5วิธีลดน้ำหนักที่ไม่ควรทำ

5วิธีลดน้ำหนักที่ไม่ควรทำ

11 มิถุนายน 2561

พูดถึงอีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรงในยุคนี้

นั่นก็คือเทรนด์รักสุขภาพ หุ่นดี มีสัดส่วนที่ดี

เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่มีพิษมากขึ้น จนทำให้คนส่วนมากหันมาดูแลตัวเอง

จนกลายเป็นเทรนด์ฮิตทั่วโลกในที่สุด

แน่นอนว่าเทรนด์การรักสุขภาพ ต้องเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว

แต่เมื่อมองลงไปลึกๆ กลับกลายเป็นว่ามันก็มีผลเสียเหมือนกัน

พูดกันตรงๆ คนผอม คนหุ่นดี มักจะได้รับการยอมรับ การชื่นชมมากกว่า

คนที่หุ่นไม่ดีมักจะโดนเปรียบเทียบ โดนแซะเสมอ

แม้ว่าบางคนจะปล่อยวางได้ แต่อีกหลายคนก็ถูกกัดกร่อนด้วยคำพูด

จนทำให้หลายๆ คนเลือกที่จะลดน้ำหนักให้เร็วที่สุด

เพื่อที่จะลบคำดูถูกจากคนที่เคยว่า

ซึ่งส่วนใหญ่ มักจะลดน้ำหนักแบบผิดวิธี!!

ส่วนใหญ่มักจะใช้การลดน้ำหนักที่เห็นผลเร็ว

แต่จะส่งผลร้ายในระยะยาว

หรือบางคนก็ยังไม่รู้ว่า สิ่งที่ตัวเองทำมันส่งผลร้ายยังไง

ใครที่กำลังลดน้ำหนัก ห้ามทำตาม 5 ข้อต่อไปนี้เชียวนะ

1. อดอาหาร

5วิธีลดน้ำหนักที่ไม่ควรทำ

แม้ว่าการลดอาหาร ลดปริมาณการกินลง

จะเป็นสิ่งที่สมควรทำสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก

หรือคนที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานมากเกินไป

แต่การลดปริมาณการกินมากเกินไป จนถึงขั้นอดอาหาร

เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง

สาวๆ หลายคนเลือกใช้วิธีการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว

เช่น ไม่กินมื้อเช้า กินแค่มื้อเที่ยง และไม่กินมื้อเย็นด้วย

ถึงแม้ว่าวิธีดังกล่าวจะทำให้น้ำหนักลดได้จริงๆ

แต่ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก

และจะส่งผลต่อร่างกายของเราทันที รวมถึงระยะยาวด้วย

ทันทีที่เราอดอาหาร จะทำให้ร่างกายเกิดอาการขาดสารอาหารที่จำเป็น

ถึงจะอ้างว่าก็ใน 1 มื้อที่กินไปก็กินครบแล้วนะ แต่มันไม่พอหรอกนะ

รวมถึงยังทำให้ขาดพลังงานจนอ่อนเพลีย

เป็นโรคกระเพาะ, ท้องผูก

และถ้าหากถึงเวลากินอีกครั้ง ร่างกายจะรู้สึกหิวเป็นพิเศษ

ทำให้คุณกินมากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่ามื้อที่แล้ว

จนสุดท้าย การลดน้ำหนักแบบอดอาหาร จะทำให้คุณอ้วนกว่าเดิม

หรือที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่า โยโย่เอฟเฟคท์นั่นแหละ

เราไม่ควรอดอาหารมื้อหลัก

แต่เราควรงดการกินของหวาน น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว ของกินจุบจิบ

เพราะนั่นคือตัวทำให้อ้วน ส่วนอาหารน่ะสำคัญมาก กินไปเถอะ

2. กินยาลดความอ้วน

5วิธีลดน้ำหนักที่ไม่ควรทำ

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่หลายคนนิยมทำกัน

ถึงแม้ว่าจะมีการรายงานข่าวอยู่แทบทุกวัน

ว่ามีคนเสียชีวิตจากการทานยาลดความอ้วนหลายรายแล้ว

แต่หลายคนก็ยังไม่สนใจและกินต่อไป

เพราะสิ่งที่สนใจอย่างเดียว คือ อยากผอม

ถึงคำว่ายา มันจะดูเป็นคำที่ปลอดภัย เพราะยาเอาไว้ใช้รักษาโรค

แต่ยาลดความอ้วน ไม่ได้ช่วยรักษาเลย แถมยังทำลายสุขภาพของเราอีก

ยาลดความอ้วน เหมาะสำหรับคนที่น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานมากเกินไป

และจะต้องได้รับยาลดความอ้วนจากแพทย์โดยตรงเท่านั้น

เนื่องจากยาลดความอ้วนส่วนใหญ่

มักจะส่งผลต่อระบบประสาทเพื่อยับยั้งไม่ให้เราทานมากเกินไป

และถ้าหากทานผิดวิธี จะได้รับผลข้างเคียงอย่างร้ายแรง

ผู้ที่ทานยาลดความอ้วน จึงต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

แต่สำหรับบุคคลทั่วไปที่ซื้อยาลดความอ้วนจากเน็ตมากินเอง

แนะนำว่าให้เลิกซะ และไปปรึกษาแพทย์ที่มีใบรับรองอย่างถูกต้องจะดีกว่า

การทานยาลดความอ้วนแบบสั่งมาทานเอง

ไม่ได้ผ่านการรับรองจากแพทย์นั้น

จะส่งผลข้างเคียงให้ร่างกายมีอาการผิดปกติ

ไม่ว่าจะเป็น หัวใจเต้นผิดจังหวะ, ความดันสูง, นอนไม่หลับ, วิตกกังวลตลอดเวลา

อ่อนเพลีย, ปากแห้ง, ลิ้นรับรสไม่ได้, ชาตามผิวหนัง, ระบบย่อยมีปัญหา, ตับมีปัญหา

และอย่างร้ายแรงที่สุดเลย คือร้ายแรงจนเสียชีวิต

ดังนั้น ถ้าใครสนใจอยากจะทานยาลดความอ้วนจริงๆ

'ห้ามสั่งจากอินเตอร์เน็ต'

ให้ไปปรึกษาแพทย์ตามโรงพยาบาลที่ปลอดภัย ไว้ใจได้

อาจจะจ่ายเพิ่มหลายบาท แต่ถ้าให้แลกกับราคาถูกแต่เสี่ยงตายแล้ว

ไปพบแพทย์ดีกว่าเนาะ

3. หักโหมออกกำลังกาย

5วิธีลดน้ำหนักที่ไม่ควรทำ

การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร

ถ้าหากทำได้ทั้งสองอย่าง (คุมอาหาร + ออกกำลังกาย)

ก็จะสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย และทำให้สุขภาพดีอย่างมาก

หรือถ้าหากออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว ไม่ควบคุมอาหาร

อย่างน้อยก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่อ่อนเพลีย

แต่ก็จะมีบางคน เป็นพวกสุดกู่ อยากจะผอมจัด

อดอาหารแบบไม่กินอะไรเลย แถมออกกำลังกายอย่างหนัก!!

หรือเอาแต่ออกกำลังกายตลอด ไม่มีเวลาให้พัก!

ขอเตือนไว้ตรงนี้เลยว่า การออกกำลังกายน่ะเป็นเรื่องดี

แต่ถ้ามันมากเกินไป สุดท้ายมันก็เป็นผลเสียต่อร่างกายได้

ก่อนจะออกกำลังกาย เราควรพักผ่อนให้เพียงพอ

รวมถึงรับประทานอาหารให้ร่างกายพร้อมเสียก่อน

เนื่องจากร่างกายของเราต้องการพลังงานอย่างมากระหว่างออกกำลังกาย

หากเราไม่ทานอาหาร หรือทานน้อย แต่ออกกำลังกายหนัก

จะส่งผลให้ปวดเมื่อยอย่างหนักไปทั้งตัว

เนื่องจากบริเวณที่สึกหรอไม่มีสารอาหารที่มากพอไปซ่อมแซม

และยังส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลดลงอีกด้วย

เนื่องจากใช้พลังงานมากเกินไป พักผ่อนซ่อมแซมไม่บาลานซ์กับการออกกำลังกาย

อย่างร้ายแรงที่สุดคืออาจจะทำให้หมดสติได้

เพราะร่างกายของเรารับไม่ไหวนั่นเอง

ทุกอย่างควรต้องทำตามแต่พอดี ถึงจะได้รับประโยชน์

ไม่ว่าสิ่งนั้นจะส่งผลดีขนาดไหน ถ้าหากว่าถลำลึกมากเกินไป

มันก็ส่งผลเสียต่อเราได้ทั้งนั้น

4. กินอาหารชนิดเดียวตลอด

5วิธีลดน้ำหนักที่ไม่ควรทำ

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนักขั้นแรก

นั่นก็คือการควบคุมปริมาณอาหาร

ด้วยการกินให้น้อยลง พยายามหลีกเลี่ยงของมัน ของทอด แป้ง ฯลฯ

โดนสั่งให้งดนู่นงดนี่ สำหรับคนที่มีห้องครัวที่บ้าน ก็สบายไป

แต่สำหรับคนที่อยู่หอพัก หรืออพาร์ทเมนท์ที่ไม่อนุญาตให้ทำอาหาร

มันก็จะลำบากหน่อยๆ

หลายคนจึงเลือกทางออกที่ดีที่สุดด้วยการเสิร์ชหาเมนูอาหารที่มีปริมาณแคลอรีน้อยๆ

แล้วกินอาหารเมนูนั้นเป็นประจำ

เช่น เส้นเล็กน้ำใส, สุกี้น้ำ, แกงจืดตำลึงหมูสับ ฯลฯ

แน่นอนว่าการกินอาหารไม่ทอด ไม่มัน ไม่ปรุงมาก

ย่อมทำให้น้ำหนักลดไวอยู่แล้ว

เพราะได้กินของที่ไม่อ้วน

แต่การกินแบบนี้ก็ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพเหมือนกันนะ

อย่างแรกเลยคือ จะส่งผลให้ร่างกายขาดสารอาหาร

การทานอาหารเพียงไม่กี่ชนิด และมีวัตถุดิบใกล้เคียงกัน

จะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นมากพอ

แม้ว่าการกินไขมัน การกินเนื้อสัตว์มากๆ จะทำให้น้ำหนักขึ้นไว

แต่ไขมันและเนื้อสัตว์ เป็น 1 ในสารอาหาร 5 หมู่ที่จำเป็นต่อร่างกาย

ก็จำเป็นต้องกิน

ไม่เช่นนั้นอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพและนิสัยในระยะยาวได้

อาจจะทำให้เรากลายเป็นคนเรื่องมาก เลือกกิน ต้องกินแบบนี้ๆ เท่านั้น

หรืออาจจะทำให้ขาดแคลเซียม วิตามิน สารอาหารต่างๆ

เดินทางสายกลางนะ อย่าสุดกู่มากเกินไป

5. ล้วงคอ

5วิธีลดน้ำหนักที่ไม่ควรทำ

อีกหนึ่งวิธีเก่าแก่ของสาวๆ ที่ถึงแม้ว่าจะทรมาน และส่งผลเสียมาก

แต่สลอตเชื่อว่าในปัจจุบันก็ยังมีสาวๆ หลายคนเลือกทำวิธีนี้

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าการล้วงคอคืออะไร

การล้วงคอ คือ การพยายามล้วงคอให้สิ่งที่อยู่ภายในลำคอ กระเพาะ ลำไส้ ออกมาจากร่างกาย

สำหรับสาวๆ ที่ลดน้ำหนัก มักจะล้วงคอหลักจากทานอาหาร

เพื่อไม่ให้อาหารที่กินเข้าไปย่อยเข้าสู่ร่างกาย

เพื่อไม่ให้อ้วนมากไปกว่านี้นั่นเอง

แต่แน่นอนว่ามันส่งผลอันตรายต่อร่างกายเป็นอย่างมาก

การล้วงคอ เสี่ยงต่อการเป็นกรดไหลย้อน, เป็นแผลในกระเพาะอาหาร

เนื่องจากไม่ค่อยมีอะไรตกลงไปถึงกระเพาะ

และการล้วงคออ้วกบ่อยๆ

จะส่งผลให้กรดจากกระเพาะอาหารกัดหลอดลมจนเกิดเป็นแผลได้

นอกจากนี้ หากทำจนติดเป็นนิสัย

อาจจะเสียชีวิตจากการเป็น โรคคลั่งผอม

หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Anorexia nervosa

ฟังอาจจะดูไม่น่ากลัว แต่โรคนี้อันตรายจนถึงชีวิต

นางแบบต่างประเทศเสียชีวิตเพราะโรคนี้มาหลายคนแล้ว

โดยผู้ที่เป็นโรคคลั่งผอม จะเป็นพวกคลั่งไคล้ในความผอม

วิตกกังวลกับน้ำหนักและรูปร่างของตัวเองเป็นอย่างมาก

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะคิดว่าตัวเองอ้วนอยู่ตลอดเวลา

และมักจะทำทุกวิธีเพื่อให้น้ำหนักลง เช่น ล้วงคอ, ใช้ยาระบาย ฯลฯ

สำหรับใครที่ล้วงคอเป็นประจำ หรือคิดว่าตัวเองเสี่ยงเป็นโรคนี้

สลอตแนะนำว่าให้ไปพบแพทย์ตามโรงพยาบาล

หรือไปพบจิตแพทย์

เนื่องจากโรคคลั่งผอมนั้นเป็นอาการที่เกิดจากความผิดปกติของจิตใจ

และผลข้างเคียงคือการเป็นโรคซึมเศร้าเนื่องจากหมกมุ่นมากเกินไปนั่นเอง

เดินทางสายกลาง คุมอาหารแต่พอดี ออกกำลังกายแต่พอดีกันดีกว่าเนาะ

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5 วิธีเลิกขี้เกียจ

ขี้เกียจ เป็นนิสัยที่ฝังลึกอยู่ในมนุษย์ทุกคนโดยไม่สามารถหาอะไรมาเอามันออกไปได้ เพราะเมื่อเราขี้เกียจ เราจะพบแต่ความสบาย ขี้เกียจทำงานก็ได้นั่งเล่นเกมอยู่บ้าน ขี้เกียจตื่นเช้าก็ได้นอนหลับเต็มอิ่ม ขี้เกียจเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้พักผ่อน แต่ขี้เกียจมันไม่ใช่เรื่องนี้เลย ความขี้เกียจส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนหลายอย่าง เช่น ขี้เกียจทำงานบ้าน ก็ทำให้บ้านสกปรก, ขี้เกียจทำงาน ก็ทำให้เพื่อนร่วมงานเดือดร้อน, ขี้เกียจตื่นนอน ก็ทำให้คนใกล้ตัวเป็นห่วงว่าเรานอนมากไป ไม่สบายอะไรรึเปล่า แต่อย่างที่เกริ่นเอาไว้ ว่ามันเป็นนิสัยที่ฝังลึกลงไปแล้ว จะแก้ได้ยังไงล่ะ? ทุกอย่างย่อมมีทางแก้เสมอ   1. หาแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะลงมือทำอะไร เรามักต้องการแรงบันดาลใจในการทำสิ่งนั้นเสมอ เช่น แรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก คืออยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ การที่เราจะกำจัดความขี้เกียจออกไปได้นั้น เราก็ต้องการแรงบันดาลใจเช่นกัน แรงบันดาลใจที่จะช่วยให้เราหายขี้เกียจได้ ยกตัวอย่างเช่น การคิดว่าถ้าเราไม่ขี้เกียจ ก็จะได้โบนัสเงินเดือนเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ เราจะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่งผลให้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ คนอื่นจะนับถือและเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้น หรือแรงบันดาลใจอื่นตามความชอบความสนใจของแต่ละคน เช่น ถ้าไม่ขี้เกียจ ขยันทำงานมีเงินมากขึ้น จะมีเงินไปกินอาหารอร่อยๆ เป็นต้น 2. เพิ่มภาระหนี้สิน อาจจะฟังดูเป็นวิธีที่โหดร้ายไปหน่อย แต่วิธีนี้เนี่ยแหละ ทำให้คนขี้เกียจถีบตัวเองขึ้นมาเป็นคนขยันสุดๆ หลายคนแล้ว เมื่อเราไม่มีภาระหรือหนี้สินใดๆ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอะไรให้เหนื่อย เพราะชีวิตในฝันที่หลายคนปรารถนาสูงสุด คือชีวิตที่ไม่ต้องเคร่งเครียด ทำงานพอกินพอใช้ ไม่มีหนี้ ซึ่งก็จะทำให้เราขี้เกียจมากขึ้นเรื่อยๆ การเพิ่มภาระหนี้สิน เช่น ผ่อนรถ, ผ่อนคอนโด, ทำบัตรเครดิตใบใหม่ , ลงเรียนเพิ่มเติม, ค่าประกัน ฯลฯ ก็จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เราต้องทำงานตลอดเวลา ห้ามหยุด ถึงมีคติสอนใจขึ้นมาว่า ถ้าเหนื่อย ก็ให้เปิดบิลค่าหนี้ขึ้นมาดู แล้วเราจะรู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร ทำตัวให้เป็นคนมีค่า (ค่าใช้จ่าย) ยิ่งมีค่ามาก ก็จะยิ่งทำให้ขยันมาก 3. คิดถึงผลที่จะตามมา คนที่ขี้้เกียจ เป็นเพราะพวกเขาไม่ค่อยคิดถึงผลที่จะตามมาสักเท่าไหร่นัก คนขี้เกียจมักจะคิดถึงแต่ผลกระทบระยะสั้น เช่น เมื่อขี้เกียจแล้วจะทำให้เพื่อนร่วมงานทำงานลำบากขึ้น หรือ ต้องใช้เงินเดือนชนเดือน แต่ความเดือดร้อนนั่น ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตได้รับการกระทบกระเทือนสักเท่าไหร่ คนขี้เกียจจึงไม่สะทกสะท้าน ขอให้คิดถึงผลกระทบที่ไกลกว่านั้น เช่น อาจจะโดนไล่ออก ไม่จ้างงานต่อ เพราะขี้เกียจเกินไป หรือไม่มีเงินใช้แม้แต่บาทเดียว เพราะขี้เกียจทำงานจนไม่มีรายได้ มองให้กว้าง มองให้ไกล 4. วางแผนอนาคต มันอาจจะเป็นอะไรที่ยากสำหรับคนขี้เกียจ แต่ก็ได้ผลล่ะนะ คนขี้เกียจมักจะเป็นคนที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กับผู้ใหญ่ อยู่กับแฟน มีคนคอยดูแลค่าใช้จ่ายให้ แต่ถ้าในอนาคต เราต้องอยู่คนเดียวล่ะ? แถมถ้าหากว่าเรามีครอบครัว มีลูก ที่ต้องรับผิดชอบล่ะ? ถ้าเรามาขยันในช่วงเวลาที่จวนตัว ก็คงไม่ทัน อะไรจะยากลำบากมากขึ้น รีบขยัน รีบลงมือทำในสิ่งที่อยากทำตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า ค่อยๆ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาในช่วงเวลาที่ยังไม่เหนื่อยและยังไม่กดดันมากเกินไป มันดีกว่ามานั่งกดดันและมาโทษตัวเองเมื่อถึงวันที่มันสายไปแล้ว 5. เลิกผัดวันประกันพรุ่ง จุดเริ่มต้นของความขี้เกียจ คือการผัดวันประกันพรุ่ง มีคำติดปากว่า เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ เอาไว้วันหลังก็ได้ พอถึงวันหลังที่ว่านั่น ก็จะผัดการทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายขี้เกียจทำไปโดยปริยาย ถ้าหากต้องการจะเลิกขี้เกียจ ก็ให้เลิกูด เลิกคิดคำว่า เดี๋ยวก่อน เอาไว้ค่อยทำ นึกอะไรได้ก็ให้ลงมือทำเลย มีงานอะไรเข้ามาก็ให้ลงมือทำเลย ลงมือทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จ หรือจนกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน แล้วค่อยไปพักผ่อนหรือทำอย่างอื่น คนขี้เกียจมักจะอ้างว่า ไม่มีอารมณ์ทำ รอให้มีอารมณ์ก่อน ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวไฟในตัวก็ลุกโชนเองนั่นแหละ ไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น
บทความ

5อนิเมะสยองขวัญแนะนำ

ความกลัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน มันเป็นความรู้สึกที่ฝังลึกในใจเรามาตั้งแต่เกิด แต่พอเราโตมา เราก็ใฝ่หาอยากเสพอะไรที่เกี่ยวกับความกลัว ดูไปก็ระแวงนะ นอนไม่หลับ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำ แต่ก็ยังกลัวอยู่ดี ส่วนใหญ่เรามักจะเสพด้วยการดูหนังผี ฟังรายการเล่าเรื่องผี รวมถึงอ่านเรื่องหลอนจากเว็บไซต์ต่างๆ อีกหนึ่งทางเลือกที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือ อนิเมะสยองขวัญ เพราะเรามักจะชินกับอนิเมะลายเส้นสวย ไม่น่ากลัว ดูไปแล้วก็ตลก แต่ก็ยังมีอนิเมะแนวสยองขวัญที่ทำให้คนนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง ไม่กล้าเข้าห้องน้ำคนเดียวอยู่   1. Yami Shibai อนิเมะสยองขวัญสั้นๆ ตอนละประมาณ 5 นาที Yami Shibai นั้นแปลว่า โรงละครแห่งความมืด ทุกตอน จะเปิดตอนด้วยคุณลุงนักเล่านิทาน ที่ส่งเสียงเรียกผู้ชมให้มาล้อมวงเพื่อนั่งฟังละครแห่งความมืดนี้ แต่ละตอนของอนิเมะ ไม่ได้สยองขวัญแบบเลือดสาด แต่จะเป็นการอ้างอิงเรื่องเล่าสยองขวัญพื้นบ้านของญี่ปุ่น ผสมผสานกับการเสียดสีสัญชาตญาณดิบของมนุษย์แทรกลองไปด้วย โทนภาพของเรื่องนี้ ก็ยังเป็นโทนเก่า ซีด แปลกตา ไม่ได้เป็นอนิเมะที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ปัจจุบัน มีทั้งหมด 7 Season ด้วยกัน ถึงคนจะให้ความคิดเห็นว่า Season แรกน่ากลัวกว่า สยองกว่า Season หลัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความน่ากลัวอะไรเลย ตอนนั่งดูก็ยังมีความระแวงรอบข้างอยู่ ว่าจะมีอะไรโผล่มาไหม   2. Another เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับห้องเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง ในห้องเรียนชั้น ม.3/3 มีคำสาปอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่อาจหนีพ้นได้ เรื่องทั้งหมดเกิดจากเมื่อ 26 ปีที่แล้ว นักเรียนคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้า ครู อาจารย์ และเพื่อนร่วมชั้นที่ยังทำใจไม่ได้ ตัดสินใจทำตัวราวกับว่านักเรียนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งในวันจบการศึกษา พวกเขายังจัดที่นั่งให้กับนักเรียนคนนั้นด้วย เวลาผ่านไป นักเรียนในห้อง ม.3/3 ต่างเสียชีวิตลง หลายฝ่ายเชื่อว่า นี่คือคำสาปของชั้น ม.3/3... หลังจากนั้นทุกปี จะมีนักเรียนเกินมา 1 คนเสมอ เนื่องจากคำสาปจากนักเรียนคนที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงอยู่ แปลว่า เธอยังคงวนเวียนอยู่ในห้องนั่นเอง เหล่าเด็กนักเรียนจำเป็นต้องตามหาให้ได้ว่าใคคือคนตาย และกำจัดออก ถ้าหากเลือกผิด คนที่ตายก็คือคนจริงๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และคำสาปก็ยังคงดำเนินต่อไป นอกจากความหลอน ความซับซ้อนแล้ว ฉากการเสียชีวิตของตัวละครแต่ละตัวก็กลายเป็นภาพติดตาของผู้ชมไปเลย อย่างฉากโดนร่มแทงคอในตำนาน ก็มาจากเรื่อง Another นี่เอง   3. Higurashi no Naku Koro ni ชื่อไทยของเรื่องนี้มี 2 ชื่อ คือ แว่วเสียงเรไร กับ ยามเมื่อเหล่าจั๊กจั่นกรีดร้อง อนิเมะเรื่องนี้จะแบ่งเป็นหลายภาค หลักๆ คือ จะเป็นภาคปริศนา และภาคไขปริศนา ภาคปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro ni ส่วนภาคไขปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro Ni kai ส่วนอนิเมะภาคอื่นนั้น เป็นบทเสริมที่เล่า อดีต อนาคต รวมถึงตัวละครอื่นที่ไม่เคยปรากฎในเนื้อเรื่องหลัก แต่มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก อนิเมะเรื่องนี้จะเล่าถึงตำนานคำสาปของหมู่บ้านฮินามิซาวะ ชาวบ้านเชื่อว่า ที่นี่มีเทพที่ชื่อว่า ท่านโอยาชิโระ คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ในทุกปี หมู่บ้านแห่งนี้จะมีคนตาย 2 คน และคนหายอีก 2 คน ชาวบ้านเชื่อว่านี่เป็นการสังเวยให้กับท่านโอยาชิโระ จนกระทั่งการมาถึงของ มาเอบาระ เคอิจิ หนุ่มจากในเมืองหลวงที่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ เขาเริ่มสงสัยในคำสาป สงสัยในการกระทำของคนในหมู่บ้าน จนเขาได้เจอกับความลับเบื้องหลังของท่านโอยาชิโระ คนที่หายสาบสูญ คนที่ตายไปทุกปี ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่? แว่วเสียงเรไร มีทั้งความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจากคำสาป และการกระทำอันเลือดเย็นของมนุษย์ด้วยกันเอง ที่เลือดสาดไม่เกรงใจกองเซนเซอร์เลย   4. Corpse Party อนิเมะสยอง ที่สร้างขึ้นจากซีรีส์เกม Corpse Party ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ตัวเกมมีหลายภาค ซึ่งความสยองขวัญก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย Corpse Party เป็นอนิเมะสั้นๆ เพียง 4 ตอนจบเท่านั้น เนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนและครูรวมทั้งหมด 9 คน ซึ่งพวกเขาทุกคนมีความหลงใหลในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความลี้ลับ สยองขวัญ พวกเขาชวนกันจับกลุ่มเล่าเรื่องสยองขวัญในอาคารเรียนร้างแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกย้าย นักเรียนคนหนึ่งได้เอ่ยปากขึ้นมาว่า เธอมีเครื่องรางกระดาษรูปคน โดยเครื่องรางนี้มีความเชื่อว่า ถ้าหากคนในกลุ่มฉีกร่างของตุ๊กตาพร้อมกัน ทุกคนจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป แต่ทันทีที่ฉีก เรื่องราวกลับพลิกผัน อาคารเรียนร้างที่พวกเขาอยู่เกิดทรุดตัวลง พวกเขาทุกคนตกลงไปด้านล่าง แทนที่จะตกลงไปเป็นใต้ถุน แต่สิ่งที่พวกเขาเจอ คือสถานที่ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับเหตุการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นอนิเมะตอนสั้น แต่ทั้งความสยองขวัญด้านผีวิญญาณ และเลือดสาดแบบไร้ความปรานี ก็ทำเอาคนดูเสียสุขภาพจิตไปเลย ฉากการตายของตัวละครแต่ละตัว รวมไปถึงปริศนาที่ซ่อนเอาไว้ ก็ทำให้เราปวดหัวจนไมเกรนขึ้นได้เลยล่ะ   5. Gyo หนึ่งในผลงานของเจ้าพ่อการ์ตูนสยองขวัญ อิโต้ จุนจิ ที่ได้รับการทำเป็นอนิเมะ และยังคงความสยองขวัญเอาไว้ได้ เรื่องราวเริ่มต้นจากแก๊งวัยรุ่นหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ออกไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ในขณะที่พวกเขากำลังสนุก (บางคน) อยู่นั้น จู่ๆ บ้านพักของพวกเขาก็ถูกจู่โจมโดยปลาฉลามที่มีขาคล้ายแมงมุม!? มันโจมตีมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม พวกเขาต้องต่อสู้กับปลาฉลามเดินได้อย่างดุเดือด จนสุดท้าย พวกเขาก็พบว่า ไม่ได้มีแค่ฉลามตัวเดียวที่มีขา แต่ปลาทุกตัวที่อยู่ในทะเล มีขาเดินได้กันหมด และพวกมันเริ่มจัดการมนุษย์! เรื่องราวเริ่มโกลาหลขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มากับปลาทะเล จำนวนที่เยอะเกินมนุษย์จะต้าน รวมถึงปริศนาที่อยู่เบื้องหลัง ว่าทำไมปลาถึงมีขาเดินได้? ตอนหลังๆ ยิ่งพีคเข้าไปใหญ่ เมื่อมนุษย์ก็ตกเป็นเหยื่อไปด้วย! เรื่องนี้ขอเตือนเลยว่า ห้ามดูตอนกินข้าว และดูแล้วจะเกลียดปลาไปอีกนาน
บทความ

5วิธีแก้ง่วง

นอกจากคนส่วนใหญ่จะประสบปัญหานอนไม่หลับเมื่อถึงเวลานอนแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เป็นกันทั่วโลกคือ รู้สึกง่วงทั้งวัน! เชื่อว่าทุกคนต้องเป็น ตื่นมาก็ง่วงแล้วอยากนอนต่อ กินข้าวก็ง่วง ทำงานนี่ยิ่งง่วงเข้าไปใหญ่ อยากกลับไปนอน แต่พอถึงบ้านดันนอนไม่หลับซะงั้น? นั่นอาจเป็นเพราะในช่วงเวลากลางวัน เราใช้พลังงานไม่มากพอ จนทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยล้า จนทำให้ไม่ง่วงเมื่อถึงเวลานอนนั่นเอง เราควรทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเรา เหมาะสมกับในแต่ละสถานการณ์ ง่วงไปทำงานไป คงไม่ดีในสายตาหัวหน้าแน่นอน แล้วเราจะแก้ง่วงด้วยวิธีไหนได้บ้างนะ?   1. ยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายเบาๆ อาการง่วง มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราจมปลักทำกิจกรรมหนึ่งเป็นเวลานานโดยที่ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย จนทำให้ทั้งร่างกายและสมองเกิดความเคยชิน รู้สึกเบื่อหน่าย จนอ่อนเพลีย ง่วง ตามลำดับ ทางเลือกที่ดี เราควรลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายทุกๆ 60-90 นาที ตั้งแต่เริ่มนั่งทำงาน หรือออกกำลังกายเบาๆ เช่น ยกแขนยกขา สะบัดไปสะบัดมา นอกจากจะช่วยยืดเส้นทำให้ผ่อนคลาย ยังทำให้เรารู้สึกสดชื่น กะปรี้กะเปร่า ส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการแบ่งเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน จะทำให้ใช้สมองได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเอง   2. ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง การแก้ไขปัญหาความง่วงจากภายนอกอาจไม่ได้ผล ต้องแก้จากภายในเลย เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง จะช่วยให้เราหายง่วงได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากคาเฟอีนเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นสมอง ขยายหลอดลมให้อ็อกซิเจนไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกไม่ง่วง หรือง่วงน้อยลงเมื่อดื่มคาเฟอีนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเป็นประจำ ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ เพราะในเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนส่วนใหญ่ มักมีน้ำตาลปริมาณมากควบคู่ด้วย และการดื่มคาเฟอีนที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เรานอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืน หรือช่วงเวลานอนของเรา   3. ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ร่างกายเราตื่นและรู้สึกสดชื่นขึ้นมาไม่มากก็น้อย หรือถ้าหากล้างหน้าแล้วยังไม่หายง่วง ก็ต้องอาบน้ำเลย เคยเป็นไหม เมื่อถึงเวลานอน พอลุกขึ้นไปอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็นอนต่อไม่หลับ ก็เหมือนกับตอนเช้านั่นแหละ ต่อให้ตอนตื่นมาจะง่วงแค่ไหน พออาบน้ำโดนน้ำปุ๊บ ก็ตาสว่าง สติกลับคืนมาทันที เพราะฉะนั้น ถ้าหากง่วงมาก การอาบน้ำก็เป็นทางเลือกที่ดี   4. หาอะไรที่ชื่นชอบทำ เรามักจะเกิดอาการเมื่อยล้า ง่วง อ่อนเพลีย เพราะเราต้องนั่งทำในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบหรือหลงใหล แต่จำเป็นต้องทำเพราะมันคืองาน มันคือภาระของเรา ลองหาเวลาว่างสักนิด หาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ทำได้มาทำ เช่น เล่นเกมในมือถือ, ถักผ้าพันคอ, อ่านนิยาย, คุยเมาท์กับเพื่อน เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้หัวเราะ มีความสุข ไปกับสิ่งที่เราหลงใหลแล้ว จะทำให้ร่างกายเราตื่น เพราะเราสนใจที่จะทำเรื่องนั้น และยังเป็นการผ่อนคลายเราไปในตัว เพราะการทำสิ่งที่ชอบและหลงใหล ต่อให้ทำเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ก็ไม่เบื่อเลยสักนิด   5. งีบหลับพักผ่อน สุดท้ายแล้ว ถ้าหากทำยังไงก็ไม่หายง่วงสักที การงีบหลับไม่เกิน 30 นาที เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ถ้าหากงีบหลับ ควรงีบไม่เกิน 30 นาที เพราะถ้าหากเกินไปกว่านั้นล่ะก็ ร่างกายเราจะเข้าสู่สภาวะหลับลึก แทนที่จะตื่นมาแล้วสดชื่น แต่จะตื่นมาแล้วเพลียแทน เพราะร่างกายเข้าใจว่าเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แน่นอนว่ามันทำให้แย่ลงกว่าเดิม ก่อนจะงีบหลับ แนะนำให้ดื่มกาแฟสักแก้ว เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนในกาแฟ จะทำงานได้ดีหลังจากผ่านไป 30 นาที ถ้าคุณงีบทันทีหลังจากดื่มกาแฟ เมื่อคุณตื่นขึ้น จะทำให้ร่างกายของคุณสดชื่นด้วยฤทธิ์ของคาเฟอีนพอดียังไงล่ะ
บทความ

5 วิธีช่วยให้นอนหลับง่าย

ปัญหานอนไม่หลับ เป็นปัญหาที่ประสบได้กับคนทุกเพศทุกวัย ต้นเหตุของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป การแก้ปัญหาก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่การแก้ปัญหานอนไม่หลับวิธีหลัก ก็มีไม่กี่วิธี 5 วิธีแก้ปัญหานอนไม่หลับนี้ อาจจะดูน้อยไปหน่อย แต่ประสิทธิภาพสูงแน่นอน   1. ดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆ ก่อนเข้านอน การกินอะไรก่อนเข้านอนอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก สำหรับคนรักสุขภาพและคนที่ดูแลหุ่นเป็นอย่างดี แต่การดื่มน้ำอุ่น จิบชาร้อนก่อนเข้านอน จะช่วยให้ทั้งสมองร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย คล้ายกับการแช่น้ำอุ่น เมื่อร่างกายผ่อนคลายแล้ว จะทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะส่วนใหญ่ที่เรานอนไม่หลับ เนื่องจากเรามีความตึงเครียดอยู่ในสมองโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง หากใครชอบดื่มชา การเลือกชาที่เหมาะสมกับสุขภาพและรสนิยมของตัวเอง ก็ยิ่งทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น หรือใครไม่ซีเรียสเรื่องการลดน้ำหนัก ดื่มนมร้อนก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลย   2. เคลียร์เรื่องที่ค้างคาใจให้เสร็จก่อนนอน อย่างที่เราบอกว่า เรามักจะนอนไม่หลับ เพราะเรามีความเครียดอยู่ในหัวแบบไม่รู้ตัว การนอน คือกิจวัตรประจำวันอย่างสุดท้ายที่เราต้องทำ ก่อนจะลืมตาตื่นต้อนรับวันใหม่ มันต้องผ่านช่วงเวลาทั้งดีและร้ายมาทั้งวัน ไม่แปลกเลยว่าทำไมตอนนอนถึงมีเรื่องให้คิดเยอะแยะเต็มไปหมด และบางทีก็มีเรื่องที่ค้างคาอยู่แต่ไม่ได้ทำให้สำเร็จ เพราะอยากจะนอนก่อนค่อยลุกมาทำด้วย แต่นั่นอาจทำให้เรานอนไม่หลับแทน เพราะเราจะกังวลว่า เราจะตื่นมาทำธุระนั่นทันไหม เราจะลืมสิ่งที่เราคิดว่าจะทำไหม ทางที่ดี ควรทำอะไรที่คุณนึกออกภายในทันที และทำทุกสิ่งที่ควรทำทั้งหมดก่อนจะเข้านอน เช่น ส่งข้อความฝันดีให้แฟน, ล้างเครื่องสำอาง, ทำการบ้านให้ครบทุกวิชา เคลียร์ให้เสร็จก็หลับสบายแล้ว   3. ใช้อุปกรณ์ปรับอากาศ กลิ่นนั้นสำคัญกว่าที่คิด แต่ละสถานที่ ควรจะมีกลิ่นที่แตกต่างกันไป กลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำก็ควรจะอยู่ในห้องน้ำ กลิ่นอาหารก็ควรจะอยู่ในห้องครัว ถ้ามีกลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำในห้องครัว หรือกินอาหารในห้องนอน มันก็จะทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ มันไม่ใช่แค่ความเหมาะสม แต่กลิ่นที่แตกต่างกันในแต่ละสถานที่ ทำให้ร่างกายเรามีปฏิกิริยาตอบรับที่ถูกต้อง ในห้องนอน ซึ่งอาจจะมีกลิ่นอับ หรือไม่มีกลิ่นเลย ให้ลองใช้อุปกรณ์ปรับอากาศ เช่น สเปรย์, เทียนหอม, เครื่องพ่นอโรม่าหอมระเหย เลือกกลิ่นที่ชอบ หรือกลิ่นที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย คลายเครียด จะทำให้การนอนหลับเป็นไปได้ง่ายขึ้น และหลับสนิทยิ่งกว่าเดิม   4. ทำให้สภาพแวดล้อมน่านอนมากที่สุด เวลานอน แต่ละคนก็จะมีวิธีทำให้ตัวเองง่วงด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป เช่น เปิดเพลงฟังทิ้งไว้ตอนนอน, เปิดไฟนอนไม่งั้นนอนไม่หลับ, เล่นโทรศัพท์จนกว่าจะหลับ แต่ช่วงเวลาที่เรานอนหลับ คือช่วงเวลาเดียวที่ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่มากที่สุด ทางที่ดีคือควรจัดห้องนอนให้เงียบ มีแสงไฟน้อย ปราศจากการรบกวนทั้งแสง สี เสียง ให้ได้มากที่สุด จะทำให้คุณหลับได้ง่ายขึ้น และลึกขึ้น เนื่องจากความเงียบสงบทำให้เราพักผ่อนได้อย่างเต็มที่   5. เลิกทำทุกอย่าง พยายามนอนหลับตาอยู่นิ่งๆ บางคน นอนไม่หลับเพราะตกอยู่ในสภาวะเครียด หรือมีอาการป่วยทางจิตโดยที่ไม่รู้ตัว แต่ส่วนใหญ่แล้ว คนสมัยนี้นอนไม่ค่อยหลับ นอนหลับยากกันก็เพราะติดเล่นโทรศัพท์ ติดดูซีรีส์ ติดอ่านนิยายก่อนนอน เพราะมีความคิดว่า นอนไปยังไงก็ไม่หลับเพราะยังไม่ง่วง หาอะไรทำก่อนนอนเพลินๆ ไปเลยดีกว่า นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะมันเป็นกิจกรรมตัวการที่ทำให้เรานอนไม่หลับเลยล่ะ ยิ่งเราทำอะไรต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้สมองของเราไม่ได้หยุดพัก คิดต่อจากสิ่งที่เราอ่านไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นคิดมาก นอนไม่หลับ หากต้องการนอนหลับให้เร็วที่สุด ควรนอนหลับตาอยู่นิ่งๆ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ภายในไม่เกิน 9 นาที คุณจะผล็อยหลับไปโดยที่ไม่รู้ตัวเลยล่ะ