสุดๆ หลายคนแล้ว เมื่อเราไม่มีภาระหรือหนี้สินใดๆ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอะไรให้เหนื่อย เพราะชีวิตในฝันที่หลายคนปรารถนาสูงสุด คือชีวิตที่ไม่ต้องเคร่งเครียด ทำงานพอกินพอใช้ ไม่มีหนี้ ซึ่งก็จะทำให้เราขี้เกียจมากขึ้นเรื่อยๆ การเพิ่มภาระหนี้สิน เช่น ผ่อนรถ, ผ่อนคอนโด, ทำบัตรเครดิตใบใหม่ , ลงเรียนเพิ่มเติม, ค่าประกัน ฯลฯ ก็จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เราต้องทำงานตลอดเวลา ห้ามหยุด ถึงมีคติสอนใจขึ้นมาว่า ถ้าเหนื่อย ก็ให้เปิดบิลค่าหนี้ขึ้นมาดู แล้วเราจะรู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร ทำตัวให้เป็นคนมีค่า (ค่าใช้จ่าย) ยิ่งมีค่ามาก ก็จะยิ่งทำให้ขยันมาก 3. คิดถึงผลที่จะตามมา คนที่ขี้้เกียจ เป็นเพราะพวกเขาไม่ค่อยคิดถึงผลที่จะตามมาสักเท่าไหร่นัก คนขี้เกียจมักจะคิดถึงแต่ผลกระทบระยะสั้น เช่น เมื่อขี้เกียจแล้วจะทำให้เพื่อนร่วมงานทำงานลำบากขึ้น หรือ ต้องใช้เงินเดือนชนเดือน แต่ความเดือดร้อนนั่น ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตได้รับการกระทบกระเทือนสักเท่าไหร่ คนขี้เกียจจึงไม่สะทกสะท้าน ขอให้คิดถึงผลกระทบที่ไกลกว่านั้น เช่น อาจจะโดนไล่ออก ไม่จ้างงานต่อ เพราะขี้เกียจเกินไป หรือไม่มีเงินใช้แม้แต่บาทเดียว เพราะขี้เกียจทำงานจนไม่มีรายได้ มองให้กว้าง มองให้ไกล 4. วางแผนอนาคต มันอาจจะเป็นอะไรที่ยากสำหรับคนขี้เกียจ แต่ก็ได้ผลล่ะนะ คนขี้เกียจมักจะเป็นคนที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กับผู้ใหญ่ อยู่กับแฟน มีคนคอยดูแลค่าใช้จ่ายให้ แต่ถ้าในอนาคต เราต้องอยู่คนเดียวล่ะ? แถมถ้าหากว่าเรามีครอบครัว มีลูก ที่ต้องรับผิดชอบล่ะ? ถ้าเรามาขยันในช่วงเวลาที่จวนตัว ก็คงไม่ทัน อะไรจะยากลำบากมากขึ้น รีบขยัน รีบลงมือทำในสิ่งที่อยากทำตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า ค่อยๆ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาในช่วงเวลาที่ยังไม่เหนื่อยและยังไม่กดดันมากเกินไป มันดีกว่ามานั่งกดดันและมาโทษตัวเองเมื่อถึงวันที่มันสายไปแล้ว 5. เลิกผัดวันประกันพรุ่ง จุดเริ่มต้นของความขี้เกียจ คือการผัดวันประกันพรุ่ง มีคำติดปากว่า เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ เอาไว้วันหลังก็ได้ พอถึงวันหลังที่ว่านั่น ก็จะผัดการทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายขี้เกียจทำไปโดยปริยาย ถ้าหากต้องการจะเลิกขี้เกียจ ก็ให้เลิกูด เลิกคิดคำว่า เดี๋ยวก่อน เอาไว้ค่อยทำ นึกอะไรได้ก็ให้ลงมือทำเลย มีงานอะไรเข้ามาก็ให้ลงมือทำเลย ลงมือทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จ หรือจนกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน แล้วค่อยไปพักผ่อนหรือทำอย่างอื่น คนขี้เกียจมักจะอ้างว่า ไม่มีอารมณ์ทำ รอให้มีอารมณ์ก่อน ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวไฟในตัวก็ลุกโชนเองนั่นแหละ ไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น
บทความ

5อนิเมะสยองขวัญแนะนำ

ความกลัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน มันเป็นความรู้สึกที่ฝังลึกในใจเรามาตั้งแต่เกิด แต่พอเราโตมา เราก็ใฝ่หาอยากเสพอะไรที่เกี่ยวกับความกลัว ดูไปก็ระแวงนะ นอนไม่หลับ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำ แต่ก็ยังกลัวอยู่ดี ส่วนใหญ่เรามักจะเสพด้วยการดูหนังผี ฟังรายการเล่าเรื่องผี รวมถึงอ่านเรื่องหลอนจากเว็บไซต์ต่างๆ อีกหนึ่งทางเลือกที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือ อนิเมะสยองขวัญ เพราะเรามักจะชินกับอนิเมะลายเส้นสวย ไม่น่ากลัว ดูไปแล้วก็ตลก แต่ก็ยังมีอนิเมะแนวสยองขวัญที่ทำให้คนนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง ไม่กล้าเข้าห้องน้ำคนเดียวอยู่   1. Yami Shibai อนิเมะสยองขวัญสั้นๆ ตอนละประมาณ 5 นาที Yami Shibai นั้นแปลว่า โรงละครแห่งความมืด ทุกตอน จะเปิดตอนด้วยคุณลุงนักเล่านิทาน ที่ส่งเสียงเรียกผู้ชมให้มาล้อมวงเพื่อนั่งฟังละครแห่งความมืดนี้ แต่ละตอนของอนิเมะ ไม่ได้สยองขวัญแบบเลือดสาด แต่จะเป็นการอ้างอิงเรื่องเล่าสยองขวัญพื้นบ้านของญี่ปุ่น ผสมผสานกับการเสียดสีสัญชาตญาณดิบของมนุษย์แทรกลองไปด้วย โทนภาพของเรื่องนี้ ก็ยังเป็นโทนเก่า ซีด แปลกตา ไม่ได้เป็นอนิเมะที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ปัจจุบัน มีทั้งหมด 7 Season ด้วยกัน ถึงคนจะให้ความคิดเห็นว่า Season แรกน่ากลัวกว่า สยองกว่า Season หลัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความน่ากลัวอะไรเลย ตอนนั่งดูก็ยังมีความระแวงรอบข้างอยู่ ว่าจะมีอะไรโผล่มาไหม   2. Another เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับห้องเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง ในห้องเรียนชั้น ม.3/3 มีคำสาปอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่อาจหนีพ้นได้ เรื่องทั้งหมดเกิดจากเมื่อ 26 ปีที่แล้ว นักเรียนคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้า ครู อาจารย์ และเพื่อนร่วมชั้นที่ยังทำใจไม่ได้ ตัดสินใจทำตัวราวกับว่านักเรียนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งในวันจบการศึกษา พวกเขายังจัดที่นั่งให้กับนักเรียนคนนั้นด้วย เวลาผ่านไป นักเรียนในห้อง ม.3/3 ต่างเสียชีวิตลง หลายฝ่ายเชื่อว่า นี่คือคำสาปของชั้น ม.3/3... หลังจากนั้นทุกปี จะมีนักเรียนเกินมา 1 คนเสมอ เนื่องจากคำสาปจากนักเรียนคนที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงอยู่ แปลว่า เธอยังคงวนเวียนอยู่ในห้องนั่นเอง เหล่าเด็กนักเรียนจำเป็นต้องตามหาให้ได้ว่าใคคือคนตาย และกำจัดออก ถ้าหากเลือกผิด คนที่ตายก็คือคนจริงๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และคำสาปก็ยังคงดำเนินต่อไป นอกจากความหลอน ความซับซ้อนแล้ว ฉากการเสียชีวิตของตัวละครแต่ละตัวก็กลายเป็นภาพติดตาของผู้ชมไปเลย อย่างฉากโดนร่มแทงคอในตำนาน ก็มาจากเรื่อง Another นี่เอง   3. Higurashi no Naku Koro ni ชื่อไทยของเรื่องนี้มี 2 ชื่อ คือ แว่วเสียงเรไร กับ ยามเมื่อเหล่าจั๊กจั่นกรีดร้อง อนิเมะเรื่องนี้จะแบ่งเป็นหลายภาค หลักๆ คือ จะเป็นภาคปริศนา และภาคไขปริศนา ภาคปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro ni ส่วนภาคไขปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro Ni kai ส่วนอนิเมะภาคอื่นนั้น เป็นบทเสริมที่เล่า อดีต อนาคต รวมถึงตัวละครอื่นที่ไม่เคยปรากฎในเนื้อเรื่องหลัก แต่มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก อนิเมะเรื่องนี้จะเล่าถึงตำนานคำสาปของหมู่บ้านฮินามิซาวะ ชาวบ้านเชื่อว่า ที่นี่มีเทพที่ชื่อว่า ท่านโอยาชิโระ คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ในทุกปี หมู่บ้านแห่งนี้จะมีคนตาย 2 คน และคนหายอีก 2 คน ชาวบ้านเชื่อว่านี่เป็นการสังเวยให้กับท่านโอยาชิโระ จนกระทั่งการมาถึงของ มาเอบาระ เคอิจิ หนุ่มจากในเมืองหลวงที่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ เขาเริ่มสงสัยในคำสาป สงสัยในการกระทำของคนในหมู่บ้าน จนเขาได้เจอกับความลับเบื้องหลังของท่านโอยาชิโระ คนที่หายสาบสูญ คนที่ตายไปทุกปี ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่? แว่วเสียงเรไร มีทั้งความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจากคำสาป และการกระทำอันเลือดเย็นของมนุษย์ด้วยกันเอง ที่เลือดสาดไม่เกรงใจกองเซนเซอร์เลย   4. Corpse Party อนิเมะสยอง ที่สร้างขึ้นจากซีรีส์เกม Corpse Party ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ตัวเกมมีหลายภาค ซึ่งความสยองขวัญก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย Corpse Party เป็นอนิเมะสั้นๆ เพียง 4 ตอนจบเท่านั้น เนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนและครูรวมทั้งหมด 9 คน ซึ่งพวกเขาทุกคนมีความหลงใหลในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความลี้ลับ สยองขวัญ พวกเขาชวนกันจับกลุ่มเล่าเรื่องสยองขวัญในอาคารเรียนร้างแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกย้าย นักเรียนคนหนึ่งได้เอ่ยปากขึ้นมาว่า เธอมีเครื่องรางกระดาษรูปคน โดยเครื่องรางนี้มีความเชื่อว่า ถ้าหากคนในกลุ่มฉีกร่างของตุ๊กตาพร้อมกัน ทุกคนจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป แต่ทันทีที่ฉีก เรื่องราวกลับพลิกผัน อาคารเรียนร้างที่พวกเขาอยู่เกิดทรุดตัวลง พวกเขาทุกคนตกลงไปด้านล่าง แทนที่จะตกลงไปเป็นใต้ถุน แต่สิ่งที่พวกเขาเจอ คือสถานที่ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับเหตุการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นอนิเมะตอนสั้น แต่ทั้งความสยองขวัญด้านผีวิญญาณ และเลือดสาดแบบไร้ความปรานี ก็ทำเอาคนดูเสียสุขภาพจิตไปเลย ฉากการตายของตัวละครแต่ละตัว รวมไปถึงปริศนาที่ซ่อนเอาไว้ ก็ทำให้เราปวดหัวจนไมเกรนขึ้นได้เลยล่ะ   5. Gyo หนึ่งในผลงานของเจ้าพ่อการ์ตูนสยองขวัญ อิโต้ จุนจิ ที่ได้รับการทำเป็นอนิเมะ และยังคงความสยองขวัญเอาไว้ได้ เรื่องราวเริ่มต้นจากแก๊งวัยรุ่นหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ออกไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ในขณะที่พวกเขากำลังสนุก (บางคน) อยู่นั้น จู่ๆ บ้านพักของพวกเขาก็ถูกจู่โจมโดยปลาฉลามที่มีขาคล้ายแมงมุม!? มันโจมตีมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม พวกเขาต้องต่อสู้กับปลาฉลามเดินได้อย่างดุเดือด จนสุดท้าย พวกเขาก็พบว่า ไม่ได้มีแค่ฉลามตัวเดียวที่มีขา แต่ปลาทุกตัวที่อยู่ในทะเล มีขาเดินได้กันหมด และพวกมันเริ่มจัดการมนุษย์! เรื่องราวเริ่มโกลาหลขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มากับปลาทะเล จำนวนที่เยอะเกินมนุษย์จะต้าน รวมถึงปริศนาที่อยู่เบื้องหลัง ว่าทำไมปลาถึงมีขาเดินได้? ตอนหลังๆ ยิ่งพีคเข้าไปใหญ่ เมื่อมนุษย์ก็ตกเป็นเหยื่อไปด้วย! เรื่องนี้ขอเตือนเลยว่า ห้ามดูตอนกินข้าว และดูแล้วจะเกลียดปลาไปอีกนาน
บทความ

5วิธีแก้ง่วง

นอกจากคนส่วนใหญ่จะประสบปัญหานอนไม่หลับเมื่อถึงเวลานอนแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เป็นกันทั่วโลกคือ รู้สึกง่วงทั้งวัน! เชื่อว่าทุกคนต้องเป็น ตื่นมาก็ง่วงแล้วอยากนอนต่อ กินข้าวก็ง่วง ทำงานนี่ยิ่งง่วงเข้าไปใหญ่ อยากกลับไปนอน แต่พอถึงบ้านดันนอนไม่หลับซะงั้น? นั่นอาจเป็นเพราะในช่วงเวลากลางวัน เราใช้พลังงานไม่มากพอ จนทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยล้า จนทำให้ไม่ง่วงเมื่อถึงเวลานอนนั่นเอง เราควรทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเรา เหมาะสมกับในแต่ละสถานการณ์ ง่วงไปทำงานไป คงไม่ดีในสายตาหัวหน้าแน่นอน แล้วเราจะแก้ง่วงด้วยวิธีไหนได้บ้างนะ?   1. ยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายเบาๆ อาการง่วง มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราจมปลักทำกิจกรรมหนึ่งเป็นเวลานานโดยที่ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย จนทำให้ทั้งร่างกายและสมองเกิดความเคยชิน รู้สึกเบื่อหน่าย จนอ่อนเพลีย ง่วง ตามลำดับ ทางเลือกที่ดี เราควรลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายทุกๆ 60-90 นาที ตั้งแต่เริ่มนั่งทำงาน หรือออกกำลังกายเบาๆ เช่น ยกแขนยกขา สะบัดไปสะบัดมา นอกจากจะช่วยยืดเส้นทำให้ผ่อนคลาย ยังทำให้เรารู้สึกสดชื่น กะปรี้กะเปร่า ส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการแบ่งเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน จะทำให้ใช้สมองได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเอง   2. ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง การแก้ไขปัญหาความง่วงจากภายนอกอาจไม่ได้ผล ต้องแก้จากภายในเลย เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง จะช่วยให้เราหายง่วงได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากคาเฟอีนเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นสมอง ขยายหลอดลมให้อ็อกซิเจนไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกไม่ง่วง หรือง่วงน้อยลงเมื่อดื่มคาเฟอีนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเป็นประจำ ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ เพราะในเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนส่วนใหญ่ มักมีน้ำตาลปริมาณมากควบคู่ด้วย และการดื่มคาเฟอีนที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เรานอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืน หรือช่วงเวลานอนของเรา   3. ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ร่างกายเราตื่นและรู้สึกสดชื่นขึ้นมาไม่มากก็น้อย หรือถ้าหากล้างหน้าแล้วยังไม่หายง่วง ก็ต้องอาบน้ำเลย เคยเป็นไหม เมื่อถึงเวลานอน พอลุกขึ้นไปอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็นอนต่อไม่หลับ ก็เหมือนกับตอนเช้านั่นแหละ ต่อให้ตอนตื่นมาจะง่วงแค่ไหน พออาบน้ำโดนน้ำปุ๊บ ก็ตาสว่าง สติกลับคืนมาทันที เพราะฉะนั้น ถ้าหากง่วงมาก การอาบน้ำก็เป็นทางเลือกที่ดี   4. หาอะไรที่ชื่นชอบทำ เรามักจะเกิดอาการเมื่อยล้า ง่วง อ่อนเพลีย เพราะเราต้องนั่งทำในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบหรือหลงใหล แต่จำเป็นต้องทำเพราะมันคืองาน มันคือภาระของเรา ลองหาเวลาว่างสักนิด หาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ทำได้มาทำ เช่น เล่นเกมในมือถือ, ถักผ้าพันคอ, อ่านนิยาย, คุยเมาท์กับเพื่อน เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้หัวเราะ มีความสุข ไปกับสิ่งที่เราหลงใหลแล้ว จะทำให้ร่างกายเราตื่น เพราะเราสนใจที่จะทำเรื่องนั้น และยังเป็นการผ่อนคลายเราไปในตัว เพราะการทำสิ่งที่ชอบและหลงใหล ต่อให้ทำเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ก็ไม่เบื่อเลยสักนิด   5. งีบหลับพักผ่อน สุดท้ายแล้ว ถ้าหากทำยังไงก็ไม่หายง่วงสักที การงีบหลับไม่เกิน 30 นาที เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ถ้าหากงีบหลับ ควรงีบไม่เกิน 30 นาที เพราะถ้าหากเกินไปกว่านั้นล่ะก็ ร่างกายเราจะเข้าสู่สภาวะหลับลึก แทนที่จะตื่นมาแล้วสดชื่น แต่จะตื่นมาแล้วเพลียแทน เพราะร่างกายเข้าใจว่าเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แน่นอนว่ามันทำให้แย่ลงกว่าเดิม ก่อนจะงีบหลับ แนะนำให้ดื่มกาแฟสักแก้ว เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนในกาแฟ จะทำงานได้ดีหลังจากผ่านไป 30 นาที ถ้าคุณงีบทันทีหลังจากดื่มกาแฟ เมื่อคุณตื่นขึ้น จะทำให้ร่างกายของคุณสดชื่นด้วยฤทธิ์ของคาเฟอีนพอดียังไงล่ะ