5 อนิเมะที่ปวดตับมากที่สุด

5 อนิเมะที่ปวดตับมากที่สุด

5 มิถุนายน 2561

การ์ตูนอนิเมชันจากญี่ปุ่น หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า อนิเมะ

เป็นสื่อบันเทิงในรูปแบบการ์ตูนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบ้านเรา

อนิเมะก็มีหลากหลายแนวต่างกันออกไป แล้วแต่คนจะชอบดู

มีทั้งแนวตลก, ดราม่า, คลายเครียด, สยองขวัญ หรือแม้แต่ให้ความรู้ก็มี

ส่วนใหญ่เราก็มักจะดูอนิเมะสนุกๆ ดูเอามันส์ ดูคลายเครียดกันใช่มั้ยล่ะ

ใครจะมาบ้านั่งดูอนิเมะแล้วเครียดกว่าเดิม

แต่ก็ยังมีคนอีกมากมายที่ชื่นชอบอนิเมะที่ดูแล้วเครียด

หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า อนิเมะแนวปวดตับ

ปวดตับ เกิดจากการรับรู้เรื่องราวสุดเหลือเชื่อที่ไม่น่าเป็นไปได้

ยกตัวอย่างเช่น แฟนเราที่เป็นผู้ชาย ดันนอกใจไปคบกับแฟนเก่าเราที่เป็นผู้ชาย

จะรู้สึกหน่วงๆ ปวดๆ ที่หัวใจกับบริเวณท้อง

จนเกิดเป็นคำว่า ปวดตับ ขึ้นมา ให้ดูน่ารักกว่าคำว่าปวดใจนิดหน่อย

แต่ความหมายก็คล้ายปวดใจนั่นแหละ

อนิเมะปวดตับ ถือเป็นแนวที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในระดับหนึ่ง

ถึงขนาดมีการโหวตด้วยว่า อนิเมะเรื่องใด

ที่ดูแล้วปวดตับมากที่สุด!?

สลอตได้ดึงเอาการจัดอันดับจริงๆ ผสมกับความรู้สึกของสลอตเอง

ว่า 5 อนิเมะที่ปวดตับมากที่สุด มันก็จะประมาณนี้

5. Kuzu No Honkai

5 อนิเมะที่ปวดตับมากที่สุด

เป็นสุดยอดอนิเมะที่ทำให้สลอตปวดตับจนนอยด์ไปเป็นสัปดาห์ได้

มันไม่ได้แค่ทำให้เราปวดตับธรรมดา

แต่ทำให้เรารู้สึกว่าอยากจะร้องไห้ออกมาด้วยความสิ้นหวัง

ถึงแม้ว่าลายเส้น การลงสีของอนิเมะเรื่องนี้

จะทำให้เรารู้สึกว่า มันน่าจะเป็นอนิเมะรักใสๆ ของเด็ก ม.ปลาย ธรรมดาทั่วไป

แต่เชื่อเถอะ

ถ้ามันธรรมดาขนาดนั้น คงไม่มีคนพูดถึงขนาดนี้หรอก

Kuzu No Honkai มีชื่อไทยคือ ความปรารถนาของเหล่าสวะ

ไม่ได้หยาบคายนะ ชื่อไทยคือชื่อนี้จริงๆ

เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับ "ฮานาบิ" และ "มุกิ"

คู่รักชายหญิงที่คนในโรงเรียนต่างชื่นชมว่าเหมาะสมกัน

ทั้งหน้าตาดี สวีทหวานกันตลอด ไม่มีใครเคยเห็นว่าทะเลาะกัน

แต่ความเป็นจริงของความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนี้นั้น

ไม่ได้โรแมนติคอะไรเลย

ฮานาบิ แอบหลงรักพี่ชายข้างบ้านมาตั้งแต่เด็ก

จนกระทั่งเธอเรียน ม.ปลาย ก็พบว่า พี่ชายข้างบ้านมาสมัครเป็นครูที่โรงเรียนของเธอ

แถมยังเป็นครูประจำชั้นของเธออีกด้วย

ส่วน มุกิ ก็หลงรักครูสอนวิชาดนตรีในโรงเรียนที่เขากำลังเรียนอยู่

เรื่องราวเริ่มปวดตับ เมื่อพี่ชายข้างบ้านที่ฮานาบิแอบชอบมาตั้งแต่เด็ก

ดันไปหลงรักครูสอนวิชาดนตรีที่มุกิแอบชอบอยู่

เมื่อฮานาบิและมุกิต่างรู้ความลับของกันและกัน

ทำให้พวกเขาตกลงกันว่า จะคบกันเพื่อสนองความต้องการที่ขาดหายไปเท่านั้น

ไม่ว่าจะสวีทกันขนาดไหน ฮานาบิก็คิดว่ามุกิคือพี่ชายที่ตัวเองแอบชอบ

และมุกิก็คิดว่าฮานาบิคือครูที่เขาแอบชอบเช่นกัน

โดยฮานาบิและมุกิ มีข้อตกลงกันว่า

คบกันเพื่อเติมเต็มความปรารถนาของกันและกันเท่านั้น

ห้ามหลงรักกันเอง

หลายคนอาจจะคิดว่ายังไม่เท่าไหร่

เพราะความสัมพันธ์ของคนสมัยนี้มันสาหัสกว่านั้นเยอะ

แต่เมื่อเรื่องราวของอนิเมะเรื่องนี้ได้ดำเนินต่อไป ลงลึกเรื่อยๆ

ก็ได้พบว่า สิ่งที่เราเห็น มักพลิกแพลงได้ตลอด

คนที่เราคิดว่าโอเคที่สุดในเรื่อง กลับเป็นคนที่มีความสัมพันธ์อันปวดตับกว่าคู่หลัก

มีคนหลายสิบคนต้องเข้ามาพัวพันกับความสัมพันธ์ครั้งนี้!

ใครอยากดูอนิเมะที่จะตราตรึงไปตลอดกาล ก็ขอแนะนำเรื่องนี้เลย

มันกลายเป็นแผลใจของสลอตไปแล้วจริงๆ T_T

4. School Days

5 อนิเมะที่ปวดตับมากที่สุด

ถึงแม้ว่าอนิเมะ School Days จะเป็นอนิเมะที่ค่อนข้างเก่าแล้ว

โดย School Days ออกอากาศในปี 2007 หรือสิบกว่าปีมาแล้ว

แต่ด้วยเนื้อเรื่องสุดปวดตับ

ทำให้มันกลายเป็นอนิเมะขึ้นหิ้งระดับตำนาน

พร้อมกับเป็นอนิเมะที่เป็นที่มาของคำว่า "เรือสวย" (Nice Boa t)

(ถ้าใครติดตามอ่านการ์ตูนประจำ คงจะคุ้นกับคำว่า เรือสวย หรือ Nice Boat ไม่มากก็น้อย)

School Days ก็เป็นอนิเมะอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความรักของเด็กวัยรุ่น

มีทั้งหมด 12 ตอน โดยในตอนแรกๆ จะเป็นอนิเมะแนวหวานซึ้ง

หวานเลี่ยนจนหลายคนมองว่าเป็นอนิเมะแนวผ่อนคลายสมอง

แต่เมื่อดูต่อไปเรื่อยๆ แล้ว ก็จะพบว่า

เรื่องราวมันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และไปคนละทิศทางกับที่เราคิดไว้ตอนแรกเลย

ตอนแรกเราจะมีความรักที่เหมือนกับคู่พระนางอยู่หรอก

แต่หลังจากผ่านช่วงเวลาโปรโมชันไปแล้วเท่านั้นแหละ

ก็เข้าสู่ช่วงเวลาสุดแสนจะปวดตับ

ที่หลายคนเลิกดูกลางคันก็เพราะเนื้อเรื่องช่วงกลางของอนิเมะเรื่องนี้นั่นแหละ

จู่ๆ มันก็ตัดอารมณ์ซะจนเราต้องอุทานว่า 'อะไรวะเนี่ย?'

แต่ก็ยังมีบางส่วนที่พยายามอดทนดูต่อ

เผื่อว่าตอนจบของ School Days จะช่วยเยียวยาอาการปวดตับที่เจอช่วงกลางเรื่อง

ทว่าตอนจบของอนิเมะเรื่องนี้

สามารถทำให้ตับของเราพังทลายไปได้เลย!

หลายคนถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยก็มี

เพราะตอนจบของ School Days เป็นตอนจบที่แหกกฎจักรวาลอนิเมะเป็นอย่างมาก!!

ไม่งั้นคงไม่กลายเป็นอนิเมะระดับตำนานหรอก

สลอตเปิดเผยเนื้อเรื่องได้เท่านี้จริงๆ

แนะนำว่าให้ไปดูด้วยตัวเองเลย จะได้รู้ซึ้งถึงคำว่า 'ปวดตับ' มันเป็นยังไง!?

3. Boku No Pico

5 อนิเมะที่ปวดตับมากที่สุด

มีอนิเมะหลายเรื่อง ที่มีคำว่า Boku no (แปลว่า ของผม) นำหน้า

ที่ดังที่สุดก็คงจะเป็นเรื่อง Boku No Hero Academia

แต่สำหรับ Boku No Pico ก็เป็นเรื่องที่ดังไม่แพ้กัน!

อนิเมะเรื่องดังกล่าว ถึงแม้ว่าจะมีแค่ 3 ตอน

แต่ก็โด่งดังมากกก! ถึงขนาดที่ว่า

มี Youtuber คนหนึ่งโพสต์คลิปที่มีชื่อว่า "Don't Watch An Anime Called Boku" (ลองไปหาดูกันได้)

แปลเป็นไทยก็คือ อย่าไปดูอนิเมะที่มีชื่อว่า Boku นะ!

ในคลิปดังกล่าว เจ้าของแชแนลได้อธิบายว่า

Boku No Pico เป็นดังคอลเลคชันอนิเมะของซาตาน

ที่ใครดูครบทั้ง 3 ตอน ก็แปลว่าได้ขายวิญญาณให้ซาตานไปแล้ว!

หลังจากนี้จะดูอะไรโหดร้ายแค่ไหนก็ได้!!

สำหรับตอนแรกของ Boku No Pico

จะเป็นเพียงตอนที่ทดสอบจิตใจของเราเท่านั้น

ว่าเราสามารถเผชิญกับด่านต่อไป (ตอนต่อไป) ได้หรือไม่

ซึ่งพบว่า หลายต่อหลายคน โดยเฉพาะผู้ชาย เกิดอาการปวดตับขึ้นมากระทันหัน!

แต่แทนที่จะหยุดดู Boku No Pico ดันเป็นอนิเมะที่หยุดดูไม่ได้!!

ซึ่งแน่นอนว่า ในตอนที่ 2 และตอนที่ 3 ของเรื่องนี้

มันทวีคูณความปวดตับขึ้นไปตามจำนวนตอนของมัน

และเมื่อดูครบทุกตอนแล้ว

คนที่ได้ดู ก็จะไม่เหมือนเดิมไปตลอดกาล

เรียกได้ว่า Boku No Pico เป็นอนิเมะเบิกเส้นทางสายปวดตับเลยก็ว่าได้

ใครไม่เคยดูอนิเมะแนวปวดตับ

แต่อยากลองดูสักครั้ง

แนะนำให้ดูเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเลยจ้ะ สลอตยังไม่กล้าดูเล้ย

2. Higurashi

5 อนิเมะที่ปวดตับมากที่สุด

อนิเมะอีกเรื่องหนึ่ง ที่ดูจากภายนอกแล้ว

น่าจะเป็นอนิเมะแนว School Life ใช้ชีวิตไปวันๆ กับเพื่อนที่โรงเรียน

เพราะประเมินจากภาพ จากลายเส้น และลักษณะของตัวละครในเรื่อง

ก็น่าจะไปแนวประมาณผ่อนคลายสมอง

แต่พอเปิดดูตอนแรก ยังไม่ทันมีเพลง Opening เลย

Higurashi ก็ทำให้เราช็อกซะแล้ว!

(ช็อกยังไงต้องดูกันเอาเอง สลอตตกใจเลย ฮือๆ)

Higurashi มีชื่อไทยว่า ยามเมื่อเหล่าจั๊กจั่นกรีดร้อง และ แว่วเสียงเรไร

เป็นอนิเมะแนวสยองขวัญ, ลึกลับ, จิตวิทยา, เหนือธรรมชาติ และระทึกขวัญ

คือมีทุกแนวที่ทำให้ทั้งปวดตับและรู้สึกน่ากลัวในเวลาเดียวกัน

ไม่มีเนื้อหาสบายๆ ให้พักเลย

สิ่งที่สบายตาที่สุดก็คือลายเส้นที่ดูสบายตา น่ารัก ไม่ดูโหดจนเกินไปมั้ง

นอกจากความป่าเถื่อนเลือดสาดจะมีให้เห็นทุกตอนแล้ว

Higurashi ยังแฝงไปด้วยความลึกลับสยองขวัญที่พร้อมจะทำให้เราขวัญเสียได้ทุกเมื่อ

แล้วพอพ้นจากความน่ากลัวแล้ว

เรายังต้องติดตามอ่านต่อเพื่อตามหาคำตอบของปริศนาทั้งหมดด้วย

ขอบอกเลยว่า ยิ่งดู ยิ่งปวดตับ แต่ก็ยิ่งสนุก

หรือใครที่ชอบแนวนี้ สลอตแนะนำให้อ่านเป็นหนังสือจะสนุกกว่า

มีทั้งหมด 8 บทหลัก และ 4 บทย่อย

โดย 8 บทหลัก จะแบ่งเป็น ภาคปริศนา (4 บทแรก) และ ภาคเฉลย (4 บทท้าย)

4 บทย่อยที่เหลือเป็นเพียงเนื้อเรื่องเสริมเท่านั้น จะอ่านหรือไม่ก็ได้

สิ่งที่ทำให้ Higurashi เป็นเรื่องที่ปวดตับ แต่น่าสนุก

ก็คือเราจะได้อ่านในมุมมองของตัวละครหลักทุกตัวในเรื่อง

เนื้อเรื่อง Higurashi จะอยู่ในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น

แต่จะเล่าเรื่องด้วยตัวละครที่แตกต่างกันไปในแต่ละบท

เพื่อให้รู้ว่าทำไมตัวละครนี้ถึงทำแบบนี้ และกำลังคิดอะไรอยู่

พอถึงจุดไคลแมกซ์แล้ว จะต้องทึ่งเลยล่ะ

พูดได้เท่านี้จริงๆ

1. Evagelion

5 อนิเมะที่ปวดตับมากที่สุด

เป็นอนิเมะอีกเรื่องหนึ่ง ที่ถูกยกให้เป็นอนิเมะปวดตับในตำนาน

แฟนอนิเมะพร้อมใจกันโหวตให้ Evagelion ปวดตับยิ่งกว่า School Day อีก!!

Evagelion (เอวาเกเลียน) เป็นอนิเมะที่ฉายตั้งแต่ปี พ.ศ.2538

แต่ด้วยเนื้อเรื่องสุดแหวกแนวของอนิเมะดังกล่าว

ทำให้ปัจจุบันก็ยังมีแฟนของอนิเมะเรื่องนี้อย่างหนาแน่น

และยังแนะนำให้หน้าใหม่ๆ ดูเรื่องนี้อีกด้วย

Evagelion เป็นอนิเมะที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาด เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นในสมัยนั้น

โดยแทนที่จะเป็นอนิเมะแนวดูแล้วผ่อนคลาย

หรือให้กำลังใจคนดู เหมือนอนิเมะแนวต่อสู้ทั่ไป

แต่ Evagelion กลับเป็นอนิเมะที่จะพาคนดูดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ

ไปเจอกับความทุกข์ ความผิดพลาด ความเครียดของจิตใจ

พูดง่ายๆ ว่าเปรียบเสมือนอนิเมะที่สะท้อนเรื่องจริงของมนุษย์

สะท้อนด้านมืดของมนุษย์ออกมาในรูปแบบอนิเมะ

ตัวละครแต่ละตัวของเรื่องนี้ ก็ไม่ได้เป็นตัวละครพ่อพระ แม่พระ ร้ายสุดกู่เหมือนเรื่องอื่น

แต่เป็นตัวละครสีเทาๆ มีทั้งดีและร้ายในตัว

ทั้งเรื่องของการต่อสู้ และในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร

หลายคนมีความเชื่อว่า ดูๆ ไปเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นมาเองแหละน่า

คงไม่เครียดมากไปกว่านี้แล้วล่ะ

ถ้าคิดแบบนั้น ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า คิดผิดมหันต์มาก

เพราะ Evagelion จะพาคุณดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ

จนกลายเป็นอนิเมะที่ปวดตับที่สุดในจักรวาลอนิเมะญี่ปุ่นแล้ว

สลอตก็ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ละเอียดมาก

คือแบบว่า ทนดูไม่ไหวจริงๆ

ใครที่อยากปวดตับ จิตตกเล่นๆ ก็แนะนำอนิเมะเรื่องนี้เลย

แต่เพลงของอนิเมะเรื่องนี้ เพราะมากเลยนะ

ได้รับการโหวตให้เป็นเพลงอนิเมะที่ดีที่สุดจนถึงยุคปัจจุบัน

นั่นก็คือเพลง Zankoku na tenshi no Teeze

นอกจากจะปวดตับแล้ว แฟนอนิเมะรุ่นเก่า

ยังยกให้ Evagelion เป็นอนิเมะที่ดีที่สุดด้วย

แม้ว่าจะเก่าแล้ว แต่เนื้อหาของเรื่องนี้ก็ทันสมัย ไม่ตกยุคเลย

หาดูเถอะ ทั้งปวดตับที่สุด และไม่ควรพลาดที่สุด

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5โรคที่เกิดจากการนอนดึก

 เครื่องจักรเมื่อทำงานเยอะๆก็ต้องได้รับการหยุดพักเครื่องเพื่อไม่ให้มันเสีย ร่างกายคนเรานั้นก็เช่นกันแถมยังเปราะบางกว่านั้นมาก ร่างกายของพวกเราต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอ 8 – 10 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ตื่นมาใช้ชีวิตอย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ! แต่ถ้าเกิดถึงเวลาที่ต้องนอนแล้วไม่ยอมนอนล่ะ ‘ดึกๆแล้วนอนไม่หลับอยากหาอย่างอื่นทำ’ หลายคนอาจจะเคยชินจนมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่รู้ไหมว่านั่นมันกำลังทำให้สุขภาพและร่างกายของเราย่ำแย่ลงทุกวันนะ !!? วันนี้สลอตจะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับ “5โรคที่เกิดจากการนอนดึกและนอนไม่พอ” มีอะไรบ้างและอันตรายอยู่ใกล้ตัวเราขนาดไหนไปดูกันเลย   1.โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ                คนที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากยิ่งขึ้น และในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 60 ปีที่นอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงต่อคืน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขึ้นถึง 2 เท่า !!       2.ทวีคุณโทษโรคเบาหวาน       คนที่เป็นโรคเบาหวานอยู่แล้วและมีปัญหาเรื่องการนอนไม่เพียงพอจึงเป็นสิ่งที่เลวร้าย เพราะระดับการเพิ่มของกลูโคสจะเพิ่มขึ้นถึง 23% และระดับอินซูลินในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น 48% ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีเอาเสียเลย !! แต่ในทางกลับกันการนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้               3. มะเร็งเต้านม        ว่าผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 40-79 ปี ที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน มีภาวะเสี่ยงถึง 62% ที่จะเป็นมะเร็งเต้านม ในขณะที่คนที่นอนมากกว่า 9 ชั่วโมง มีความเสี่ยงน้อยกว่าถึง 28%                 4.ปัญหาเรื่องการขับถ่ายปัสสาวะ       คนที่นอนหลับน้อยกว่า 5 ชั่วโมงต่อคืน เป็นเวลาติดต่อกัน 5 ปี จะเพิ่มความเสี่ยงถึง 80-90% ที่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อยๆในเวลากลางคืน ผลวิจัยชี้ชัดว่าการนอนน้อยมีผลต่อการขับถ่ายปัสสาวะ !!         5.มะเร็งลำไส้                คนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน 47% มักมีอาการที่จะก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้มากกว่าคนที่นอนหลับอย่างน้อย 7 ชั่วโมง    นอกจากการนอนดึกจะเสี่ยงทำให้เกิดโรคต่างๆแล้ว คนที่นอนดึกแล้วนอนไม่พอก็จะมีพฤติกรรมอื่นๆอีกมากมาย ทั้งตื่นนอนมาแล้วไม่แจ่มใส ขี้หลงขี้ลืม อ้วนง่าย สายตาพร่ามัว ปัสสาวะบ่อย มีความเสี่ยงที่จะประสบอุบัติเหตุไล่ไปอีกมากมายจนถึงขั้น ‘มีโอกาสเสียชีวิต’ !! หว๋าๆ น่ากลัวมากๆเลยนะ เลิกเถอะๆนะ เรามานอนตั้งแต่หัววันเพื่อสุขภาพร่างกายของตัวเราเองดีกว่า จะได้พักผ่อนอย่างเพียงพอและใช้ชีวิตไปอีกนานๆนะ ถ้าไม่รักตัวเองก็มีสลอตนี่แหละที่รัก สลอตเป็นห่วงเพื่อนๆทุกคนน้า     เอาเป็นว่าเรามานอนทั้งวันกันแบบสลอตเลยก็ได้ อุฮิๆ สำหรับวันนี้สลอตขอตัวลาไปนอนก่อน บะบาย     ขอขอบคุณข้อมูลจาก manager.co.th , lady108.com
บทความ

5 วิธีทำให้ผิวขาว

พูดกันตามความจริงแล้ว ความฝันของสาวไทยส่วนใหญ่ ยังคงมีค่านิยมที่อยากจะผิวขาว เนียน อมชมพูดูสุขภาพดี เพราะเป็นสเปกที่ผู้ชายไทยจำนวนมากชอบกัน แต่ด้วยแสงแดดของเมืองไทยที่มันร้อนระอุจนสามารถทอดไข่ดาวให้สุกภายในไม่กี่นาทีได้ จึงทำให้ผู้หญิงไทยหลายคนถอดใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมไทยยังคงตัดสินคนจากภายนอกอยู่ แน่นอนว่าสีผิวเป็นหนึ่งในสิ่งที่คนไทยเหยียดหยามมากที่สุด และคนไทยส่วนใหญ่ยังมีค่านิยมยกย่องคนผิวขาว ทำให้สาวๆ ต้องดิ้นรนดูแลตัวเอง ส่งผลให้ส่วนใหญ่ดูแลผิวอย่างผิดๆ เช่น กินยาเร่งขาว ทาครีมที่มีสารอันตราย ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้ ด้วยความที่สลอตเป็นห่วง อยากให้ผู้หญิงไทยมีผิวพรรณดีด้วยวิธีที่ถูกต้อง ไม่อันตราย สลอตจึงหาข้อมูลว่าทำยังไงถึงจะช่วยปรับระดับผิวให้ดูสว่างขึ้น ดูสุขภาพดีได้? ซึ่งก็มีวิธีดีๆ หลายวิธีเลยนะ แถมใช้ระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือนก็เห็นผลแล้วด้วย ทาครีมกันแดดบ่อยๆ การทาครีมกันแดด เป็นการป้องกันไม่ให้ผิวของเราถูกแสงแดดทำร้ายจนเกินไป ไม่มีครีมกันแดดตัวไหนสามารถป้องกันผิวเราจากแดดได้ 100% แน่นอนว่าการทาครีมกันแดด ไม่ใช่ว่าทาปุ๊บแล้วขาวปั๊บ ออกแดดแรงยังไงก็ไม่คล้ำ แต่ถ้าเทียบคนที่ทาครีมกันแดด กับคนที่ไม่ทาครีมกันแดดแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า ผิวคนที่ไม่ได้ทาครีมกันแดด จะค่อนข้างไหม้ แดง อย่างเห็นได้ชัด ส่วนคนที่ทาครีมกันแดดจะคล้ำเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ประสิทธิภาพครีมกันแดดแต่ละตัว ขึ้นอยู่กับ SPF (Sun Protection Factor) ที่ระบุ และความถี่ในการทาจ้า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ก็ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ครีมกันแดดแสดงประสิทธิภาพได้ดีที่สุด แต่ถ้าออกบ้าง ไม่ออกบ้าง สัก 4-5 ชั่วโมงค่อยทาก็ได้ ควรเลือกครีมกันแดดที่มี SPF เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เราต้องเจอ ถ้าทาครีมกันแดดที่มี SPF น้อย แต่ต้องฝ่าดงแดด ก็คงไม่ได้ผลดีสักเท่าไหร่นัก ครีมกันแดดแต่ละยี่ห้อ ก็มีคุณสมบัติที่ยิบย่อยแตกต่างกันออกไปอีก ลองศึกษากันให้ดีนะจ๊ะ ขัดผิวกายและผิวหน้า การประโคมครีมกันแดด ครีมบำรุงผิว ไม่ได้ช่วยทำให้ผิวกระจ่างใสหรือปรับระดับผิวมากนัก ถ้าไม่เคยขัดผิว (สครับผิวนั่นแหละ) ก็ไม่ได้ช่วยให้ผิวของคุณกระจ่างใสขึ้นมาเลย การขัดผิวจะเป็นการช่วยผลัดชั้นผิวหนังที่ตายแล้ว รวมถึงบริเวณที่ถูกสารพิษจากมลภาวะประจำวันให้หลุดออกจากร่างกาย และกระตุ้นให้ผิวหนังสร้างผิวหนังชั้นใหม่ขึ้นมาแทนที่ ซึ่งผิวหนังที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นจะเรียบเนียน ดูกระจ่างใสมากกว่าเดิม เนื่องจากผิวเดิมที่สกปรกได้ถูกขัดออกไปแล้วนั่นเอง ถึงอย่างไรก็ตาม การขัดผิวกายและผิวหน้า ไม่ควรทำบ่อยนัก การขัดผิวกายนั้นควรขัดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ส่วนผิวหน้านั้นสองสัปดาห์ครั้งก็เพียงพอแล้ว เพราะถ้าหากขัดบ่อยเกินไป จะทำให้ผิวบอบบางจนกลายเป็นผิวเสีย หมองคล้ำง่ายได้ และควรตรวจสภาพผิวของเราว่าเป็นอย่างไร เข้มแข็งแค่ไหน เลือกผลิตภัณฑ์ขัดผิวให้ถูกกับร่างกายของเรา ผลิตภัณฑ์ขัดผิวแบบพื้นฐานทั่วไปที่หลายคนใช้คือ รังไหม ใช้ขัดผิวหน้า, ใยบวบ ขัดผิวกาย, เกลือขัดผิว เป็นต้น สวมเสื้อและกางเกงขายาว อาจจะฟังดูโหดร้ายไปหน่อยสำหรับการใช้วิธีนี้ในประเทศไทย แต่การสวมเสื้อขายาวและกางเกงขายาว ก็ช่วยได้มาก เนื่องจากการสวมเสื้อผ้าแขนยาวขายาว จะทำให้เราไม่โดนแสงแดดโดยตรง หลายคนประสบปัญหาหน้าขาวกว่าแขน เพราะนิยมสวมเสื้อแขนสั้นออกกลางแจ้ง แล้วใช้แขนปิดหน้ากันแดดใช่มั้ยล่ะ? ลองสวมเสื้อแขนยาว หรือเสื้อคลุมแขนยาวดูสักระยะหนึ่ง จะพบเลยว่า ผิวของเราจะได้รับผลกระทบจากแสงแดดน้อยลงกว่าตอนที่สวมเสื้อแขนสั้นกางเกงขาสั้น กางร่มตลอดเวลามันคงจะเกะกะไปหน่อยเนอะ แถมก็ไม่ได้ช่วยปกคลุมทั้งตัวด้วย อาจจะขาโผล่บ้าง หัวโผล่บ้าง เสี่ยงร่มหายอีก เปลี่ยนมาสวมกางเกงขายาว สวมเสื้อแขนยาวหรือสวมเสื้อคลุมแขนยาวแทนดีกว่า เวลาเข้าที่ร่มก็ถอดเก็บใส่กระเป๋าหรือถือเอาไว้ เวลาเข้าห้างอากาศหนาวก็เอามาห่มร่างกายได้อีก สะดวกกว่าเยอะนะ ทานสิ่งที่มีประโยชน์ ถ้าดูแลแต่ภายนอก แต่ว่าวันๆ กินแต่อาหารไม่มีประโยชน์ ไม่เคยทานผักทานผลไม้ ยังไงผิวเราก็ไม่ดีขึ้นหรอกนะ การทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ต่างๆ จะช่วยให้เราสุขภาพดีขึ้น ซึ่งแต่ละอย่างก็จะส่งผลแตกต่างกันออกไป เช่น ดื่มน้ำมะเขือเทศที่นิยมกัน จะช่วยลดการหมองคล้ำจากการถูกแดดเผา, ดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยให้ผิวไม่แห้ง ผ่องใส ช่วยการไหลเวียน, ทานผักผลไม้ที่มีกากใย จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ส่งผลให้ผิวไม่หมองคล้ำ ระบบภายในดี ไม่เจ็บป่วย ไม่โทรม เป็นต้น สมัยนี้ยังมีอาหารเสริมมากมายที่ช่วยให้ผิวดีขึ้น เช่น วิตามินซี จะส่งผลให้ผิวเนียน ละเอียดมากขึ้น, กลูต้า ช่วยให้ผิวขาว กระจ่างใสดูเป็นธรรมชาติ, สารสกัดจากองุ่น ช่วยลดริ้วรอย รอยไม่พึงประสงค์ และปรับระดับสีผิว ยังมีผลิตภัณฑ์อีกมากมายที่ช่วยปรับผิวของเราให้ดูดีมากขึ้น แต่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี อย. ได้รับการรับรอง มีแหล่งที่มาที่ไปอย่างแน่ชัด เพราะระยะหลังมานี้ มีคนเนียนขายของปลอมเยอะเหลือเกิน ซึ่งผลของมันน่ากลัวมาก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจาก การออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้ผิวพรรณของเราแข็งแรง สุขภาพผิวดีตามร่างกายด้วย โดยมากกว่า 90% ของผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำเปิดเผยว่า สภาพผิวพรรณดีขึ้นจริงๆ หลังออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น ผิวลื่น, ไม่มีสิว, รอยแผลเป็นจางลง, มีเลือดฝาดจางๆ ดูสุขภาพดี และดูเด็กลง นอกจากนี้ ยังส่งผลให้รูปร่างกระชับมากขึ้น ดูอ่อนกว่าวัยด้วย เนื่องจากการออกกำลังกาย (หรือการทำอะไรก็ได้จนเหงื่อออก) จะเป็นการขับของเสียในรูปแบบของเหงื่อมากขึ้น ของเสียในร่างกายจะลดลง การออกกำลังกายจะทำให้เลือดสูบฉีดไหลเวียนทั่วร่างกาย ส่งผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีเลือดฝาดชัดเจน ผิวอมชมพู และการออกกำลังกายจะส่งผลให้ระบบลำไส้ไปจนถึงระบบขับถ่ายทำงานดี ถ่ายตรงเวลาทุกวัน ไม่หมักหมมสะสมเป็นเวลานาน มีส่วนช่วยให้สุขภาพสวย ใส แข็งแรง สุขภาพดี แถมยังดูเด็กกว่าวัยด้วย วิธีนี้ได้ผลมากที่สุดแล้ว แต่อย่าลืมทาครีมกันแดดก่อนออกกำลังกายกลางแจ้งนะ สุดท้าย สลอตตขอเตือนว่า อย่าคิดอยากจะผิวขาวทางลัดด้วยการทานยาที่อ้างว่าเร่งผิวขาวได้ภายในไม่กี่วัน หรือทาครีมที่ทำให้ผิวขาวภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 วันเด็ดขาด! (แบบที่เห็นกันตามสื่อโซเชียลต่างๆ ว่าทาปุ๊บขาวปั๊บ) เพราะส่วนใหญ่ล้วนแต่มีสารอันตรายที่กัดผิว ทำให้ผิวเสียอยู่มาก มีข่าวออกมาเตือนบ่อยๆ ว่าพวกครีมประเภทนี้ ทำให้ผิวแดง แตก รักษายังไงก็ไม่หาย ทุกคนมีความสวยเป็นของตัวเอง ไม่ต้องขาวตามค่านิยมก็สวยได้ เพียงแค่ดูแลผิวพรรณตัวเองให้สะอาด เรียบเนียน น่าสัมผัส ก็สวยแล้วจ้า สลอตเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนมีเสน่ห์ที่ต่างกันไปนะ
บทความ

5 วิธีเอาตัวรอดจากฝุ่น PM 2.5

สิ่งที่อันตรายและเป็นกระแสฮือฮาไปทั่วทั้งประเทศไทยมากที่สุดในช่วงนี้ คือภาวะฝุ่น PM 2.5 ที่มีปริมาณมากจนเข้าขั้นอันตรายต่อสุขภาพ โดยคนที่มีอาการแพ้ฝุ่น หรือได้รับฝุ่นเข้าร่างกายในปริมาณที่เยอะเกินไป จะเกิดอาการระคายเคืองหลอดลม เช่น ไอ, จาม, เลือดกำเดาไหล และในช่วงนี้ หลายคนถึงขั้นป่วยเป็นโรคหลอดลมอักเสบเพราะสูดดมฝุ่นเพียงไม่กี่วัน ถึงแม้ว่ากรุงเทพฯ และโซนปริมณฑล ค่าฝุ่นจะเริ่มลดลงแล้ว แต่ก็จัดอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ถึงกับอากาศดีจนสามารถสูดอากาศเข้าไปได้เต็มปอด และช่วงนี้ ทางภาคอีสาน เช่น จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี หนองบัวลำภู ได้รับผลกระทบจากฝุ่นอย่างหนัก โดยค่าฝุ่นในบริเวณจังหวัดทางภาคอีสานมีปริมาณมากและอันตรายกว่าช่วงกรุงเทพแย่ๆ เสียอีก เฉลี่ยค่า AQI (Air Quality Index) ในบริเวณดังกล่าว สูงถึง 160-170 เลยทีเดียว และทางกรมอุตุฯ ยังรายงานว่า อีกไม่นานนี้ ประเทศไทยจะตกอยู่ในสภาวะอากาศปิดอีกครั้ง แสดงว่า เราจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับฝุ่นไปอีกนาน ถ้าไม่ป้องกันตัวเลย ก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ มาหาวิธีป้องกัน เพื่อเอาตัวรอดในสภาวะแบบนี้กันดีกว่า!   1. สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก เป็นวิธีป้องกันตัวจากฝุ่น PM 2.5 ที่ง่ายที่สุด และนิยมกันมากที่สุด แต่คนจำนวนมากก็ยังไม่ชอบสวมหน้ากากอนามัยอยู่ดี เนื่องจากหน้ากากอนามัยที่วางขายทั่วไป หาซื้อได้ง่าย และมีราคาถูกนั้น เวลาสวมมักจะเจ็บบริเวณหลังหู ฉีกขาดง่าย หายใจไม่สะดวก ร้อน ฯลฯ และปัญหาสำหรับสาวๆ บรรดาเครื่องสำอาง รองพื้น ลิปสติก มักจะติดหน้ากากอนามัยจนหนาเตอะ จนหลายคนถอดใจ ใส่แล้วมีแต่ปัญหา จนคิดว่าสวมหน้ากากอนามัยธรรมดาๆ ที่ไม่ใช่หน้ากาก N95 ยังไงก็กันไม่ได้อยู่ดี แต่ความจริงไม่ใช่เลย หน้ากากอนามัยธรรมดา ที่หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ สามารถป้องกันฝุ่นละอองได้ถึงประมาณ 66% หรือมากกว่าครึ่งเลย และถ้าหากเราสวมหน้ากากอนามัยธรรมดาทับกัน 2 ชั้น ก็สามารถกันได้ประมาณ 90% และสำหรับหน้ากากอนามัย N95 โดยเฉพาะ จะสามารถกันได้มากถึง 99.6% ยังไงก็สวมดีกว่าหายใจเอาฝุ่นเข้าไปเปล่าๆ โดยไม่มีอะไรป้องกันล่ะนะ อย่างน้อยป้องกันฝุ่นควันรถ เกสรดอกไม้ ฝุ่นจากการก่อสร้างก็ยังดี   2. โหลดแอพฯ รายงานค่ามลพิษ ปริมาณฝุ่นละออง พูดถึงไอเทมที่ฮิตที่สุดในช่วงนี้ นอกจากเครื่องกรองอากาศแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่หลายคนพกติดตัวคือ เครื่องวัดคุณภาพอากาศขนาดพกพา ประโยชน์ของเจ้าเครื่องนี้คือ มันสามารถวัดคุณภาพอากาศได้อย่างละเอียด แม่นยำ แม้แต่สถานที่ที่ห่างกันไม่กี่เมตร ยกตัวอย่างเช่น ลองเอาเครื่องวางไว้ในบ้านที่ปิดมิดชิด กับ วางเอาไว้หน้าประตูบ้าน เครื่องวัดคุณภาพอากาศ ก็จะแสดงให้เห็นเลยว่า ในบ้านมีปริมาณฝุ่นเท่าไหร่ นอกบ้านมีปริมาณฝุ่นเท่าไหร่ วัดได้ทั้งในห้าง ร้านอาหาร ห้องน้ำ ฯลฯ พูดง่ายๆ ว่า แบกไปไหนมันก็จะแสดงค่าฝุ่นตรงนั้นนั่นแหละ แต่หลายคนก็ไม่มีเงินมากพอที่จะใช้จ่ายในส่วนนั้น และไม่สะดวกในการพกอะไรในกระเป๋าไปมากกว่านี้แล้ว งั้นเรามาโหลดแอพพลิเคชันรายงานค่าฝุ่นละออง ลงมือถือกันดีกว่า ทุกคนพกมือถือกันอยู่แล้วล่ะ! แอพฯ ที่สลอตจะแนะนำมีทั้งหมด 2 แอพ แอพแรกคือ AirVisual เป็นแอพรายงานสภาพมลพิษทางอากาศของทั่วโลก! โดยจะอ้างอิงจากสถานีตรวจวัดที่ตั้งอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย จะอัพเดททุกๆ 1-3 ชั่วโมงในทุกพื้นที่ รายงานว่าในแต่ละพื้นที่มี AQI เท่าไหร่ สามารถคาดเดาสภาพมลพิษล่วงหน้าในหลายพื้นที่ทั่วโลกได้ ด้วยระบบของแอพฯ ทำให้มีตัวเลขแสดงค่า AQI บนแถบสถานะด้านบนเครื่องตลอดเวลา รวมถึงเวลาเราล็อคหน้าจอ ก็จะโชว์ค่า AQI ในแถบแจ้งเตือน แอพที่สองคือ Air4Thai เป็นแอพรายการดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยโดยเฉพาะ จะรายงานสภาพอากาศ AQI เป็นรายชั่วโมง รวมถึงรายงานข้อมูลสรุปรายวัน และคุณภาพอากาศย้อนหลัง 7 วันอีกด้วย ทางที่ดี โหลดมาทั้ง 2 แอพนั่นแหละ   3. ปิดประตู หน้าต่าง ให้มิดชิด หลายคนที่อยู่ติดบ้าน เช่น คนที่ทำงานอยู่บ้าน หรือคนแก่วัยเกษียณ พักผ่อนอยู่บ้าน ช่วงเวลากลางวัน มักจะชอบเปิดประตูหน้าต่าง อ้าค้างไว้เพื่อรับลม บางบ้านยังมีมุ้งลวดกันฝุ่นบ้าง แต่หลายบ้านก็เปิดแบบไม่มีอะไรป้องกันเลย ในช่วงนี้ ที่มีการก่อสร้างเยอะ และมีค่าฝุ่นเยอะกว่าปกติ เข้าขั้นอันตราย อย่าเปิดให้มลพิษภายนอกเข้ามาในบ้านเลย ปิดทั้งประตู หน้าต่างให้มิดชิด อย่าเปิดประตูแต่ปิดบานที่เป็นมุ้งลวด อาจจะอึดอัดนิดหน่อยเพราะอากาศไม่ถ่ายเท แต่ก็แก้ไขได้ด้วยการเปิดพัดลม ดีกว่าอึดอัดเพราะฝุ่น มลพิษภายนอกมาตลบอบอวลอยู่ในบ้านนะ หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ อากาศในบ้านอบมาก อึดอัด วิธีแก้ที่ปลอดภัยที่สุดในช่วงนี้ คือการซื้อสเปรย์ปรับอากาศ เครื่องปรับกรองอากาศมาใช้ จะช่วยให้หายใจสบายมากขึ้น   4. ทำความสะอาดบ้านให้ถี่มากขึ้น สำหรับวัยทำงาน มักจะทำความสะอาด เก็บกวาดบ้านสัปดาห์ละครั้ง หรือคนที่อยู่ติดบ้าน ก็มักจะทำความสะอาดวันเว้นวัน ช่วงนี้ มีฝุ่นมากขึ้นผิดปกติ สังเกตได้จากแผ่นกรองแอร์ ซี่พัดลม หรือลองเช็ดกระจก บานหน้าต่างที่อยู่ฝั่งนอกตัวบ้านดู จะเห็นชัดเลยว่ามีฝุ่นเกาะหนาตึ้บ แถมแปปๆ ก็เปื้อนแล้ว ไม่เหมือนแต่ก่อน ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวัน แต่เสียเวลากวาดบ้าน เช็ดถูตามโต๊ะ พัดลม ล้างแผ่นกรองแอร์สักนิด เหนื่อยและอึดอัดเพิ่มจากการทำความสะอาดบ้าน ดีกว่าเหนื่อยหอบเพราะในบ้านมีแต่ฝุ่น ฝุ่น PM 2.5 ยิ่งเป็นฝุ่นขนาดเล็กมากแบบไม่เห็นด้วยตาเปล่า ยิ่งต้องทำความสะอาดบ่อยๆ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองเอาไว้ก่อนนะ   5. หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง อีกหนึ่งวิธีเอาตัวรอดจากฝุ่นที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่ใช่ว่าเอาวิธีนี้เป็นข้ออ้างในการไม่เดินทางไปทำงานนะ ถ้าเดินทางและอยู่กลางแจ้งเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว ก็ให้ทำไปเหมือนเดิม เพียงแค่สวมหน้ากากอนามัย แต่ถ้าไม่ได้ทำงานอยู่กลางแจ้งเป็นประจำ แต่ชอบออกไปเดินเล่น ไปเที่ยว ไปออกกำลังกาย ขับรถกินลม ช่วงนี้ก็ขอให้งดไปก่อน สำหรับคนที่ชอบออกกำลังกาย ไปเต้นแอโรบิค ไปวิ่งตามสวนสาธารณะ ตอนนี้ก็ออกกำลังกายในที่พักไปก่อน เช่น คาร์ดิโอ ยกเวท เปิดคลิปออกกำลังกายแล้วทำตาม วิ่งสลับขาในบ้านก็ยังทำได้ สายเที่ยวก็เพลาๆ หน่อย ชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้านไปก่อน ปาร์ตี้ที่บ้านก็มีข้อดีอีก ตรงที่จะเรื้อนแค่ไหนก็ได้ นอนค้างบ้านเพื่อนได้เลย แล้วก็อยู่ในบ้านก็ไม่ใช่ว่าไม่ทำความสะอาดนะ หมั่นทำความสะอาดตามข้อ 4 ด้วย ไม่งั้นฝุ่นในบ้านคงเต็มไปหมด มลพิษไม่ต่างจากนอกบ้านแน่นอน ดูแลรักษาตัวกันด้วยล่ะ
บทความ

5เพลงอนิเมะที่ใครๆก็ร้องตามได้

การที่อนิเมะเรื่องหนึ่งจะสนุก เป็นที่พูดถึง ฮิตติดลมบนแล้ว นอกจากเนื้อเรื่องจะเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญมาก ในการทำให้อนิเมะสักเรื่องหนึ่งเป็นที่นิยมแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ขาดไม่ได้ ซึ่งเป็นเสน่ห์ของอนิเมะเลย คือ เพลงประกอบอนิเมะ เพราะอนิเมะ คือการที่การ์ตูนที่เราตามอ่านมาตั้งแต่สมัยตีพิมพ์ลงหนังสือสีขาวดำ ได้ขยับ ได้พูดออกเสียง ได้มีสีสันเป็นของตัวเองในทุกตอน การที่ได้มีเพลงสักเพลง เป็นเพลงประกอบเรื่อง ทั้งตอนเปิดเรื่องและตอนจบในแต่ละตอน จะเป็นอะไรที่ฟินมาก ยิ่งเพลงที่มีเนื้อหาเข้ากับเนื้อเรื่อง ประพันธ์ดี ร้องดี ก็ยิ่งฟินเข้าไปใหญ่ อนิเมะหลายเรื่องมีเพลงประกอบที่เพราะมาก เช่น Guilty Crown, Sword Art Online, Full Metal, Naruto, Bleach ฯลฯ และยังมีอนิเมะหลายเรื่อง ที่เพลงประกอบดังมาก จนถึงขั้นคนไม่เคยดูการ์ตูนเรื่องนี้มาก่อน ยังเคยได้ยิน! และสลอตเชื่อว่า เพลงอนิเมะทั้ง 5 เพลง ที่กำลังจะพูดถึงนี้ จะต้องร้องตามกันได้ทุกเพลงแน่ๆ   1. Guren no Yumiya - Attack on Titan ช่วงแรกอนิเมะเรื่อง Attack on Titan ฉายใหม่ๆ เป็นช่วงที่หันไปทางไหนก็ได้ยินแต่เพลงนี้ สาเหตุที่เพลง Guren no Yemiya ได้รับความนิยม คือจังหวะที่เร้าใจของเพลง การร้องอันดุเดือด ที่ช่วงนั้น ใครที่เป็นสาย Cover เพลงอนิเมะ จะต้องร้องทุกคน ความเท่ของตัว AMV ก็เข้ากับทำนองได้เป็นอย่างดี อีกสาเหตุหนึ่งคือ เพลงนี้ ไม่ว่าจะตัดเข้ากับอะไรก็อร่อย เพลง Guren no Yumiya ถูกตัดต่อให้เข้ากับคลิปต่างๆ มากมาย เช่น คนกินไก่, ต้มมาม่า, ทอดไข่เจียว, อนิเมะเรื่องอื่น ฯลฯ ประมาณว่า เพลงนี้ ดังอีกด้านนึงในแง่ของการเป็นเพลง Parody นั่นแหละ ถึงจะไม่รู้เนื้อร้องที่แท้จริง แต่อย่างน้อยหลายๆ คน น่าจะร้องท่อน ฮ้า! ฮ้า! ฮ้า! ตามได้ แถมหลอนหูด้วยเอ้า   2. Zankoku na Tenshi no Te-ze - Evangelion เพลง Opening ของอนิเมะระดับตำนาน ที่ถูกจัดให้เป็นเพลงเทพขึ้นหิ้งไปแล้ว รับประกันด้วยการได้รางวัลเพลงคาราโอเกะยอดเยี่ยมของญี่ปุ่น โดยเพลงนี้ เป็นเพลงที่คนญี่ปุ่นเลือกร้องเป็นเพลงคาราโอเกะเป็นอันดับ 1 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 จนถึงปัจจุบัน ตัวเพลงเป็นที่สนใจ เพราะได้รับผลมาจากกระแสของอนิเมะ ที่ถือว่ามีเนื้อเรื่องที่แปลกแหวกแนว (เมื่อเทียบกับอนิเมะที่ฉายในยุคนั้น) และทางบริษัทคาราโอเกะ ได้ดึงเพลงนี้ไปทำคาราโอเกะ จนทำให้ทั้งคนที่ดูอนิเมะอยู่แล้ว ได้ร้องเพลง รวมถึงคนที่ไม่เคยติดตามก็ต้องได้ยินเพลงนี้บ่อยๆ ส่วนตัวสลอตว่า เพลง OP เพลงนี้ของ Evangelion มีความดีงามอยู่ในตัวหลายอย่าง ทั้งเนื้อร้องที่เข้ากับเนื้อหาของอนิเมะ เสียงร้อง ร้องตามได้ค่อนข้างง่าย ไม่ต่ำไปไม่สูงไป จังหวะก็ร้องตามทัน ไม่เหนื่อยและไม่ช้าจนเกินไป (เพลงอนิเมะหลายเพลง มักจะใช้เสียงร้องสูงจนร้องตามคีย์เดิมยาก และร้องไว สลอตหอบมาเยอะ ฮือๆ) แถมส่วนตัวยังฟังแล้วขนลุกด้วย ไม่รู้ทำไม โดยเฉพาะท่อนฮุคแรก   3. Unravel - Tokyo Ghoul อีกหนึ่งเพลงอนิเมะ ที่ถูกจัดว่าค่อนข้างเป็นเพลงใหม่ (เมื่อเทียบกับเพลงอื่นในบทความนี้น่ะนะ) ช่วงที่อนิเมะเพลงนี้ฉายช่วงแรก ก็มีแต่คนใส่ผ้าปิดตา สวมวิกขาว ตาแดงข้างเดียวเต็มไปหม๊ดดดด เพลง Unraval ถือว่าเป็นเพลงที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ด้วยคำร้องและทำนองที่แกว่งไปแกว่งมา เดี๋ยวช้า เดี๋ยวเร็ว เดี๋ยวเศร้า เดี๋ยวเร้าใจ เมื่อถึงท่อนที่ต้องแผดเสียง คนร้องก็ร้องเอาไว้ได้ดี จนสาย Cover ร้องตามกันลำบากเลยทีเดียว เป็นอีกเพลงหนึ่ง ที่คำร้อง ทำนอง เสียงร้องที่เข้ากับเนื้อเรื่องของอนิเมะมาก ฟังตอนแรกอาจจะหงุดหงิด ว่าทำไมต้องหวีดสูง ต้องแผดเสียงขนาดไหน ไปๆ มาๆ อ้าว ฟังทุกวันเฉยเลย.. สำหรับเพลง Opening เพลงอื่นของอนิเมะ Tokyo Ghoul ก็มาแนวเดียวกัน สาเหตุที่เพลงเป็นแนวนี้ เพราะต้องการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ที่สับสนของตัวเอกนั่นเอง   4. Butter-Fly - Digimon เชื่อว่าวัยรุ่นและผู้ใหญ่ในยุคนี้ ส่วนมากเติบโตมากับการ์ตูนเรื่อง ดิจิม่อน ถ้าได้ยินเพลง Butter-Fly แล้ว นอกจากจะร้องตามได้ ยังจะต้องน้ำตาซึมแน่ๆ เพราะเพลงนี้ดันเป็นเพลงประกอบฉากตอนจบสุดพีค ที่ไม่ว่าจะดูกี่ทีน้ำตามันก็ไหลพรากๆ เพราะดูไปเอายาหม่องทาตาไป อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับเพลง Butter-Fly มาก เพราะผู้ร้องเพลงนี้ Koji Wada ร้องเพลงประกอบอนิเมะเรื่องดิจิม่อนอีกหลายเพลงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม Koji Wada ผู้ร้องเพลง Butter-Fly ได้เสียชีวิตลงแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน ปี 2016 ในวัย 42 ปี ด้วยโรคมะเร็ง ในตอนแรก เขาพบว่าเขามีเนื้องอกบริเวณคอหอย และต่อมน้ำเหลือง ครั้งนั้น เขาผ่าตัดและรักษาจนหายสนิท จนกระทั่งปี 2011 เขาพบว่า เขากลับมาเป็นมะเร็งอีกครั้ง และยังลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ก่อนเขาจะจากโลกนี้ไป เขาได้ร้องเพลง Butter-Fly สำหรับดิจิม่อนภาคใหม่ Digimon Tri เอาไว้ หากใครได้ดูและได้ฟังแล้ว จะสังเกตว่า ระยะหลังเสียงร้องของเขาไม่เหมือนเดิม เป็นเพราะเขาต้องทุกข์ทรมานกับมะเร็งที่ลุกลาม แต่เขาก็ยังร้องเพลง Butter-Fly เวอร์ชันใหม่เป็นครั้งสุดท้าย เพราะเขารู้ว่า เหล่าแฟนคลับเรื่องดิจิม่อน กำลังรอฟังเสียงของเขาที่ร้องเพลงๆ นี้อยู่ ทางเพจ สัตว์โลกอมตีน ขอแสดงความเสียใจ และขอให้คุณ Koji Wada สู่สุขคติ   5. Cha-La Head-Cha-La - Dragon Ball Z ถึงแม้ว่า Dragon Ball Z จะไม่ใช่ภาคแรกของอนิเมะเรื่องนี้ แต่กลับเป็นภาคที่ได้รับความนิยมที่สุดในทุกด้าน โดยตัวอนิเมะ Dragon Ball Z ติดอันดับอนิเมะที่ดีที่สุดตลอดกาล เพลงประกอบอนิเมะของดราก้อนบอล อย่างเพลง Cha-La Head-Cha-La ก็นับว่าเป็นเพลงในตำนานอีกเพลงหนึ่ง ของวงการการ์ตูนเลยล่ะ สำหรับคนที่เกิดทัน (รู้เรยนะคะ) ก็จะชอบฟังเพลงนี้ เพราะได้ยินมาตั้งแต่เด็ก เป็นเพลงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกฮึกเหิม สมกับเป็นการ์ตูนแอ็คชัน ส่วนคนที่เกิดในยุคหลังมาหน่อย ส่วนหนึ่งรู้จักจากการที่เพลงนี้ถูกหยิบขึ้นมาแซว เช่น เรียกเพลงนี้ว่า ชราเห็ดชรา แถมยังมีคนไทยทำเวอร์ชัน ชาวนาเฮ็ดชาวนา อีกด้วย เพลง Cha-La Head-Cha-La นั้นมี 2 เวอร์ชัน คือเวอร์ชันของปี 1989 ที่ใช้ประกอบอนิเมะเรื่อง Dragon Ball Z และอีกเวอร์ชันนึง คือของปี 2005 ซึ่งถูกนำไปใช้ในเกม Super Dragon Ball Z ส่วนตัวแล้วสลอตชอบเวอร์ชันแรก (1989) มากกว่านะ เพราะขลังกว่า และให้ความรู้สึกที่ฮึกเหิมมากกว่า ทุกวันนี้ ตามช่องวิทยุที่เปิดเพลงญี่ปุ่น ก็ยังนิยมเป็นเพลง Cha-La Head-Cha-La เป็นประจำ แสดงถึงความนิยมตลอดกาลได้เป็นอย่างดี ถึงจะร้องไม่เป็น แต่ทุกคนต้องร้องคำว่า ชราเห็ดชรา เป็นนั่นแหละ!