5 ประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุด

5 ประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุด

19 พฤษภาคม 2561

ด้วยเศรษฐกิจที่ขึ้นๆ ลงๆ สมัยนี้

หลายอย่างก็มีราคาที่สูงขึ้น เช่น น้ำมัน, ค่าอาหาร, ค่าโทรศัพท์

จนทำให้หลายคนมีความคิดว่า

เก็บเงินไปอยู่ต่างประเทศดีกว่ามั้ย น่าจะใช้ชีวิตสบายกว่าเยอะ

อยู่ไทยไม่ไหวแล้ว ค่าใช้จ่ายแพงเกินไป สูงเกินไป

แต่ช้าก่อนนนน!!

ในการจัดอันดับประเทศที่ค่าครองชีพที่สูงที่สุดนั้น

ไทยอยู่อันดับที่ 51 จากทั้งหมด 108 ประเทศ!

ซึ่งถือว่าเป็นอันดับกลางๆ ค่อนไปทางถูกเลยล่ะ

ยังมีอีกหลายประเทศที่มีค่าครองชีพสูงกว่าเราเยอะ

คือถ้ารู้ว่าค่าครองชีพของประเทศอื่นเนี่ย มีราคาเท่าไหร่

หลายคนก็ล้มเลิกที่จะย้ายประเทศ แล้วก้มหน้าทำงานต่อไปอย่างสบายใจ

เพราะประเทศที่ค่าครองชีพสูงสุดๆ เนี่ย..

อาหาร 1 มื้อ ราคาเฉียด 1 พันบาทเลยนะ!!

ค่าเงินทั้งหมด สลอตได้แปลงให้เป็นค่าเงินไทยแล้วเพื่อความเข้าใจง่าย

ไม่ต้องเสียเวลาบวกลบคูณหารกับสกุลเงินของทางนู้น

มาลองดูกันดีกว่าว่าจะมีประเทศอะไรบ้าง ลองทายเอาไว้ในใจดูนะ

 

อันดับที่ 5 ฮ่องกง

5 ประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุด

แม้ ฮ่องกง จะเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในตอนนี้

แต่สำหรับชาวฮ่องกง และคนที่ใช้ชีวิตอยู่ฮ่องกงแล้ว

จะรู้เลยว่า การใช้เงินเพื่อมาเที่ยว กับ การใช้เงินเพื่ออยู่อาศัย

ปริมาณเงินที่ต้องจ่ายมันแตกต่างกันมาก

หรือแม้แต่คนที่ไปท่องเที่ยวฮ่องกงเป็นประจำ ก็จะพอรู้

ว่าระยะ 1-2 ปีให้หลังมานี้ ค่าเงินฮ่องกงเริ่มสูงขึ้นจนแทบจะจ่ายไม่ไหว

แต่ด้วยความที่เป็นประเทศท่องเที่ยวยอดฮิต นักท่องเที่ยวจึงยังเยอะอยู่

โดยเฉลี่ยแล้ว ค่าอาหารในย่านธุรกิจของฮ่องกงนั้น

อยู่ที่ประมาณ 395 บาท ต่อ 1 มื้อ (รวมเครื่องดื่มแล้ว)

และค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารการกินทั่วไปของทุกย่านนั้น

นมปริมาณ 1 ลิตร ราคาประมาณ 100 บาท

น้ำอัดลม 2 ลิตร ราคาประมาณ 70 บาท

ส่วนค่าเช่าอพาร์ทเมนต์พร้อมเฟอร์นิเจอร์ครบนั้น

ห้องขนาด 480 ตารางฟุต ค่าเช่าอยู่ที่ 68,000 บาทต่อเดือน สำหรับย่านชุมชน

แต่สำหรับย่านธุรกิจนั้น ในขนาดห้องที่เท่ากัน แต่ราคาจะพุ่งไปสูงถึง 97,000 บาทต่อเดือน

ราคาตั๋วหนังสำหรับดู 2 คน ก็ราคาอยู่ที่ 790 บาท สำหรับที่นั่งปกติ

แต่ถ้าเป็นที่นั่ง VIP 2 ที่นั่ง ราคาจะพุ่งไปอยู่ที่ประมาณ 5,200 บาท

ท่องเที่ยวไม่กี่วันก็คงบอกว่าไม่แพงได้

แต่สำหรับคนอยู่อาศัย คงต้องทำงานกันตัวเป็นเกลียว

 

อันดับที่ 4 นอร์เวย์

5 ประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุด

เป็นประเทศที่คนแทบทั้งโลกใฝ่ฝันอยากจะไปอยู่อาศัย

เนื่องจากนอร์เวย์เป็นประเทศที่สวยงามมาก

วิวทิวทัศน์ราวกับหลุดมาจากเทพนิยาย

ทั้งธรรมชาติและสถาปัตยกรรมลงตัวเข้ากันได้ดี ราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์

แต่เมื่ออยู่ในประเทศที่สวยงาม ดูเป็นระเบียบ สะอาดสะอ้านขนาดนี้

ย่อมมีค่าครองชีพที่สูงอย่างแน่นอน

โดยเฉลี่ยแล้ว นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวนอร์เวย์เป็นเวลา 7 - 10 วัน

จะต้องเตรียมเงินไปประมาณ 100,000 บาท (ไม่รวมเครื่องบิน)

บ้างก็ใช้น้อยกว่างบบ้าง บ้างก็ใช้งบบานปลายบ้าง

เพราะถ้าเผลอใจซื้อของตามใจในนอร์เวย์ ต้องจ่ายเยอะเลยทีเดียว

โดยเฉลี่ยค่าอาหารในย่านธุรกิจนั้นอยู่ที่ 838 บาทต่อ 1 มื้อ (รวมเครื่องดื่มแล้ว)

อกไก่ขนาด 500 กรัม ราคาอยู่ที่ประมาณ 300 บาท

นม 1 ลิตร ราคา 70 บาท น้ำอัดลม 2 ลิตร ราคา 150 บาท

เรียกได้ว่า เป็นราคาที่สูงพอตัวเลยทีเดียว

ส่วนราคาห้องเช่าพร้อมเฟอร์นิเจอร์ขนาด 480 ตารางฟุต ในย่านชุมชนทั่วไปนั้น

อยู่ที่ราคา 41,000 บาทต่อเดือน

และสำหรับห้องเช่าขนาดเดียวกัน แต่อยู่ในย่านธุรกิจ

จะอยู่ที่ 52,000 บาทต่อเดือน

มาดูราคาตั๋วหนังกันบ้าง

ราคาตั๋วหนังสำหรับ 2 ที่ ในที่นั่งธรรมดา ราคาจะอยู่ที่ 1,000 บาท หรือเฉลี่ยก็คนละ 500 บาท

ส่วนที่นั่ง VIP สำหรับ 2 คน จะอยู่ที่ 3,600 บาท หรือเฉลี่ยคนละ 1,800 บาท!

เป็นประเทศที่แค่เที่ยวก็กระเป๋าตังสั่นแล้ว

 

อันดับที่ 3 สวิตเซอร์แลนด์

5 ประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุด

เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เป็นประเทศในฝัน

ทุกครั้งที่มีการลงคลิปการท่องเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ก็มักจะมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า

อยากไปเที่ยวประเทศนี้ดูสักครั้ง

เพราะไม่ว่าจะถ่ายจากมุมไหน เมืองไหน ใช้กล้องดีหรือไม่ดี

ก็ได้ภาพที่ออกมางดงามราวกับเทพนิยายทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม

สวิตเซอร์แลนด์ เป็นอีกประเทศที่น่าอยู่มากๆ

เพราะพลเมืองชาวสวิตเซอร์แลนด์ ต้องจ่ายค่ากินอยู่ที่สูงเอาเรื่องเลยล่ะ !


ค่าอาหาร 1 มื้อในย่านธุรกิจ นั้นอยู่ที่ประมาณ 800 บาทต่อ 1 คน (รวมเครื่องดื่มแล้ว)

อกไก่ 500 กรัม ราคา 430 บาท

นม 1 ลิตร ราคา 60 บาท และ น้ำอัดลม 2 ลิตร ราคา 90 บาท

บางอย่างก็ถูก บางอย่างก็แพงล่ะเนอะ

มาดูกันที่ราคาที่พักอาศัยกันบ้าง

อพาร์ทเมนต์ขนาด 480 ตารางฟุต เฟอร์นิเจอร์ครบ

ราคาอยู่ที่ 49,000 บาทต่อเดือน สำหรับย่านชุมชน

และจะอยู่ที่ 60,000 บาทต่อเดือน สำหรับย่านธุรกิจ

ส่วนราคาตั๋วหนังนั้น

ตั๋วหนังที่นั่งปกติสำหรับ 2 ที่ จะอยู่ที่ 1,200 บาท หรือประมาณคนละ 600 บาท

ส่วนที่นั่ง VIP สำหรับ 2 ที่ จะอยู่ที่ 4,300 บาท หรือประมาณคนละ 2,000 กว่าบาท

แต่สำหรับสลอต ถ้าจ่ายราคาแพงแล้วได้อยู่ในประเทศที่น่าอยู่แบบนี้

สลอตก็ยอมทำงานหนักเพื่อจ่าย แลกกับคุณภาพชีวิตที่ดีนะ

เรามาขยันทำงานกันเถอะ!

 

อันดับที่ 2 ไอซ์แลนด์

5 ประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุด

ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศที่ไม่โดดเด่นเท่า นอร์เวย์ กับ สวิตเซอร์แลนด์

แต่ไอซ์แลนด์ก็เป็นประเทศที่ บรรดานักท่องเที่ยวต้องไปให้ได้

ถ้าเราไปถามคนที่ชอบเที่ยวว่า ประเทศที่อยากไปมีอะไรบ้าง

แทบจะทุกคน ต้องมีประเทศไอซ์แลนด์อยู่ในคำตอบ

เพราะถึงแม้ว่าจะไม่โดดเด่นแบบน่าฮือฮา

แต่ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์

มีเสน่ห์ และส่วนใหญ่มีความคิดเห็นตรงกันว่า ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว

แต่ราคาที่ต้องจ่าย

ก็ถือว่าสูงทั้งสำหรับนักท่องเที่ยว และผู้ที่อยู่อาศัย

ค่าอาหารสำหรับ 1 คนในย่านธุรกิจ จะอยู่ที่ 900 บาท ต่อ 1 มื้อ

อกไก่ขนาด 500 กรัม ราคา 360 บาท

นม 1 ลิตร ราคา 65 บาท และ น้ำอัดลม 2 ลิตร ราคา 90 บาท

ส่วนราคาของที่อยู่อาศัยในไอซ์แลนด์นั้น

อพาร์ทเมนต์ขนาด 480 ตารางฟุต เฟอร์นิเจอร์ครบ

ราคาอยู่ที่ 42,800 บาทต่อเดือน สำหรับย่านชุมชน

และจะอยู่ที่ 57,000 บาทต่อเดือน สำหรับย่านธุรกิจ

แล้วก็มาดูราคาตั๋วหนังอย่างที่เราเปรียบเทียบกับประเทศก่อนๆ

ตั๋วหนังที่นั่งปกติสำหรับ 2 ที่ จะอยู่ที่ 970 บาท หรือประมาณคนละ 490 บาท

ส่วนที่นั่ง VIP สำหรับ 2 ที่ จะอยู่ที่ 4,000 บาท หรือประมาณคนละ 2,000 บาท

ดูเพียงผิวเผินอาจจะไม่แพงสักเท่าไหร่

แต่เมืองไอซ์แลนด์มีค่าครองชีพสูงกว่าลอนดอนมากถึง 7%

และค่าครองชีพสูงกว่าเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ มากถึง 90% !

คิดคำนวณจากค่ากิน ค่าที่อยู่อาศัย รวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดในชีวิตประจำวัน

 

อันดับที่ 1 ประเทศเบอร์มิวดา

5 ประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุด

อาจจะเรียกว่าเป็นประเทศได้ไม่เต็มปาก

เพราะเบอร์มิวดา เป็นอาณานิคมโพ้นทะเลของอังกฤษ

พูดง่ายๆ ก็คือเป็นเกาะเล็กๆ ที่อยู่ห่างๆ ทว่าอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ

แม้กระทั่งธงชาติก็เป็นธงที่มีทั้งธงอังกฤษ และสัญลักษณ์เบอร์มิวดารวมกัน

แต่เรื่องค่าครองชีพของเบอร์มิวดา แตกต่างจากอังกฤษลิบลับ

หลายคนมองว่า ประเทศที่เป็นหมู่เกาะ ค่าครองชีพน่าจะถูก

เพราะคงไม่มีอะไรมาก

แต่ไม่ใช่กับเบอร์มิวดา เพราะเบอร์มิวดาเป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก!

ค่าอาหารสำหรับ 1 คนนั้นอยู่ที่ 800 บาท ต่อ 1 มื้อ

อกไก่ 500 กรัม ราคา 320 บาท

นม 1 ลิตร ราคา 125 บาท น้ำอัดลม 2 ลิตร ราคา 160 บาท

เนื่อจากเป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก สลอตเลยจะเปิดเผยราคาอย่างอื่นด้วย

แอปเปิลปริมาณ 1 กิโลกรัมของที่นี่ จะอยู่ที่ 330 บาทโดยประมาณ

อินเตอร์เน็ตความเร็ว 8 Mbps มีค่าใช้จ่ายตลอด 1 เดือนอยู่ที่ 3,000 บาท! บ้านเราแค่ 500-600 บาทเท่านั้น

ส่วนด้านที่พักอาศัยนั้น

อพาร์ทเมนต์ขนาด 480 ตารางฟุต เฟอร์นิเจอร์ครบ

ราคาอยู่ที่ 55,450 บาทต่อเดือน สำหรับย่านชุมชน

และจะอยู่ที่ 76,800 บาทต่อเดือน สำหรับย่านธุรกิจ

ตั๋วหนังสำหรับ 2 คน อยู่ที่ 780 บาท หรือคนละประมาณเกือบ 400 บาท

บุหรี่ยี่ห้อมัลโบโร่ อยู่ที่ซองละ 400 บาทกันเลยทีเดียว!

และเมื่อเทียบค่าครองชีพทั้งหมดของเมืองในเบอร์มิวดา กับลอนดอน เมืองในอังกฤษแล้ว

เมืองในเบอร์มิวดา ค่าครองชีพสูงกว่าลอนดอนมากถึง 26%

สูงกว่าฮ่องกงมากถึง 37% และสูงกว่าเม็กซิโกถึง 218% เลยทีเดียว!!

เรียกได้ว่า เป็นอันดับที่ 1 ที่หลายคนคงคาดไม่ถึง

ว่าประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุด จะเป็นประเทศนี้

 

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5 วิธีเลิกขี้เกียจ

ขี้เกียจ เป็นนิสัยที่ฝังลึกอยู่ในมนุษย์ทุกคนโดยไม่สามารถหาอะไรมาเอามันออกไปได้ เพราะเมื่อเราขี้เกียจ เราจะพบแต่ความสบาย ขี้เกียจทำงานก็ได้นั่งเล่นเกมอยู่บ้าน ขี้เกียจตื่นเช้าก็ได้นอนหลับเต็มอิ่ม ขี้เกียจเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้พักผ่อน แต่ขี้เกียจมันไม่ใช่เรื่องนี้เลย ความขี้เกียจส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนหลายอย่าง เช่น ขี้เกียจทำงานบ้าน ก็ทำให้บ้านสกปรก, ขี้เกียจทำงาน ก็ทำให้เพื่อนร่วมงานเดือดร้อน, ขี้เกียจตื่นนอน ก็ทำให้คนใกล้ตัวเป็นห่วงว่าเรานอนมากไป ไม่สบายอะไรรึเปล่า แต่อย่างที่เกริ่นเอาไว้ ว่ามันเป็นนิสัยที่ฝังลึกลงไปแล้ว จะแก้ได้ยังไงล่ะ? ทุกอย่างย่อมมีทางแก้เสมอ   1. หาแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะลงมือทำอะไร เรามักต้องการแรงบันดาลใจในการทำสิ่งนั้นเสมอ เช่น แรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก คืออยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ การที่เราจะกำจัดความขี้เกียจออกไปได้นั้น เราก็ต้องการแรงบันดาลใจเช่นกัน แรงบันดาลใจที่จะช่วยให้เราหายขี้เกียจได้ ยกตัวอย่างเช่น การคิดว่าถ้าเราไม่ขี้เกียจ ก็จะได้โบนัสเงินเดือนเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ เราจะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่งผลให้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ คนอื่นจะนับถือและเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้น หรือแรงบันดาลใจอื่นตามความชอบความสนใจของแต่ละคน เช่น ถ้าไม่ขี้เกียจ ขยันทำงานมีเงินมากขึ้น จะมีเงินไปกินอาหารอร่อยๆ เป็นต้น 2. เพิ่มภาระหนี้สิน อาจจะฟังดูเป็นวิธีที่โหดร้ายไปหน่อย แต่วิธีนี้เนี่ยแหละ ทำให้คนขี้เกียจถีบตัวเองขึ้นมาเป็นคนขยันสุดๆ หลายคนแล้ว เมื่อเราไม่มีภาระหรือหนี้สินใดๆ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอะไรให้เหนื่อย เพราะชีวิตในฝันที่หลายคนปรารถนาสูงสุด คือชีวิตที่ไม่ต้องเคร่งเครียด ทำงานพอกินพอใช้ ไม่มีหนี้ ซึ่งก็จะทำให้เราขี้เกียจมากขึ้นเรื่อยๆ การเพิ่มภาระหนี้สิน เช่น ผ่อนรถ, ผ่อนคอนโด, ทำบัตรเครดิตใบใหม่ , ลงเรียนเพิ่มเติม, ค่าประกัน ฯลฯ ก็จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เราต้องทำงานตลอดเวลา ห้ามหยุด ถึงมีคติสอนใจขึ้นมาว่า ถ้าเหนื่อย ก็ให้เปิดบิลค่าหนี้ขึ้นมาดู แล้วเราจะรู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร ทำตัวให้เป็นคนมีค่า (ค่าใช้จ่าย) ยิ่งมีค่ามาก ก็จะยิ่งทำให้ขยันมาก 3. คิดถึงผลที่จะตามมา คนที่ขี้้เกียจ เป็นเพราะพวกเขาไม่ค่อยคิดถึงผลที่จะตามมาสักเท่าไหร่นัก คนขี้เกียจมักจะคิดถึงแต่ผลกระทบระยะสั้น เช่น เมื่อขี้เกียจแล้วจะทำให้เพื่อนร่วมงานทำงานลำบากขึ้น หรือ ต้องใช้เงินเดือนชนเดือน แต่ความเดือดร้อนนั่น ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตได้รับการกระทบกระเทือนสักเท่าไหร่ คนขี้เกียจจึงไม่สะทกสะท้าน ขอให้คิดถึงผลกระทบที่ไกลกว่านั้น เช่น อาจจะโดนไล่ออก ไม่จ้างงานต่อ เพราะขี้เกียจเกินไป หรือไม่มีเงินใช้แม้แต่บาทเดียว เพราะขี้เกียจทำงานจนไม่มีรายได้ มองให้กว้าง มองให้ไกล 4. วางแผนอนาคต มันอาจจะเป็นอะไรที่ยากสำหรับคนขี้เกียจ แต่ก็ได้ผลล่ะนะ คนขี้เกียจมักจะเป็นคนที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กับผู้ใหญ่ อยู่กับแฟน มีคนคอยดูแลค่าใช้จ่ายให้ แต่ถ้าในอนาคต เราต้องอยู่คนเดียวล่ะ? แถมถ้าหากว่าเรามีครอบครัว มีลูก ที่ต้องรับผิดชอบล่ะ? ถ้าเรามาขยันในช่วงเวลาที่จวนตัว ก็คงไม่ทัน อะไรจะยากลำบากมากขึ้น รีบขยัน รีบลงมือทำในสิ่งที่อยากทำตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า ค่อยๆ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาในช่วงเวลาที่ยังไม่เหนื่อยและยังไม่กดดันมากเกินไป มันดีกว่ามานั่งกดดันและมาโทษตัวเองเมื่อถึงวันที่มันสายไปแล้ว 5. เลิกผัดวันประกันพรุ่ง จุดเริ่มต้นของความขี้เกียจ คือการผัดวันประกันพรุ่ง มีคำติดปากว่า เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ เอาไว้วันหลังก็ได้ พอถึงวันหลังที่ว่านั่น ก็จะผัดการทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายขี้เกียจทำไปโดยปริยาย ถ้าหากต้องการจะเลิกขี้เกียจ ก็ให้เลิกูด เลิกคิดคำว่า เดี๋ยวก่อน เอาไว้ค่อยทำ นึกอะไรได้ก็ให้ลงมือทำเลย มีงานอะไรเข้ามาก็ให้ลงมือทำเลย ลงมือทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จ หรือจนกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน แล้วค่อยไปพักผ่อนหรือทำอย่างอื่น คนขี้เกียจมักจะอ้างว่า ไม่มีอารมณ์ทำ รอให้มีอารมณ์ก่อน ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวไฟในตัวก็ลุกโชนเองนั่นแหละ ไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น
บทความ

5อนิเมะสยองขวัญแนะนำ

ความกลัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน มันเป็นความรู้สึกที่ฝังลึกในใจเรามาตั้งแต่เกิด แต่พอเราโตมา เราก็ใฝ่หาอยากเสพอะไรที่เกี่ยวกับความกลัว ดูไปก็ระแวงนะ นอนไม่หลับ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำ แต่ก็ยังกลัวอยู่ดี ส่วนใหญ่เรามักจะเสพด้วยการดูหนังผี ฟังรายการเล่าเรื่องผี รวมถึงอ่านเรื่องหลอนจากเว็บไซต์ต่างๆ อีกหนึ่งทางเลือกที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือ อนิเมะสยองขวัญ เพราะเรามักจะชินกับอนิเมะลายเส้นสวย ไม่น่ากลัว ดูไปแล้วก็ตลก แต่ก็ยังมีอนิเมะแนวสยองขวัญที่ทำให้คนนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง ไม่กล้าเข้าห้องน้ำคนเดียวอยู่   1. Yami Shibai อนิเมะสยองขวัญสั้นๆ ตอนละประมาณ 5 นาที Yami Shibai นั้นแปลว่า โรงละครแห่งความมืด ทุกตอน จะเปิดตอนด้วยคุณลุงนักเล่านิทาน ที่ส่งเสียงเรียกผู้ชมให้มาล้อมวงเพื่อนั่งฟังละครแห่งความมืดนี้ แต่ละตอนของอนิเมะ ไม่ได้สยองขวัญแบบเลือดสาด แต่จะเป็นการอ้างอิงเรื่องเล่าสยองขวัญพื้นบ้านของญี่ปุ่น ผสมผสานกับการเสียดสีสัญชาตญาณดิบของมนุษย์แทรกลองไปด้วย โทนภาพของเรื่องนี้ ก็ยังเป็นโทนเก่า ซีด แปลกตา ไม่ได้เป็นอนิเมะที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ปัจจุบัน มีทั้งหมด 7 Season ด้วยกัน ถึงคนจะให้ความคิดเห็นว่า Season แรกน่ากลัวกว่า สยองกว่า Season หลัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความน่ากลัวอะไรเลย ตอนนั่งดูก็ยังมีความระแวงรอบข้างอยู่ ว่าจะมีอะไรโผล่มาไหม   2. Another เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับห้องเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง ในห้องเรียนชั้น ม.3/3 มีคำสาปอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่อาจหนีพ้นได้ เรื่องทั้งหมดเกิดจากเมื่อ 26 ปีที่แล้ว นักเรียนคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้า ครู อาจารย์ และเพื่อนร่วมชั้นที่ยังทำใจไม่ได้ ตัดสินใจทำตัวราวกับว่านักเรียนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งในวันจบการศึกษา พวกเขายังจัดที่นั่งให้กับนักเรียนคนนั้นด้วย เวลาผ่านไป นักเรียนในห้อง ม.3/3 ต่างเสียชีวิตลง หลายฝ่ายเชื่อว่า นี่คือคำสาปของชั้น ม.3/3... หลังจากนั้นทุกปี จะมีนักเรียนเกินมา 1 คนเสมอ เนื่องจากคำสาปจากนักเรียนคนที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงอยู่ แปลว่า เธอยังคงวนเวียนอยู่ในห้องนั่นเอง เหล่าเด็กนักเรียนจำเป็นต้องตามหาให้ได้ว่าใคคือคนตาย และกำจัดออก ถ้าหากเลือกผิด คนที่ตายก็คือคนจริงๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และคำสาปก็ยังคงดำเนินต่อไป นอกจากความหลอน ความซับซ้อนแล้ว ฉากการเสียชีวิตของตัวละครแต่ละตัวก็กลายเป็นภาพติดตาของผู้ชมไปเลย อย่างฉากโดนร่มแทงคอในตำนาน ก็มาจากเรื่อง Another นี่เอง   3. Higurashi no Naku Koro ni ชื่อไทยของเรื่องนี้มี 2 ชื่อ คือ แว่วเสียงเรไร กับ ยามเมื่อเหล่าจั๊กจั่นกรีดร้อง อนิเมะเรื่องนี้จะแบ่งเป็นหลายภาค หลักๆ คือ จะเป็นภาคปริศนา และภาคไขปริศนา ภาคปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro ni ส่วนภาคไขปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro Ni kai ส่วนอนิเมะภาคอื่นนั้น เป็นบทเสริมที่เล่า อดีต อนาคต รวมถึงตัวละครอื่นที่ไม่เคยปรากฎในเนื้อเรื่องหลัก แต่มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก อนิเมะเรื่องนี้จะเล่าถึงตำนานคำสาปของหมู่บ้านฮินามิซาวะ ชาวบ้านเชื่อว่า ที่นี่มีเทพที่ชื่อว่า ท่านโอยาชิโระ คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ในทุกปี หมู่บ้านแห่งนี้จะมีคนตาย 2 คน และคนหายอีก 2 คน ชาวบ้านเชื่อว่านี่เป็นการสังเวยให้กับท่านโอยาชิโระ จนกระทั่งการมาถึงของ มาเอบาระ เคอิจิ หนุ่มจากในเมืองหลวงที่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ เขาเริ่มสงสัยในคำสาป สงสัยในการกระทำของคนในหมู่บ้าน จนเขาได้เจอกับความลับเบื้องหลังของท่านโอยาชิโระ คนที่หายสาบสูญ คนที่ตายไปทุกปี ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่? แว่วเสียงเรไร มีทั้งความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจากคำสาป และการกระทำอันเลือดเย็นของมนุษย์ด้วยกันเอง ที่เลือดสาดไม่เกรงใจกองเซนเซอร์เลย   4. Corpse Party อนิเมะสยอง ที่สร้างขึ้นจากซีรีส์เกม Corpse Party ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ตัวเกมมีหลายภาค ซึ่งความสยองขวัญก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย Corpse Party เป็นอนิเมะสั้นๆ เพียง 4 ตอนจบเท่านั้น เนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนและครูรวมทั้งหมด 9 คน ซึ่งพวกเขาทุกคนมีความหลงใหลในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความลี้ลับ สยองขวัญ พวกเขาชวนกันจับกลุ่มเล่าเรื่องสยองขวัญในอาคารเรียนร้างแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกย้าย นักเรียนคนหนึ่งได้เอ่ยปากขึ้นมาว่า เธอมีเครื่องรางกระดาษรูปคน โดยเครื่องรางนี้มีความเชื่อว่า ถ้าหากคนในกลุ่มฉีกร่างของตุ๊กตาพร้อมกัน ทุกคนจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป แต่ทันทีที่ฉีก เรื่องราวกลับพลิกผัน อาคารเรียนร้างที่พวกเขาอยู่เกิดทรุดตัวลง พวกเขาทุกคนตกลงไปด้านล่าง แทนที่จะตกลงไปเป็นใต้ถุน แต่สิ่งที่พวกเขาเจอ คือสถานที่ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับเหตุการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นอนิเมะตอนสั้น แต่ทั้งความสยองขวัญด้านผีวิญญาณ และเลือดสาดแบบไร้ความปรานี ก็ทำเอาคนดูเสียสุขภาพจิตไปเลย ฉากการตายของตัวละครแต่ละตัว รวมไปถึงปริศนาที่ซ่อนเอาไว้ ก็ทำให้เราปวดหัวจนไมเกรนขึ้นได้เลยล่ะ   5. Gyo หนึ่งในผลงานของเจ้าพ่อการ์ตูนสยองขวัญ อิโต้ จุนจิ ที่ได้รับการทำเป็นอนิเมะ และยังคงความสยองขวัญเอาไว้ได้ เรื่องราวเริ่มต้นจากแก๊งวัยรุ่นหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ออกไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ในขณะที่พวกเขากำลังสนุก (บางคน) อยู่นั้น จู่ๆ บ้านพักของพวกเขาก็ถูกจู่โจมโดยปลาฉลามที่มีขาคล้ายแมงมุม!? มันโจมตีมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม พวกเขาต้องต่อสู้กับปลาฉลามเดินได้อย่างดุเดือด จนสุดท้าย พวกเขาก็พบว่า ไม่ได้มีแค่ฉลามตัวเดียวที่มีขา แต่ปลาทุกตัวที่อยู่ในทะเล มีขาเดินได้กันหมด และพวกมันเริ่มจัดการมนุษย์! เรื่องราวเริ่มโกลาหลขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มากับปลาทะเล จำนวนที่เยอะเกินมนุษย์จะต้าน รวมถึงปริศนาที่อยู่เบื้องหลัง ว่าทำไมปลาถึงมีขาเดินได้? ตอนหลังๆ ยิ่งพีคเข้าไปใหญ่ เมื่อมนุษย์ก็ตกเป็นเหยื่อไปด้วย! เรื่องนี้ขอเตือนเลยว่า ห้ามดูตอนกินข้าว และดูแล้วจะเกลียดปลาไปอีกนาน
บทความ

5วิธีแก้ง่วง

นอกจากคนส่วนใหญ่จะประสบปัญหานอนไม่หลับเมื่อถึงเวลานอนแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เป็นกันทั่วโลกคือ รู้สึกง่วงทั้งวัน! เชื่อว่าทุกคนต้องเป็น ตื่นมาก็ง่วงแล้วอยากนอนต่อ กินข้าวก็ง่วง ทำงานนี่ยิ่งง่วงเข้าไปใหญ่ อยากกลับไปนอน แต่พอถึงบ้านดันนอนไม่หลับซะงั้น? นั่นอาจเป็นเพราะในช่วงเวลากลางวัน เราใช้พลังงานไม่มากพอ จนทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยล้า จนทำให้ไม่ง่วงเมื่อถึงเวลานอนนั่นเอง เราควรทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเรา เหมาะสมกับในแต่ละสถานการณ์ ง่วงไปทำงานไป คงไม่ดีในสายตาหัวหน้าแน่นอน แล้วเราจะแก้ง่วงด้วยวิธีไหนได้บ้างนะ?   1. ยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายเบาๆ อาการง่วง มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราจมปลักทำกิจกรรมหนึ่งเป็นเวลานานโดยที่ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย จนทำให้ทั้งร่างกายและสมองเกิดความเคยชิน รู้สึกเบื่อหน่าย จนอ่อนเพลีย ง่วง ตามลำดับ ทางเลือกที่ดี เราควรลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายทุกๆ 60-90 นาที ตั้งแต่เริ่มนั่งทำงาน หรือออกกำลังกายเบาๆ เช่น ยกแขนยกขา สะบัดไปสะบัดมา นอกจากจะช่วยยืดเส้นทำให้ผ่อนคลาย ยังทำให้เรารู้สึกสดชื่น กะปรี้กะเปร่า ส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการแบ่งเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน จะทำให้ใช้สมองได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเอง   2. ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง การแก้ไขปัญหาความง่วงจากภายนอกอาจไม่ได้ผล ต้องแก้จากภายในเลย เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง จะช่วยให้เราหายง่วงได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากคาเฟอีนเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นสมอง ขยายหลอดลมให้อ็อกซิเจนไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกไม่ง่วง หรือง่วงน้อยลงเมื่อดื่มคาเฟอีนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเป็นประจำ ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ เพราะในเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนส่วนใหญ่ มักมีน้ำตาลปริมาณมากควบคู่ด้วย และการดื่มคาเฟอีนที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เรานอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืน หรือช่วงเวลานอนของเรา   3. ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ร่างกายเราตื่นและรู้สึกสดชื่นขึ้นมาไม่มากก็น้อย หรือถ้าหากล้างหน้าแล้วยังไม่หายง่วง ก็ต้องอาบน้ำเลย เคยเป็นไหม เมื่อถึงเวลานอน พอลุกขึ้นไปอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็นอนต่อไม่หลับ ก็เหมือนกับตอนเช้านั่นแหละ ต่อให้ตอนตื่นมาจะง่วงแค่ไหน พออาบน้ำโดนน้ำปุ๊บ ก็ตาสว่าง สติกลับคืนมาทันที เพราะฉะนั้น ถ้าหากง่วงมาก การอาบน้ำก็เป็นทางเลือกที่ดี   4. หาอะไรที่ชื่นชอบทำ เรามักจะเกิดอาการเมื่อยล้า ง่วง อ่อนเพลีย เพราะเราต้องนั่งทำในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบหรือหลงใหล แต่จำเป็นต้องทำเพราะมันคืองาน มันคือภาระของเรา ลองหาเวลาว่างสักนิด หาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ทำได้มาทำ เช่น เล่นเกมในมือถือ, ถักผ้าพันคอ, อ่านนิยาย, คุยเมาท์กับเพื่อน เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้หัวเราะ มีความสุข ไปกับสิ่งที่เราหลงใหลแล้ว จะทำให้ร่างกายเราตื่น เพราะเราสนใจที่จะทำเรื่องนั้น และยังเป็นการผ่อนคลายเราไปในตัว เพราะการทำสิ่งที่ชอบและหลงใหล ต่อให้ทำเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ก็ไม่เบื่อเลยสักนิด   5. งีบหลับพักผ่อน สุดท้ายแล้ว ถ้าหากทำยังไงก็ไม่หายง่วงสักที การงีบหลับไม่เกิน 30 นาที เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ถ้าหากงีบหลับ ควรงีบไม่เกิน 30 นาที เพราะถ้าหากเกินไปกว่านั้นล่ะก็ ร่างกายเราจะเข้าสู่สภาวะหลับลึก แทนที่จะตื่นมาแล้วสดชื่น แต่จะตื่นมาแล้วเพลียแทน เพราะร่างกายเข้าใจว่าเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แน่นอนว่ามันทำให้แย่ลงกว่าเดิม ก่อนจะงีบหลับ แนะนำให้ดื่มกาแฟสักแก้ว เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนในกาแฟ จะทำงานได้ดีหลังจากผ่านไป 30 นาที ถ้าคุณงีบทันทีหลังจากดื่มกาแฟ เมื่อคุณตื่นขึ้น จะทำให้ร่างกายของคุณสดชื่นด้วยฤทธิ์ของคาเฟอีนพอดียังไงล่ะ