5 ข้อเท็จจริงการคุมกำเนิดป้องกันได้ 100% หรือไม่?

5 ข้อเท็จจริงการคุมกำเนิดป้องกันได้ 100% หรือไม่?

13 มิถุนายน 2561

 

การคุมกำเนิด เป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม ไม่สนใจจะศึกษา

แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด

แต่กลับเป็นสิ่งที่คนไม่สนใจจะศึกษามากที่สุด

จนทำให้หลายต่อหลายคนคุมกำเนิดด้วยวิธีการผิดๆ

และส่งผลเสียทั้งสุขภาพของผู้ที่มีเพศสัมพันธ์

รวมถึงเกิดการผิดพลาดในอัตราที่สูงมาก

จนทำให้หลายคนสงสัยว่า แล้วสรุปการคุมกำเนิดเนี่ย

มันป้องกันได้จริงรึเปล่า

ทำไมหลายคนยังตั้งครรภ์อยู่ทั้งที่ใช้วิธีการคุมกำเนิดหลายต่อหลายวิธีแล้ว

มาหาคำตอบพร้อมๆ กับสลอตกันดีกว่า

 

1. การคุมกำเนิดคืออะไร

5 ข้อเท็จจริงการคุมกำเนิดป้องกันได้ 100% หรือไม่?

ก่อนจะมาตามหาข้อเท็จจริงว่า การคุมกำเนิดนั้นป้องกันได้ 100% มั้ย

เราต้องมารู้จักการคุมกำเนิดกันก่อน

ถึงมันจะเป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับใครหลายคน

หรืออาจจะเป็นเรื่องที่หลายคนคิดว่า ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร

แต่มีคนจำนวนมาก ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการคุมกำเนิดอยู่

การคุมกำเนิด คือการป้องกันระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เพื่อไม่ให้ตั้งครรภ์

คนส่วนมากมีอารมณ์ทางเพศต้องการอยากจะมีเพศสัมพันธ์

แต่หลายคนก็ไม่อยากมีบุตร

ด้วยหลากหลายเหตุผล เช่น ไม่มีเวลา, ไม่มีทุนทรัพย์, ไม่อยากมีลูก, สภาพแวดล้อมไม่พร้อม ฯลฯ

ถ้าหากไม่มีการคุมกำเนิด ก็จะเกิดปัญหามากมาย

เช่น ประชากรมากเกินไป, ทรัพยากรไม่พอกับปริมาณคน ฯลฯ

การคุมกำเนิด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

ด้วยความที่การคุมกำเนิดเป็นสิ่งที่สำคัญ

จึงมีการคิดค้นการคุมกำเนิดด้วยวิธีต่างๆ ที่แตกต่างกัน

ตามสะดวกของแต่ละคนว่าถนัดอะไร

ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด คือการสวมถุงยางอนามัย

เพราะมีขายแทบจะทุกที่ ทุกสาขาของร้านสะดวกซื้อ

ปั๊มน้ำมันบางปั๊มก็มีถุงยางอนามัยหยอดตู้ขาย

ส่วนสาวๆ ก็มีวิธีการป้องกัน นั่นก็คือ ยาคุมกำเนิด

แต่มีบางคนที่คุมกำเนิดระหว่างมีเพศสัมพันธ์แล้ว

ก็ยังพลาดตั้งครรภ์ได้

เรามาหาคำตอบกันว่าทำไม

 

2. วิธีใดเสี่ยงตั้งครรภ์มากที่สุด

5 ข้อเท็จจริงการคุมกำเนิดป้องกันได้ 100% หรือไม่?

การคุมกำเนิดที่มีหลากหลาย

ย่อมมีวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และวิธีที่เสี่ยงตั้งครรภ์มากที่สุด

สลอตจะพูดถึงวิธีที่เสี่ยงตั้งครรภ์มากที่สุด

นั่นก็คือ วิธีการใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิ

หลายคนไม่ทราบว่ามีวิธีการคุมกำเนิดวิธีนี้

ไม่ทราบก็ดีแล้ว เพราะวิธีการป้องกันวิธีนี้ เป็นวิธีที่เสี่ยงที่สุด

โดยวิธีการใช้ คือการใส่ยาในช่องคลอดของเพศหญิง

ก่อนจะมีเพศสัมพันธ์

เพื่อให้ตัวยาทำลายหรือฆ่าเชื้ออสุจิหลังจากการมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง

ฟังดูอาจจะเข้าท่า

เพราะนอกจากจะง่ายแล้ว ยังเป็นวิธีที่มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด

แต่จากการสำรวจ พบว่า มีโอกาสมากถึง 28% ที่การป้องกันล้มเหลวจนเกิดการตั้งครรภ์

หรือนับเป็น 1 ใน 3 คนจากผู้ที่คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้เลยทีเดียว

นับว่ามีโอกาสเสี่ยงสูงมาก

อีกวิธีหนึ่งที่คนนิยมทำกัน แต่อัตราเสี่ยงตั้งครรภ์สูงมาก

นั่นก็คือการหลั่งนอก

การหลั่งนอก คือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

ทั้งไม่สวมถุงยาง และไม่ทานยาคุม

เหมือนการมีเพศสัมพันธ์เพื่อที่จะมีลูกตามปกติ

แต่ตอนใกล้จะเสร็จกิจก็เลือกที่จะหลั่งข้างนอกแทนที่จะหลั่งข้างในเท่านั้น

หลายคนมีความเชื่อว่า ถ้าไม่หลั่งข้างในตอนเสร็จกิจ

ก็ไม่ท้องแล้ว เพราะน้ำอสุจิไม่ได้เข้าไป

แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์

เพราะระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ ก็มีโอกาสที่อสุจิจะหลุดเข้าไปในช่องคลอด พร้อมกับน้ำหล่อลื่น

และบางคนก็หลั่งนอกไม่ทัน

ส่งผลให้การป้องกันโดยการหลั่งนอก

มีโอกาสเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์สูงถึง 22% หรือ 1 ใน 4 คนที่เลือกใช้วิธีนี้เลยทีเดียว

 

3. วิธีใดปลอดภัยมากที่สุด

5 ข้อเท็จจริงการคุมกำเนิดป้องกันได้ 100% หรือไม่?

มาถึงตรงนี้คงสงสัยแล้วว่า การป้องกันใดปลอดภัยมากที่สุด?

วิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยมาก มีโอกาสพลาดต่ำมาก มีทั้งหมด 6 วิธีด้วยกัน

วิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยมากที่สุด คือการฝังยาคุมกำเนิด

การฝังยาคุมกำเนิด จะต้องฝังในเพศหญิงเท่านั้น

โดยแพทย์จะทำการฝังยาคุมกำเนิดบริเวณต้นแขนด้านใน

ตัวยาที่ฝังลงไปจะค่อยๆ ทยอยปล่อยฮอร์โมนสำหรับคุมกำเนิดออกมาเรื่อยๆ

ระยะเวลาการใช้งานของยาฝังคุมกำเนิด ใช้ได้หลายปีเลยทีเดียว

และมีโอกาสเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์เพียง 0.05%

หรือ 1 ใน 2,000 คนที่เลือกใช้วิธีการฝังยาคุมเท่านั้นที่จะพลาดท้อง

ถือว่าเป็นวิธีการป้องกันที่มีความปลอดภัยสูงมาก

อีกวิธีหนึ่งที่ปลอดภัยมาก ที่สลอตจะแนะนำก็คือ

การทำหมันชาย

เป็นวิธีที่ผู้ชายหลายคนไม่อยากทำ แต่นี่เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ปลอดภัยที่สุด

วิธีการคือ แพทย์จะทำการตัดและผูกท่อทางเดินของเชื้ออสุจิ

เพื่อไม่ให้เชื้ออสุจิเดินทางออกมาจากอวัยวะเพศชาย

จนเดินทางเข้าไปในช่องคลอดของเพศหญิงได้

วิธีการนี้ไม่ได้ทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศอย่างที่หลายคนเชื่อกัน

อสุจิยังมีเหมือนเดิม แต่ไม่สามารถเดินทางออกมาได้เท่านั้นเอง

วิธีการนี้ มีโอกาสพลาดตั้งครรภ์เพียง 0.15%

หรือคนที่ทำหมันชาย มีเพียง 1 ใน 666 คนเท่านั้น ที่จะมีโอกาสพลาดตั้งครรภ์

เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีเปอร์เซนต์ความปลอดภัยสูงมาก

 

4. สรุปแล้วสามารถป้องกันได้ 100% หรือไม่

5 ข้อเท็จจริงการคุมกำเนิดป้องกันได้ 100% หรือไม่?

หากได้อ่านข้อมูลที่สลอตนำเสนอแล้ว

จะทราบเลยว่า ไม่มีวิธีใดที่จะสามารถป้องกันได้ 100%

จริงๆ มันก็มีนะ

โดยวิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยที่สุด คือการไม่มีเพศสัมพันธ์เลย

เมื่อไม่มีเพศสัมพันธ์ ก็ไม่ต้องมานั่งระแวงว่าท้องไหม

ไม่ได้กวนนะ ก็มันปลอดภัยจริงๆ !

แม้แต่วิธีที่ปลอดภัยที่สุด อย่างการฝังยาคุมกำเนิด

ก็มีโอกาสพลาด 0.05% ซึ่งก็แปลว่ามีโอกาสพลาดตั้งครรภ์อยู่ดี

หรือวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด อย่างการให้เพศชายสวมถุงยางอนามัย

ก็มีโอกาสพลาดถึง 18% หรือ 1 ใน 5 คนที่ใช้วิธีสวมถุงยาง จะมีโอกาสตั้งครรภ์

รวมถึงวิธีการกินยาคุมกำเนิดแบบรายเดือน

ก็มีโอกาสพลาดถึง 9% หรือ 1 ใน 11 คนที่ใช้กินยาคุมกำเนิดจะมีโอกาสตั้งครรภ์

รวมๆ แล้วก็แปลว่า ไม่ว่าเราจะคุมกำเนิดด้วยวิธีที่ปลอดภัยมากแค่ไหน

แต่เมื่อเรามีเพศสัมพันธ์ การคุมกำเนิดนั้นก็มีโอกาสที่จะผิดพลาด

จนสามารถตั้งครรภ์ได้ทุกวิธี

ฉะนั้น เวลามีข่าวว่ามีคนพลาดท้องขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

อย่าไปว่าเขาว่าทำไมไม่ป้องกันเลย

เพราะไม่มีวิธีการคุมกำเนิดวิธีไหนที่จะสามารถป้องกันได้ 100%

ทุกวิธีมีโอกาสพลาดได้ไม่มากก็น้อย

อย่างที่สลอตบอกไปตอนแรกนั่นแหละ

ว่าถ้าไม่อยากมานั่งลุ้นว่าจะพลาดมั้ย

ถ้ายังไม่พร้อมทั้งเรื่องเงิน วุฒิภาวะ สภาพแวดล้อม

ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีเพศสัมพันธ์

ป้องกันไว้ตั้งแต่แรก ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมดีกว่าเนาะ

 

5. แล้วเราควรคุมกำเนิดไหม

5 ข้อเท็จจริงการคุมกำเนิดป้องกันได้ 100% หรือไม่?

เชื่อว่ามาถึงตรงนี้

หลายคนอาจจะเริ่มลังเลใจว่าสรุปแล้วต้องคุมกำเนิดไหม

เพราะไม่ว่าจะวิธีการคุมกำเนิดไหนๆ ก็ไม่ได้ผล 100%

ยังไงก็มีโอกาสตั้งครรภ์อยู่แล้ว

ขอบอกเลยว่า ห้ามคิดที่จะไม่ป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์เด็ดขาด!

เพราะการคุมกำเนิดบางวิธี ก็สามารถป้องกันโรคติดต่อได้ เช่น การสวมถุงยาง

การคุมกำเนิดด้วยวิธีทานยาคุม หรือฝังยาคุม ก็สามารถปรับฮอร์โมนให้คงที่ได้

และการป้องกัน ย่อมดีกว่าไม่ป้องกันอยู่แล้ว

เปรียบเสมือนเราที่กำลังจะข้ามแม่น้ำ

ถ้าเราคิดว่ายังไงก็มีโอกาสจม ว่ายๆ ไปเลยเถอะโดยไม่หาวิธีป้องกันไม่ให้ตัวเองจมน้ำ

เราก็จะมีโอกาสจมสูงมาก

แต่ถ้าเราป้องกันหาความปลอดภัยให้ตัวเอง เช่น สวมห่วงยาง, สวมเสื้อชูชีพ

ก็จะลดโอกาสในการจมน้ำ มีความปลอดภัยมากขึ้น

นั่นแหละ เหมือนๆ กันนั่นแหละ เข้าใจสิ เข้าใจ

หรืออย่างน้อยที่สุด

ระหว่างมีเพศสัมพันธ์แบบมีการคุมกำเนิด

กับการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่มีการคุมกำเนิดเลย

กรณีที่เราคุมกำเนิด เราก็จะกังวลน้อยกว่าไม่คุมกำเนิดเลยใชมั้ยล่ะ

นั่นแหละ

เลือกหาวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับตัวเอง

และต้องเลือกวิธีคุมกำเนิดที่ปลอดภัยที่สุด

สามารถเช็ควิธีคุมกำเนิดที่ปลอดภัยที่สุด และเสี่ยงที่สุด

ได้จากเว็บไซต์ medthai.com/การคุมกำเนิด

เว็บไซต์ดังกล่าว ได้นำเสนอประสิทธิภาพของ 34 วิธีการคุมกำเนิดทั้งหมดที่มี

ว่าวิธีไหนมีโอกาสเสี่ยงมากเท่าไหร่

และยังระบุวิธีการ ขั้นตอนของการคุมกำเนิดวิธีนั้นๆ ด้วย

มาคุมกำเนิดกันเถอะนะ

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5 วิธีเลิกขี้เกียจ

ขี้เกียจ เป็นนิสัยที่ฝังลึกอยู่ในมนุษย์ทุกคนโดยไม่สามารถหาอะไรมาเอามันออกไปได้ เพราะเมื่อเราขี้เกียจ เราจะพบแต่ความสบาย ขี้เกียจทำงานก็ได้นั่งเล่นเกมอยู่บ้าน ขี้เกียจตื่นเช้าก็ได้นอนหลับเต็มอิ่ม ขี้เกียจเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้พักผ่อน แต่ขี้เกียจมันไม่ใช่เรื่องนี้เลย ความขี้เกียจส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนหลายอย่าง เช่น ขี้เกียจทำงานบ้าน ก็ทำให้บ้านสกปรก, ขี้เกียจทำงาน ก็ทำให้เพื่อนร่วมงานเดือดร้อน, ขี้เกียจตื่นนอน ก็ทำให้คนใกล้ตัวเป็นห่วงว่าเรานอนมากไป ไม่สบายอะไรรึเปล่า แต่อย่างที่เกริ่นเอาไว้ ว่ามันเป็นนิสัยที่ฝังลึกลงไปแล้ว จะแก้ได้ยังไงล่ะ? ทุกอย่างย่อมมีทางแก้เสมอ   1. หาแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะลงมือทำอะไร เรามักต้องการแรงบันดาลใจในการทำสิ่งนั้นเสมอ เช่น แรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก คืออยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ การที่เราจะกำจัดความขี้เกียจออกไปได้นั้น เราก็ต้องการแรงบันดาลใจเช่นกัน แรงบันดาลใจที่จะช่วยให้เราหายขี้เกียจได้ ยกตัวอย่างเช่น การคิดว่าถ้าเราไม่ขี้เกียจ ก็จะได้โบนัสเงินเดือนเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ เราจะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่งผลให้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ คนอื่นจะนับถือและเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้น หรือแรงบันดาลใจอื่นตามความชอบความสนใจของแต่ละคน เช่น ถ้าไม่ขี้เกียจ ขยันทำงานมีเงินมากขึ้น จะมีเงินไปกินอาหารอร่อยๆ เป็นต้น 2. เพิ่มภาระหนี้สิน อาจจะฟังดูเป็นวิธีที่โหดร้ายไปหน่อย แต่วิธีนี้เนี่ยแหละ ทำให้คนขี้เกียจถีบตัวเองขึ้นมาเป็นคนขยันสุดๆ หลายคนแล้ว เมื่อเราไม่มีภาระหรือหนี้สินใดๆ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอะไรให้เหนื่อย เพราะชีวิตในฝันที่หลายคนปรารถนาสูงสุด คือชีวิตที่ไม่ต้องเคร่งเครียด ทำงานพอกินพอใช้ ไม่มีหนี้ ซึ่งก็จะทำให้เราขี้เกียจมากขึ้นเรื่อยๆ การเพิ่มภาระหนี้สิน เช่น ผ่อนรถ, ผ่อนคอนโด, ทำบัตรเครดิตใบใหม่ , ลงเรียนเพิ่มเติม, ค่าประกัน ฯลฯ ก็จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เราต้องทำงานตลอดเวลา ห้ามหยุด ถึงมีคติสอนใจขึ้นมาว่า ถ้าเหนื่อย ก็ให้เปิดบิลค่าหนี้ขึ้นมาดู แล้วเราจะรู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร ทำตัวให้เป็นคนมีค่า (ค่าใช้จ่าย) ยิ่งมีค่ามาก ก็จะยิ่งทำให้ขยันมาก 3. คิดถึงผลที่จะตามมา คนที่ขี้้เกียจ เป็นเพราะพวกเขาไม่ค่อยคิดถึงผลที่จะตามมาสักเท่าไหร่นัก คนขี้เกียจมักจะคิดถึงแต่ผลกระทบระยะสั้น เช่น เมื่อขี้เกียจแล้วจะทำให้เพื่อนร่วมงานทำงานลำบากขึ้น หรือ ต้องใช้เงินเดือนชนเดือน แต่ความเดือดร้อนนั่น ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตได้รับการกระทบกระเทือนสักเท่าไหร่ คนขี้เกียจจึงไม่สะทกสะท้าน ขอให้คิดถึงผลกระทบที่ไกลกว่านั้น เช่น อาจจะโดนไล่ออก ไม่จ้างงานต่อ เพราะขี้เกียจเกินไป หรือไม่มีเงินใช้แม้แต่บาทเดียว เพราะขี้เกียจทำงานจนไม่มีรายได้ มองให้กว้าง มองให้ไกล 4. วางแผนอนาคต มันอาจจะเป็นอะไรที่ยากสำหรับคนขี้เกียจ แต่ก็ได้ผลล่ะนะ คนขี้เกียจมักจะเป็นคนที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กับผู้ใหญ่ อยู่กับแฟน มีคนคอยดูแลค่าใช้จ่ายให้ แต่ถ้าในอนาคต เราต้องอยู่คนเดียวล่ะ? แถมถ้าหากว่าเรามีครอบครัว มีลูก ที่ต้องรับผิดชอบล่ะ? ถ้าเรามาขยันในช่วงเวลาที่จวนตัว ก็คงไม่ทัน อะไรจะยากลำบากมากขึ้น รีบขยัน รีบลงมือทำในสิ่งที่อยากทำตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า ค่อยๆ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาในช่วงเวลาที่ยังไม่เหนื่อยและยังไม่กดดันมากเกินไป มันดีกว่ามานั่งกดดันและมาโทษตัวเองเมื่อถึงวันที่มันสายไปแล้ว 5. เลิกผัดวันประกันพรุ่ง จุดเริ่มต้นของความขี้เกียจ คือการผัดวันประกันพรุ่ง มีคำติดปากว่า เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ เอาไว้วันหลังก็ได้ พอถึงวันหลังที่ว่านั่น ก็จะผัดการทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายขี้เกียจทำไปโดยปริยาย ถ้าหากต้องการจะเลิกขี้เกียจ ก็ให้เลิกูด เลิกคิดคำว่า เดี๋ยวก่อน เอาไว้ค่อยทำ นึกอะไรได้ก็ให้ลงมือทำเลย มีงานอะไรเข้ามาก็ให้ลงมือทำเลย ลงมือทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จ หรือจนกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน แล้วค่อยไปพักผ่อนหรือทำอย่างอื่น คนขี้เกียจมักจะอ้างว่า ไม่มีอารมณ์ทำ รอให้มีอารมณ์ก่อน ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวไฟในตัวก็ลุกโชนเองนั่นแหละ ไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น
บทความ

5อนิเมะสยองขวัญแนะนำ

ความกลัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน มันเป็นความรู้สึกที่ฝังลึกในใจเรามาตั้งแต่เกิด แต่พอเราโตมา เราก็ใฝ่หาอยากเสพอะไรที่เกี่ยวกับความกลัว ดูไปก็ระแวงนะ นอนไม่หลับ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำ แต่ก็ยังกลัวอยู่ดี ส่วนใหญ่เรามักจะเสพด้วยการดูหนังผี ฟังรายการเล่าเรื่องผี รวมถึงอ่านเรื่องหลอนจากเว็บไซต์ต่างๆ อีกหนึ่งทางเลือกที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือ อนิเมะสยองขวัญ เพราะเรามักจะชินกับอนิเมะลายเส้นสวย ไม่น่ากลัว ดูไปแล้วก็ตลก แต่ก็ยังมีอนิเมะแนวสยองขวัญที่ทำให้คนนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง ไม่กล้าเข้าห้องน้ำคนเดียวอยู่   1. Yami Shibai อนิเมะสยองขวัญสั้นๆ ตอนละประมาณ 5 นาที Yami Shibai นั้นแปลว่า โรงละครแห่งความมืด ทุกตอน จะเปิดตอนด้วยคุณลุงนักเล่านิทาน ที่ส่งเสียงเรียกผู้ชมให้มาล้อมวงเพื่อนั่งฟังละครแห่งความมืดนี้ แต่ละตอนของอนิเมะ ไม่ได้สยองขวัญแบบเลือดสาด แต่จะเป็นการอ้างอิงเรื่องเล่าสยองขวัญพื้นบ้านของญี่ปุ่น ผสมผสานกับการเสียดสีสัญชาตญาณดิบของมนุษย์แทรกลองไปด้วย โทนภาพของเรื่องนี้ ก็ยังเป็นโทนเก่า ซีด แปลกตา ไม่ได้เป็นอนิเมะที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ปัจจุบัน มีทั้งหมด 7 Season ด้วยกัน ถึงคนจะให้ความคิดเห็นว่า Season แรกน่ากลัวกว่า สยองกว่า Season หลัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความน่ากลัวอะไรเลย ตอนนั่งดูก็ยังมีความระแวงรอบข้างอยู่ ว่าจะมีอะไรโผล่มาไหม   2. Another เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับห้องเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง ในห้องเรียนชั้น ม.3/3 มีคำสาปอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่อาจหนีพ้นได้ เรื่องทั้งหมดเกิดจากเมื่อ 26 ปีที่แล้ว นักเรียนคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้า ครู อาจารย์ และเพื่อนร่วมชั้นที่ยังทำใจไม่ได้ ตัดสินใจทำตัวราวกับว่านักเรียนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งในวันจบการศึกษา พวกเขายังจัดที่นั่งให้กับนักเรียนคนนั้นด้วย เวลาผ่านไป นักเรียนในห้อง ม.3/3 ต่างเสียชีวิตลง หลายฝ่ายเชื่อว่า นี่คือคำสาปของชั้น ม.3/3... หลังจากนั้นทุกปี จะมีนักเรียนเกินมา 1 คนเสมอ เนื่องจากคำสาปจากนักเรียนคนที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงอยู่ แปลว่า เธอยังคงวนเวียนอยู่ในห้องนั่นเอง เหล่าเด็กนักเรียนจำเป็นต้องตามหาให้ได้ว่าใคคือคนตาย และกำจัดออก ถ้าหากเลือกผิด คนที่ตายก็คือคนจริงๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และคำสาปก็ยังคงดำเนินต่อไป นอกจากความหลอน ความซับซ้อนแล้ว ฉากการเสียชีวิตของตัวละครแต่ละตัวก็กลายเป็นภาพติดตาของผู้ชมไปเลย อย่างฉากโดนร่มแทงคอในตำนาน ก็มาจากเรื่อง Another นี่เอง   3. Higurashi no Naku Koro ni ชื่อไทยของเรื่องนี้มี 2 ชื่อ คือ แว่วเสียงเรไร กับ ยามเมื่อเหล่าจั๊กจั่นกรีดร้อง อนิเมะเรื่องนี้จะแบ่งเป็นหลายภาค หลักๆ คือ จะเป็นภาคปริศนา และภาคไขปริศนา ภาคปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro ni ส่วนภาคไขปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro Ni kai ส่วนอนิเมะภาคอื่นนั้น เป็นบทเสริมที่เล่า อดีต อนาคต รวมถึงตัวละครอื่นที่ไม่เคยปรากฎในเนื้อเรื่องหลัก แต่มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก อนิเมะเรื่องนี้จะเล่าถึงตำนานคำสาปของหมู่บ้านฮินามิซาวะ ชาวบ้านเชื่อว่า ที่นี่มีเทพที่ชื่อว่า ท่านโอยาชิโระ คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ในทุกปี หมู่บ้านแห่งนี้จะมีคนตาย 2 คน และคนหายอีก 2 คน ชาวบ้านเชื่อว่านี่เป็นการสังเวยให้กับท่านโอยาชิโระ จนกระทั่งการมาถึงของ มาเอบาระ เคอิจิ หนุ่มจากในเมืองหลวงที่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ เขาเริ่มสงสัยในคำสาป สงสัยในการกระทำของคนในหมู่บ้าน จนเขาได้เจอกับความลับเบื้องหลังของท่านโอยาชิโระ คนที่หายสาบสูญ คนที่ตายไปทุกปี ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่? แว่วเสียงเรไร มีทั้งความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจากคำสาป และการกระทำอันเลือดเย็นของมนุษย์ด้วยกันเอง ที่เลือดสาดไม่เกรงใจกองเซนเซอร์เลย   4. Corpse Party อนิเมะสยอง ที่สร้างขึ้นจากซีรีส์เกม Corpse Party ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ตัวเกมมีหลายภาค ซึ่งความสยองขวัญก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย Corpse Party เป็นอนิเมะสั้นๆ เพียง 4 ตอนจบเท่านั้น เนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนและครูรวมทั้งหมด 9 คน ซึ่งพวกเขาทุกคนมีความหลงใหลในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความลี้ลับ สยองขวัญ พวกเขาชวนกันจับกลุ่มเล่าเรื่องสยองขวัญในอาคารเรียนร้างแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกย้าย นักเรียนคนหนึ่งได้เอ่ยปากขึ้นมาว่า เธอมีเครื่องรางกระดาษรูปคน โดยเครื่องรางนี้มีความเชื่อว่า ถ้าหากคนในกลุ่มฉีกร่างของตุ๊กตาพร้อมกัน ทุกคนจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป แต่ทันทีที่ฉีก เรื่องราวกลับพลิกผัน อาคารเรียนร้างที่พวกเขาอยู่เกิดทรุดตัวลง พวกเขาทุกคนตกลงไปด้านล่าง แทนที่จะตกลงไปเป็นใต้ถุน แต่สิ่งที่พวกเขาเจอ คือสถานที่ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับเหตุการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นอนิเมะตอนสั้น แต่ทั้งความสยองขวัญด้านผีวิญญาณ และเลือดสาดแบบไร้ความปรานี ก็ทำเอาคนดูเสียสุขภาพจิตไปเลย ฉากการตายของตัวละครแต่ละตัว รวมไปถึงปริศนาที่ซ่อนเอาไว้ ก็ทำให้เราปวดหัวจนไมเกรนขึ้นได้เลยล่ะ   5. Gyo หนึ่งในผลงานของเจ้าพ่อการ์ตูนสยองขวัญ อิโต้ จุนจิ ที่ได้รับการทำเป็นอนิเมะ และยังคงความสยองขวัญเอาไว้ได้ เรื่องราวเริ่มต้นจากแก๊งวัยรุ่นหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ออกไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ในขณะที่พวกเขากำลังสนุก (บางคน) อยู่นั้น จู่ๆ บ้านพักของพวกเขาก็ถูกจู่โจมโดยปลาฉลามที่มีขาคล้ายแมงมุม!? มันโจมตีมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม พวกเขาต้องต่อสู้กับปลาฉลามเดินได้อย่างดุเดือด จนสุดท้าย พวกเขาก็พบว่า ไม่ได้มีแค่ฉลามตัวเดียวที่มีขา แต่ปลาทุกตัวที่อยู่ในทะเล มีขาเดินได้กันหมด และพวกมันเริ่มจัดการมนุษย์! เรื่องราวเริ่มโกลาหลขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มากับปลาทะเล จำนวนที่เยอะเกินมนุษย์จะต้าน รวมถึงปริศนาที่อยู่เบื้องหลัง ว่าทำไมปลาถึงมีขาเดินได้? ตอนหลังๆ ยิ่งพีคเข้าไปใหญ่ เมื่อมนุษย์ก็ตกเป็นเหยื่อไปด้วย! เรื่องนี้ขอเตือนเลยว่า ห้ามดูตอนกินข้าว และดูแล้วจะเกลียดปลาไปอีกนาน
บทความ

5วิธีแก้ง่วง

นอกจากคนส่วนใหญ่จะประสบปัญหานอนไม่หลับเมื่อถึงเวลานอนแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เป็นกันทั่วโลกคือ รู้สึกง่วงทั้งวัน! เชื่อว่าทุกคนต้องเป็น ตื่นมาก็ง่วงแล้วอยากนอนต่อ กินข้าวก็ง่วง ทำงานนี่ยิ่งง่วงเข้าไปใหญ่ อยากกลับไปนอน แต่พอถึงบ้านดันนอนไม่หลับซะงั้น? นั่นอาจเป็นเพราะในช่วงเวลากลางวัน เราใช้พลังงานไม่มากพอ จนทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยล้า จนทำให้ไม่ง่วงเมื่อถึงเวลานอนนั่นเอง เราควรทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเรา เหมาะสมกับในแต่ละสถานการณ์ ง่วงไปทำงานไป คงไม่ดีในสายตาหัวหน้าแน่นอน แล้วเราจะแก้ง่วงด้วยวิธีไหนได้บ้างนะ?   1. ยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายเบาๆ อาการง่วง มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราจมปลักทำกิจกรรมหนึ่งเป็นเวลานานโดยที่ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย จนทำให้ทั้งร่างกายและสมองเกิดความเคยชิน รู้สึกเบื่อหน่าย จนอ่อนเพลีย ง่วง ตามลำดับ ทางเลือกที่ดี เราควรลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายทุกๆ 60-90 นาที ตั้งแต่เริ่มนั่งทำงาน หรือออกกำลังกายเบาๆ เช่น ยกแขนยกขา สะบัดไปสะบัดมา นอกจากจะช่วยยืดเส้นทำให้ผ่อนคลาย ยังทำให้เรารู้สึกสดชื่น กะปรี้กะเปร่า ส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการแบ่งเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน จะทำให้ใช้สมองได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเอง   2. ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง การแก้ไขปัญหาความง่วงจากภายนอกอาจไม่ได้ผล ต้องแก้จากภายในเลย เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง จะช่วยให้เราหายง่วงได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากคาเฟอีนเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นสมอง ขยายหลอดลมให้อ็อกซิเจนไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกไม่ง่วง หรือง่วงน้อยลงเมื่อดื่มคาเฟอีนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเป็นประจำ ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ เพราะในเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนส่วนใหญ่ มักมีน้ำตาลปริมาณมากควบคู่ด้วย และการดื่มคาเฟอีนที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เรานอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืน หรือช่วงเวลานอนของเรา   3. ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ร่างกายเราตื่นและรู้สึกสดชื่นขึ้นมาไม่มากก็น้อย หรือถ้าหากล้างหน้าแล้วยังไม่หายง่วง ก็ต้องอาบน้ำเลย เคยเป็นไหม เมื่อถึงเวลานอน พอลุกขึ้นไปอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็นอนต่อไม่หลับ ก็เหมือนกับตอนเช้านั่นแหละ ต่อให้ตอนตื่นมาจะง่วงแค่ไหน พออาบน้ำโดนน้ำปุ๊บ ก็ตาสว่าง สติกลับคืนมาทันที เพราะฉะนั้น ถ้าหากง่วงมาก การอาบน้ำก็เป็นทางเลือกที่ดี   4. หาอะไรที่ชื่นชอบทำ เรามักจะเกิดอาการเมื่อยล้า ง่วง อ่อนเพลีย เพราะเราต้องนั่งทำในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบหรือหลงใหล แต่จำเป็นต้องทำเพราะมันคืองาน มันคือภาระของเรา ลองหาเวลาว่างสักนิด หาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ทำได้มาทำ เช่น เล่นเกมในมือถือ, ถักผ้าพันคอ, อ่านนิยาย, คุยเมาท์กับเพื่อน เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้หัวเราะ มีความสุข ไปกับสิ่งที่เราหลงใหลแล้ว จะทำให้ร่างกายเราตื่น เพราะเราสนใจที่จะทำเรื่องนั้น และยังเป็นการผ่อนคลายเราไปในตัว เพราะการทำสิ่งที่ชอบและหลงใหล ต่อให้ทำเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ก็ไม่เบื่อเลยสักนิด   5. งีบหลับพักผ่อน สุดท้ายแล้ว ถ้าหากทำยังไงก็ไม่หายง่วงสักที การงีบหลับไม่เกิน 30 นาที เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ถ้าหากงีบหลับ ควรงีบไม่เกิน 30 นาที เพราะถ้าหากเกินไปกว่านั้นล่ะก็ ร่างกายเราจะเข้าสู่สภาวะหลับลึก แทนที่จะตื่นมาแล้วสดชื่น แต่จะตื่นมาแล้วเพลียแทน เพราะร่างกายเข้าใจว่าเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แน่นอนว่ามันทำให้แย่ลงกว่าเดิม ก่อนจะงีบหลับ แนะนำให้ดื่มกาแฟสักแก้ว เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนในกาแฟ จะทำงานได้ดีหลังจากผ่านไป 30 นาที ถ้าคุณงีบทันทีหลังจากดื่มกาแฟ เมื่อคุณตื่นขึ้น จะทำให้ร่างกายของคุณสดชื่นด้วยฤทธิ์ของคาเฟอีนพอดียังไงล่ะ