5 ข้อเสียของการดื่มเหล้า

5 ข้อเสียของการดื่มเหล้า

7 พฤษภาคม 2561

ทุกคนน่าจะเคยถูกสอน ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก

ว่าเหล้า เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ควรแตะต้อง เพราะมันมีโทษต่างๆ มากมาย

หลายคนถึงขั้นสาบานกับตัวเองว่า จะไม่แตะเหล้าโดยเด็ดขาด!

แต่สุดท้าย พอเราโตมาเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องดื่มเหล้าอยู่ดี

บางคนก็ดื่มเหล้าเพียงแค่พอเข้าสังคม พอให้รู้รสชาติ

แต่ก็มีอีกหลายคนที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ วันไหนไม่ดื่มจะใจคอไม่ดี

รวมถึงหลายคนยังมีค่านิยมว่า

"ไม่ดื่มเหล้าแล้วจะไม่เท่"

มันมีจริงๆ นะ คนที่คิดแบบนี้ แต่สลอตขอบอกเอาไว้เลยว่า..

เหล้า มีข้อเสียมากกว่าที่เราคิดเอาไว้เยอะ

ไม่ว่าจะกินมากกินน้อย ก็มีข้อเสียเหมือนกันทุกประการ

ข้อเสียบางอย่าง แม้แต่คนที่ดื่มเหล้าทุกวัน ก็ไม่เคยรู้มาก่อน

1. เสียสุขภาพ

5 ข้อเสียของการดื่มเหล้า

ผลกระทบที่มาแรงเป็นอันดับ 1 ของข้อเสียทั้งหมด

เพราะเพียงดื่มเหล้าแค่คืนเดียว ก็ทำให้เสียสุขภาพได้แล้ว

การดื่มเหล้า จะทำให้คุณรู้สึกเวียนหัว อยากจะอาเจียน

ซึ่งอาการนี้จะอยู่กับคุณอย่างน้อยเป็นเวลา 1 วันหลังจากดื่มเหล้าเข้าาไป

มันเกิดจากร่างกายของคุณได้รับแอลกอฮอล์มากเกินไปแบบกระทันหัน

แต่สำหรับใครที่ดื่มเป็นประจำ ก็คงจะเคยชินกับอาการนี้

ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องดีเลย

การที่ร่างกายชินกับการดื่มเหล้า ดื่มแล้วไม่แฮงค์หนักเหมือนพวกคออ่อน

มันเสี่ยงที่จะได้รับแอลกอฮอล์มากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว

โดยการดื่มเหล้าเป็นประจำนั้น จะทำให้สุขภาพทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว

ถึงแม้จะไม่แสดงอาการทันทีเหมือนพวกคออ่อน แต่กลับอันตรายกว่ามาก

เพราะการดื่มเหล้าเป็นประจำ จะทำให้เสี่ยงมีภาวะความดันโลหิตสูง

เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ, เป็นมะเร็งได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ดื่มเหล้า

ที่สำคัญคือจะทำให้ตับทำงานหนักขึ้น จนเข้าสู่ภาวะตับอักเสบ และตับแข็ง

หลายคนอาจจะไม่ถึงขั้นรุนแรงขนาดนั้น

แต่ที่ส่วนใหญ่เป็นกันก็คือ โรคแอลกอฮอล์ลิซึม

อาการก็คือ ร่างกายจะต้องการแอลกอฮอล์ทุกวัน ทุกเวลา

หากร่างกายขาดแอลกอฮอล์ จะส่งผลให้มือสั่น กระสับกระส่าย ไม่มีสมาธิ หงุดหงิด

ระงับด้วยการดื่มเป็นประจำทุกวัน

ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องดีเลย

2. ส่งผลกระทบต่อสังคม

5 ข้อเสียของการดื่มเหล้า

เป็นปัญหาที่ทั่วโลกช่วยกันแก้ไขมาอย่างยาวนาน

แต่ก็เป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไขไม่ได้เสียที

อุบัติเหตุส่วนใหญ่จากทั่วทุกมุมโลกนั้น มักเกิดจากการเมาแล้วขับ

ยกตัวอย่างอย่างง่ายก็ อุบัติเหตุในประเทศไทย

ในช่วงเทศกาลที่ผ่านมาพบว่า อุบัติเหตุรถชนนั้น เกิดจากผู้ที่เมาแล้วขับมากถึงร้อยละ 90.31 !

สถิตินี้ ยังไม่รวมอุบัติเหตุจากเหตุการณ์เมาแล้วขับในช่วงเวลาอื่น

แต่สลอตเชื่อว่า หลายคนต้องสูญเสียคนใกล้ชิดไป เนื่องจากพวกเมาแล้วขับ

ผลกระทบต่อสังคม ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเมาแล้วขับเท่านั้น

หลายคนยังเคยถูกคนเมาจนไม่ได้สติ ล่วงเกิน หรือทำให้เดือดร้อน

เช่น เมาแล้วกร่าง อาละวาดในร้านอาหาร

เมาแล้วเนียนไปลวนลามสัมผัสผู้หญิง

ถึงแม้หลายคนจะไม่ถือสาเพราะยึดคติว่า อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา

แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่ยอม จนทำให้เกิดปัญหาใหญ่โต

ซึ่งปัญหาทั้งหมดเกิดจากการที่เราดื่มเหล้าจนเมาไม่ได้สติ

ลงมือทำอะไรหลายอย่างโดยไม่ใช้สติไต่ตรอง

3. เกิดความรุนแรงในครอบครัว

5 ข้อเสียของการดื่มเหล้า

หลายคนอาจจะมองว่า เวอร์หน่า ถึงเราจะกินเหล้า เราก็ควบคุมสติตัวเองได้

ไม่ได้ลามปามไปถึงครอบครัว ให้ครอบครัวเดือดร้อนหรอก

แต่มันไม่ใช่เลย

จากผลการสำรวจพบว่า

ในครอบครัวที่มีสมาชิกดื่มเหล้า เช่น พ่อหรือแม่ดื่มเหล้า

มักมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงมากกว่าครอบครัวที่ไม่ดื่มเหล้า

และในครอบครัวที่มีสมาชิกดื่มเหล้านั้น

ส่งผลให้สมาชิกคนอื่นภายในบ้าน เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า

รวมถึงมีปัญหาการเงินต่างๆ จนเกิดการทะเลาะกันบ่อยครั้ง

ส่งผลให้กลายเป็นครอบครัวที่ไม่อบอุ่น ไม่เข้าใจกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครอบครัวที่มีสมาชิกอายุน้อย แต่ผู้ใหญ่ติดเหล้า

คนเป็นผู้ใหญ่ จะกล้าลงมือทำร้าย ด่าทอ คนที่อ่อนแอกว่า เช่น ลงมือทำร้ายเพศหญิง, ทำร้ายคนที่อายุน้อยกว่า

ทั้งหมดเกิดจากการดื่มเหล้า จนไม่มีสติสัมปชัญญะในการควบคุมตัวเอง

ถึงจะคิดว่า มันก็แค่ปัญหาภายในบ้าน คนอื่นไม่เดือดร้อนอะไร

แต่สถาบันครอบครัว เป็นสถาบันที่สำคัญที่สุด

ถ้าสถาบันครอบครัวไม่อบอุ่น ก็อย่าไปหวังพึ่งสังคมอื่นให้ช่วยเหลือหรือเยียวยาเลย

มาเอาใจใส่คนในครอบครัวให้มากขึ้นกันเถอะ

4. อันตรายสำหรับผู้หญิงมาก

5 ข้อเสียของการดื่มเหล้า

แม้ในสายตาของคนทั่วไป คนที่เที่ยวกลางคืน เมาหัวราน้ำ มักจะเป็นผู้ชายซะส่วนใหญ่

แต่ความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงกับผู้ชายที่ดื่มเหล้าก็มีปริมาณใกล้เคียงกัน

แต่สำหรับผู้หญิงที่ดื่มเหล้า

จะได้รับอันตรายมากกว่า ผู้ชายที่ดื่มเหล้า

ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ดูไม่ดี และเสียภาพพจน์ง่ายกว่าผู้ชายเท่านั้น

แต่ผู้หญิงจะได้รับโทษจากเหล้ามากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า เมื่อดื่มในปริมาณเท่ากัน

จะเป็นโรคตับอักเสบ และ ตับแข็ง ได้เร็วกว่าผู้ชาย

สมองจะมีขนาดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับผู้ชายที่ดื่มพอๆ กัน

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ

หากผู้หญิงที่มีครรภ์ดื่มเหล้า หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม

จะส่งผลร้ายแรงโดยตรงต่อเด็กทารกในครรภ์

ส่วนใหญ่ เด็กที่เกิดมาในผู้หญิงที่ดื่มเหล้า มักจะมีน้ำหนักน้อย มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง

รวมถึงเกิดอาการผิดปกติมากมาย

เช่น ปัญญาอ่อน, กระดูกผิดรูป, สมาธิสั้น, บกพร่องทางสติปัญญา

หรืออย่างร้ายแรงที่สุดที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นก็คือ

การดื่มเหล้าขณะตั้งครรภ์ จะทำให้ทารกเสียชีวิต หรือ แท้ง นั่นเอง..

5. เสียชีวิต

5 ข้อเสียของการดื่มเหล้า

ข้อเสียที่น่ากลัวที่สุดของการดื่มเหล้า คือจบลงด้วยความตาย

ไม่ใช่ว่าเสียชีวิตเพราะไม่มีสติ เดินลงคลอง ขับรถชน หรืออะไรเทือกนั้นนะ

แต่ผู้ที่ดื่มเหล้าอย่างหนักเป็นประจำ

จะเสี่ยงเสียชีวิตอย่างรวดเร็วด้วยภาวะแอลกอฮอล์เกินขนาด

เราจะรู้ตัวได้อย่างไร ว่าในร่างกายมีปริมาณแอลกอฮอล์เท่าไหร่

และอะไรถึงทำให้เรารู้ว่า ร่างกายรับแอลกอฮอล์เกินขนาดแล้ว

สำหรับสายเที่ยว คงจะคุ้นเคยกับเหตุการณ์ภาพตัด วาร์ปได้

นั่นแหละ เหตุการณ์ภาพตัด คือการเตือนว่า ร่างกายเราได้รับแอลกอฮอล์มากเกินไปแล้ว

สาเหตุมาจาก แอลกอฮอล์ได้เข้าไปขัดขวางการควบคุมสื่อสารของสมอง

เมื่อดื่มในปริมาณมากขึ้น ก็ยิ่งขัดขวางมากขึ้น

มากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งควบคุมร่างกายตัวเองยากยิ่งขึ้น

ผลสุดท้าย ก็คือภาพตัด ไม่รู้สึกอะไรเลย เนื่องจากสมองถูกขัดขวางโดยสมบูรณ์

หลายคนมองว่าภาพตัดเป็นเรื่องตลก และเป็นเรื่องปกติ

แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อยเป็นประจำทุกวัน ก็เสี่ยงเสียชีวิตได้ง่ายๆ แบบไม่รู้ตัวเลย

ดื่มวันละนิดละหน่อย ก็ยังพอรู้ตัวว่า ร่างกายผิดปกติ เช่น ปวดตับจากอาการตับอักเสบ

แต่ถ้าดื่มแบบเมาหัวราน้ำ ไม่สนอะไร จนภาพตัด นอนกองไปกับพื้น ลุกขึ้นมาไม่ได้

ก็อาจจะลุกขึ้นมาไม่ได้อีกตลอดกาล

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5 เหตุผลที่ต้องกินเนื้อสัตว์

เราทุกคนถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก ว่าร่างกายของเรา ต้องการสารอาหารที่จำเป็น 5 หมู่ หนึ่งในนั้นก็คือ โปรตีนจากเนื้อสัตว์ แต่พอโตขึ้นมาเรื่อยๆ ได้รับความรู้ที่เพิ่มมากขึ้น ก็มีคนอีกมากมายที่ไม่กินเนื้อกิน กินแต่มังสวิรัติ โดยอาศัยได้รับโปรตีนจากผัก ผลไม้ต่างๆ ที่มีโปรตีน จึงทำให้เราเกิดความสงสัยว่า แล้วสรุปเราต้องกินเนื้อสัตว์รึเปล่า? เรากินเนื้อสัตว์กันไปทำไม? มาหาคำตอบพร้อมกับสลอตกันเถอะ 1. มีสารอาหารที่หาไม่ได้จากโปรตีนแหล่งอื่น ถึงแม้ว่าหลายคนที่หลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์ และเน้นการทานผัก ผลไม้เป็นหลัก หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า เป็น มังสวิรัติ จะอ้างว่า การทานมังสวิรัติก็ได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยไม่จำเป็นต้องทานเนื้อ พวกผักผลไม้ก็มีโปรตีนเหมือนกัน แต่ความจริงแล้ว มันไม่เหมือนกันเลย โปรตีน คือ โมเลกุลขนาดใหญ่ที่เกิดจากกรดอะมิโนหลายชนิด ซึ่งแหล่งโปรตีนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ ไม่มีกรดอะมิโนครบถ้วนเหมือนเนื้อสัตว์ ถ้าหากทานมังสวิรัติ แต่ไม่เช็คอาหารที่ทานดูให้ดีแล้ว อาจจะทำให้ร่างกายเกิดอาการขาดกรดอะมิโนจำเป็นก็ได้ มีทางเลือก 2 ทางเพื่อป้องกันการขาดกรดอะมิโนจำเป็นคือ การทานเนื้อสัตว์ หรือ การทานอาหารที่ให้โปรตีนอย่างหลากหลาย 2. ลดความเสี่ยงการเกิดโรค ถึงแม้หลายคนจะหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ เพราะถูกสอนมาว่า เนื้อสัตว์ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง, คอเลสเตอรอลสูง รวมถึงโรคหัวใจ แต่นั่นเกิดจากการบริโภคเนื้อสัตว์อย่างผิดวิธี เราจำเป็นต้องบริโภคให้เหมาะสมกับร่างกายของเรา เพราะโปรตีนจากเนื้อ เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญมาก โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต เนื่องจากโปรตีนมีส่วนสำคัญ ที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อ กระดูก เส้นผม กล้ามเนื้อต่างๆ แข็งแรงสมวัย ถ้าหากร่างกายขาดโปรตีน จะทำให้ร่างกายผอมแห้ง กล้ามเนื้อลีบ ภูมิต้านทานต่ำ ป่วยเป็นไข้ได้ง่าย อย่างร้ายแรงที่สุดคือสามารถทำให้การพัฒนาการของสมองผิดปกติเลยทีเดียว 3. ช่วยปรับอารมณ์ เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเจอกับเหตุการณ์นี้ เครียดกับการทำงาน เครียดกับการเรียนมาทั้งวัน แต่พอได้กินหมูกระทะ ได้กินเนื้อย่าง ได้กินแซลม่อนแล้ว ความเครียดที่สะสมมาทั้งวัน สลายหายไปโดยสิ้นเชิง! หลายคนเชื่อว่า เป็นเพราะได้กินของที่อยากกิน เลยทำให้หายเครียด แต่ความจริงแล้ว เนื้อสัตว์มีส่วนช่วยในการปรับอารมณ์ของมนุษย์อย่างเรา เนื่องจาก เมื่อร่างกายเราเกิดความเครียด จะส่งผลให้ระดับไนโตรเจนในร่างกายติดลบ วิธีแก้ไขคือ การทานโปรตีนเข้าไปเพื่อปรับสมดุลของร่างกาย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เวลากินเนื้อสัตว์เข้าไปแล้วถึงอารมณ์ดีขึ้น แม้กระทั่งผู้หญิงที่เหวี่ยงจนบ้านแตก พอได้แซลม่อนเข้าปากก็กลายเป็นลูกแมวตัวน้อยไปเลย 4. เป็นส่วนช่วยสำคัญในการซ่อมแซมร่างกาย หลายคนคงเคยต้องท่องจำมาตั้งแต่เด็ก ว่าโปรตีนช่วยซ่อมแซ่มส่วนที่สึกหรอ สังเกตง่ายๆ เลยคือ กลุ่มคนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก เล่นกล้าม มักจะทานโปรตีนเป็นอาหารหลัก เช่น อกไก่, เนื้อสัตว์ต่างๆ สาเหตุมาจาก เนื้อสัตว์สามารถซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่เหนื่อยล้าจากการออกกำลังกายได้ จนเกิดเป็นกล้ามเนื้อแน่นๆ ขึ้นมา และยังเป็นแหล่งพลังงานสำคัญอีกด้วย ที่คนออกกำลังกายมีแรงเยอะ มีพลังงานในการออกกำลังกายอย่างหนัก ส่วนหนึ่งก็มาจากการบริโภคโปรตีนอย่างถูกวิธี นอกจากนี้ โปรตีนยังสำคัญต่อคนที่ป่วยอีกด้วย โดยคนที่ป่วยไข้ ไม่สบายเป็นประจำ รวมถึงคนที่ต้องได้รับการผ่าตัด จำเป็นจะต้องบริโภคโปรตีนมากกว่าคนอื่นถึง 1-4 เท่า เนื่องจากโปรตีนจะช่วยซ่อมแซม เซลล์ กล้ามเนื้อ ที่ได้รับบาดเจ็บ หรือปวดล้า สำหรับความเชื่อที่ว่า เป็นแผลห้ามกินไข่ เพราะจำทำให้แผลหายช้า เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะ ไข่ เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีอย่างหนึ่ง ยิ่งกินไข่เยอะๆ ยิ่งกินโปรตีนเยอะๆ ยิ่งจะทำให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้น 5. เพราะมันอร่อย เป็นเหตุผลสั้นๆ ง่ายๆ ที่คนกินเนื้อสัตว์ เลิกกินเนื้อสัตว์ไม่ได้ เนื้อสัตว์ ล้วนแต่เป็นของอร่อย ไม่ว่าจะเป็นเบคอนเอย แซลมอนเอย เนื้อริบอาย เนื้อโคขุน หมูสามชั้น หมูสันนอกสไลด์ ปลาไหลย่าง ปลาซาบะ เนื้อแกะ ไก่ทอด ไส้กรอก นักเก็ต บอนชอน ซาชิมิ ซูชิ หมูกระทะ ชาบู จิ้มจุ่ม คอหมูย่าง นมหมูย่าง ไก่ย่าง ปูดอง กุ้งเผา กุ้งแช่น้ำปลา ลูกชิ้นทอด ไส้กรอกทอด ตับย่าง ไส้ย่าง หัวใจย่าง มีใครกล้าปฏิเสธลงล่ะ!!!
บทความ

5 เทคนิคการเอาตัวรอดตอนไม่มีเงิน (part 2)

ก่อนหน้านี้ สลอตได้นำเสนอ 5 เทคนิคเอาตัวรอดตอนไม่มีเงินไว้แล้ว และสลอตได้สัญญาเอาไว้ว่า จะมาเผยเทคนิคเอาตัวรอดตอนไม่มีเงินอีกครั้ง.. และครั้งนี้ จะเป็นเทคนิคที่แอดวาน์กว่าครั้งที่แล้วหลายเท่าตัว! แต่ละวิธีก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่ทำกันได้ทุกคน ทำได้ทุกวัน แต่เป็นสิ่งที่หลายๆ คนมองข้าม เพราะมันดูง่ายเกินไป และดูไม่สำคัญอะไรเท่าไหร่นัก ทว่า เมื่อถึงเวลาที่เราลำบากแล้ว บรรดาสิ่งที่เรามองข้ามเนี่ยแหละ กลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตมาก! ถ้าทำตามวิธีนี้ รับรองว่าต่อให้ฝืดเคืองแค่ไหน ก็มีชีวิตอยู่รอดจนถึงวันเงินเดือนออกได้!! 1. ค้นหาเศษเงินทั่วบ้าน เคยได้ยินคำว่า 'อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา' ไหม? เชื่อว่าในชีวิต ทุกคนต้องเคยเจอเศษเงินที่เราไม่สนใจ ช่วยชีวิตเอาไว้บ่อยๆ เช่น เข้าห้องน้ำปั๊ม ปวดหนักมาก แต่ไม่มีทิชชู่ เครื่องก็รับแต่เหรียญ 2 บาท ไม่มีคนให้แลกเหรียญด้วย คุ้ยไปคุ้ยมา เจอเหรียญ 2 บาทในกระเป๋าพอดี หรือจ่ายเงินค่าแท็กซี่ ค่าวินมอเตอร์ไซค์ แต่มันขาด 3 บาท จะปัดลงก็ไม่ได้ เพราะพี่คนขับหน้าโหดมาก บังเอิญเจอเศษเหรียญในกระเป๋าจ่ายค่าโดยสารครบพอดี ในเมื่อเศษเงินช่วยเหลือเราเมื่อถึงเวลาฉุกเฉินแบบซึ่งๆ หน้าแล้ว เศษเงินที่เราไม่ค่อยจะสนใจ ก็ช่วยเหลือตอนเราไม่มีจะกินได้เหมือนกัน! หาให้ทั่วบ้าน ค้นทุกซอกทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นใต้โต๊ะ ตู้ เตียง ซอกหลืบ ซอกเก้าอี้ บนชั้นวางของ หรือแม้แต่ในตู้เย็น เพราะหลายครั้ง เราก็มักจะทำเงินหล่น หรือลืมเงินเอาไว้ในที่ที่คาดไม่ถึง ต้องค้นตามกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงด้วยนะ เมื่อค้นจนทั่วบ้านแล้ว ส่วนใหญ่ก็รวบรวมได้เฉียด 1,000 บาทกันทั้งนั้น บางคนก็โชคดี เจอแบงค์ใหญ่ที่ลืมทิ้งเอาไว้ สลอตเป็นบ่อย ซักกางเกงตัวเดิมมาหลายครั้ง จนผ่านไปหลายเดือนก็เจอแบงค์ 500 ยับยู่ยี่อยู่ที่ก้นของกระเป๋ากางเกง ถ้าทำวิธีนี้แล้ว จะพอมีพอใช้ไปอีกหลายวันเลยล่ะ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ได้ค่าข้าวสำหรับวันนี้ล่ะนะ 2. เป็นตัวแทนขายของออนไลน์ หลายคนอาจจะรำคาญบรรดาตัวแทนขายของออนไลน์ ว่าโพสต์อะไรทั้งวี่ทั้งวัน หลายคนก็ถึงขั้นอันเฟรนด์ บล็อคเพื่อนไปเพราะรำคาญที่เพื่อนขายของ แต่นั่นเป็นหนึ่งในวิธีหาเงินของพ่อค้า แม่ค้าออนไลน์หลายคน ที่โพสต์บ่อยก็ต้องการที่จะให้เพื่อนใน Facebook เห็นบ่อยๆ บางคนพอเห็นบ่อยก็อดใจไม่ได้ อยากจะลองซื้อดูสักครั้ง อารมณ์แบบว่า เป็นการสะกดจิตให้เห็นบ่อยๆ แล้วจะอยากซื้อโดยอัตโนมัติ โชคดีสำหรับพวกค้าขายออนไลน์สมัยนี้ ที่ในยุคนี้ การเป็นตัวแทนแบบไม่สต็อคของ ได้รับความนิยมมาก มันคืออะไร? การเป็นตัวแทนแบบไม่สต็อคของ ก็คือไม่ต้องลงทุนซื้อของมาตุนไว้ แค่เพียงโพสต์ขายสินค้า พยายามให้คนมาซื้อสินค้าให้ได้ เมื่อมีคนสนใจ ก็แจ้งเจ้าของแบรนด์ หรือคนที่สต็อคสินค้าเอาไว้ ให้ส่งไปยังลูกค้าที่ติดต่อเรามา เราก็จะได้รับส่วนแบ่งมากน้อยตามออเดอร์ของลูกค้า เรียกได้ว่า ได้เงินแบบไม่ต้องทำอะไรเลย ถึงแม้แต่ละออเดอร์จะได้เงินไม่มากนัก แต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย เงินไม่กี่ 10 บาท แต่ถ้ารวบรวมหลายๆ สิบ ก็กลายเป็นเงินหลักพัน หลักหมื่นได้นะ 3. กินก่อนจ่ายทีหลัง อาจเป็นวิธีที่หลายคนไม่ชอบ และหลายคนมองว่าเป็นวิธีที่เห็นแก่ตัว เสียศักดิ์ศรี แต่ถ้าเราไม่ไหวแล้ว ก็อย่าฝืน ให้รับสภาพตามความเป็นจริงไปจะดีกว่า หลายคนที่กินอาหารแค่ร้านข้าวร้านประจำ น่าจะเคยเจอเหตุการณ์ที่คนขายแถมอาหารให้ฟรี ให้ข้าวปริมาณเยอะกว่าคนอื่น เพราะเราเป็นลูกค้าประจำ ถ้าเราไม่ไหวจริงๆ ลองเจรจาต่อรองกับพ่อค้าแม่ค้าดู ว่าขอติดค่าอาหารไว้ได้ไหม โดยยื่นข้อแลกเปลี่ยน เช่น จะช่วยเก็บโต๊ะ, ช่วยเสิร์ฟ, ช่วยเก็บล้าง ถ้าเจอคนขายใจดี เขาก็อาจจะให้เราฟรีแบบไม่ต้องมาจ่ายทีหลังเลยก็ได้ หรือบางคนอาจจะจ้างเราแบบรายวัน ให้กินข้าวฟรี แถมให้ค่าจ้างอีก แต่ก็ยังเป็นการกระทำที่ค่อนข้างเสี่ยงมาก เพราะเราไม่รู้ว่า คนขายอาหารจะเชื่อใจเราไหม ต้องสนิทกันมากจริงๆ ถึงจะทำข้อนี้ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็ทำได้ เพราะพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ เคยลำบากมาก่อนเหมือนกัน 4. รวบรวมขยะชั่งกิโลขาย อาจจะเป็นวิธีที่หลายคนไม่ค่อยโอเคนัก เพราะการเก็บขยะทำให้เราเหนื่อย มอมแมม แถมยังได้เงินไม่มาก แต่อย่างน้อยก็ยังได้เงิน ไม่ต้องถึงขั้นคุ้ยขยะ เทถังขยะมานั่งแยกว่าอะไรคืออะไร เพียงแค่รวบรวมขยะในบ้าน แยกแยะให้เป็นหมวดหมู่ แล้วนำไปชั่งกิโลขาย สลอตเชื่อว่า ทุกคนมีขยะที่มีมูลค่า แต่ไม่กล้าทิ้งกันมากมาย เช่น ขวดน้ำพลาสติก ขวดแก้วที่เก่าแล้ว ขวดแชมพู ขวดครีมที่ใช้หมดแล้ว หรือแม้กระทั่งหนังสือเก่าๆ ที่ไม่ได้อ่าน เก็บจนลืม อย่าเสียดาย ถึงเวลาลำบากแล้ว เอาสิ่งของเหล่านี้ไปชั่งกิโลขาย พวกมันก็พอช่วยชีวิตเราได้ นอกจากจะได้เงินแล้ว ยังทำให้ที่พักของเราสะอาด เป็นระเบียบมากขึ้น เพราะได้ระบายของที่ไม่จำเป็นออก หรืออาจจะเดินเก็บขวดน้ำที่คนกินแล้ววางทิ้งไว้ตามเก้าอี้ ตามถนนก็ได้ ถือเป็นการช่วยทิ้งขยะ ทำให้สภาพแวดล้อมน่าอยู่ไปในตัว หลายคนอาจจะกลัวว่าคนอื่นจะมองไม่ดีรึเปล่า แต่ทำงานที่สุจริต แถมทำให้สภาพแวดล้อมสะอาดตาขึ้น จากการเก็บขยะของเรา ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก 5. กินอาหารตามโรงทาน เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่มักคิดไปเองว่า เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยน่าทำ เพราะเหมือนไปเอารัดเอาเปรียบเขา แต่การกินอาหารตามโรงทาน ไม่ได้เป็นการกระทำที่น่าเกลียดเลย เพราะคนที่ทำโรงทาน เปิดโรงทาน เขามีเจตนาให้คนมากินอาหารฝีมือของเขาอยู่แล้ว ยิ่งมีคนกินเยอะ แย่งกันกิน คนทำโรงทานก็จะยิ่งดีใจ เพราะเขาทั้งมีความสุข และได้บุญที่แบ่งปัน กลับกัน ถ้าเราไม่กล้ากินอาหารของโรงทาน เพราะคิดมากกลัวจะถูกมองไม่ดี คนทำโรงทานก็อาจจะน้อยใจได้ ว่าทำไมถึงไม่มีคนกินอาหารของเขาเลย เราอิ่มท้อง คนทำอาหารอิ่มบุญ ถ้าไปกินเป็นประจำจนคุ้นหน้า เราก็อาจจะตอบแทนเขาด้วยการช่วยแจกจ่ายอาหาร หรือช่วยเก็บล้างก็ได้ จะได้สบายใจว่าเราไม่ได้เอาเปรียบเขาอยู่ฝ่ายเดียว
บทความ

5 ประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุด

ด้วยเศรษฐกิจที่ขึ้นๆ ลงๆ สมัยนี้ หลายอย่างก็มีราคาที่สูงขึ้น เช่น น้ำมัน, ค่าอาหาร, ค่าโทรศัพท์ จนทำให้หลายคนมีความคิดว่า เก็บเงินไปอยู่ต่างประเทศดีกว่ามั้ย น่าจะใช้ชีวิตสบายกว่าเยอะ อยู่ไทยไม่ไหวแล้ว ค่าใช้จ่ายแพงเกินไป สูงเกินไป แต่ช้าก่อนนนน!! ในการจัดอันดับประเทศที่ค่าครองชีพที่สูงที่สุดนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 51 จากทั้งหมด 108 ประเทศ! ซึ่งถือว่าเป็นอันดับกลางๆ ค่อนไปทางถูกเลยล่ะ ยังมีอีกหลายประเทศที่มีค่าครองชีพสูงกว่าเราเยอะ คือถ้ารู้ว่าค่าครองชีพของประเทศอื่นเนี่ย มีราคาเท่าไหร่ หลายคนก็ล้มเลิกที่จะย้ายประเทศ แล้วก้มหน้าทำงานต่อไปอย่างสบายใจ เพราะประเทศที่ค่าครองชีพสูงสุดๆ เนี่ย.. อาหาร 1 มื้อ ราคาเฉียด 1 พันบาทเลยนะ!! ค่าเงินทั้งหมด สลอตได้แปลงให้เป็นค่าเงินไทยแล้วเพื่อความเข้าใจง่าย ไม่ต้องเสียเวลาบวกลบคูณหารกับสกุลเงินของทางนู้น มาลองดูกันดีกว่าว่าจะมีประเทศอะไรบ้าง ลองทายเอาไว้ในใจดูนะ   อันดับที่ 5 ฮ่องกง แม้ ฮ่องกง จะเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในตอนนี้ แต่สำหรับชาวฮ่องกง และคนที่ใช้ชีวิตอยู่ฮ่องกงแล้ว จะรู้เลยว่า การใช้เงินเพื่อมาเที่ยว กับ การใช้เงินเพื่ออยู่อาศัย ปริมาณเงินที่ต้องจ่ายมันแตกต่างกันมาก หรือแม้แต่คนที่ไปท่องเที่ยวฮ่องกงเป็นประจำ ก็จะพอรู้ ว่าระยะ 1-2 ปีให้หลังมานี้ ค่าเงินฮ่องกงเริ่มสูงขึ้นจนแทบจะจ่ายไม่ไหว แต่ด้วยความที่เป็นประเทศท่องเที่ยวยอดฮิต นักท่องเที่ยวจึงยังเยอะอยู่ โดยเฉลี่ยแล้ว ค่าอาหารในย่านธุรกิจของฮ่องกงนั้น อยู่ที่ประมาณ 395 บาท ต่อ 1 มื้อ (รวมเครื่องดื่มแล้ว) และค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารการกินทั่วไปของทุกย่านนั้น นมปริมาณ 1 ลิตร ราคาประมาณ 100 บาท น้ำอัดลม 2 ลิตร ราคาประมาณ 70 บาท ส่วนค่าเช่าอพาร์ทเมนต์พร้อมเฟอร์นิเจอร์ครบนั้น ห้องขนาด 480 ตารางฟุต ค่าเช่าอยู่ที่ 68,000 บาทต่อเดือน สำหรับย่านชุมชน แต่สำหรับย่านธุรกิจนั้น ในขนาดห้องที่เท่ากัน แต่ราคาจะพุ่งไปสูงถึง 97,000 บาทต่อเดือน ราคาตั๋วหนังสำหรับดู 2 คน ก็ราคาอยู่ที่ 790 บาท สำหรับที่นั่งปกติ แต่ถ้าเป็นที่นั่ง VIP 2 ที่นั่ง ราคาจะพุ่งไปอยู่ที่ประมาณ 5,200 บาท ท่องเที่ยวไม่กี่วันก็คงบอกว่าไม่แพงได้ แต่สำหรับคนอยู่อาศัย คงต้องทำงานกันตัวเป็นเกลียว   อันดับที่ 4 นอร์เวย์ เป็นประเทศที่คนแทบทั้งโลกใฝ่ฝันอยากจะไปอยู่อาศัย เนื่องจากนอร์เวย์เป็นประเทศที่สวยงามมาก วิวทิวทัศน์ราวกับหลุดมาจากเทพนิยาย ทั้งธรรมชาติและสถาปัตยกรรมลงตัวเข้ากันได้ดี ราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ แต่เมื่ออยู่ในประเทศที่สวยงาม ดูเป็นระเบียบ สะอาดสะอ้านขนาดนี้ ย่อมมีค่าครองชีพที่สูงอย่างแน่นอน โดยเฉลี่ยแล้ว นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวนอร์เวย์เป็นเวลา 7 - 10 วัน จะต้องเตรียมเงินไปประมาณ 100,000 บาท (ไม่รวมเครื่องบิน) บ้างก็ใช้น้อยกว่างบบ้าง บ้างก็ใช้งบบานปลายบ้าง เพราะถ้าเผลอใจซื้อของตามใจในนอร์เวย์ ต้องจ่ายเยอะเลยทีเดียว โดยเฉลี่ยค่าอาหารในย่านธุรกิจนั้นอยู่ที่ 838 บาทต่อ 1 มื้อ (รวมเครื่องดื่มแล้ว) อกไก่ขนาด 500 กรัม ราคาอยู่ที่ประมาณ 300 บาท นม 1 ลิตร ราคา 70 บาท น้ำอัดลม 2 ลิตร ราคา 150 บาท เรียกได้ว่า เป็นราคาที่สูงพอตัวเลยทีเดียว ส่วนราคาห้องเช่าพร้อมเฟอร์นิเจอร์ขนาด 480 ตารางฟุต ในย่านชุมชนทั่วไปนั้น อยู่ที่ราคา 41,000 บาทต่อเดือน และสำหรับห้องเช่าขนาดเดียวกัน แต่อยู่ในย่านธุรกิจ จะอยู่ที่ 52,000 บาทต่อเดือน มาดูราคาตั๋วหนังกันบ้าง ราคาตั๋วหนังสำหรับ 2 ที่ ในที่นั่งธรรมดา ราคาจะอยู่ที่ 1,000 บาท หรือเฉลี่ยก็คนละ 500 บาท ส่วนที่นั่ง VIP สำหรับ 2 คน จะอยู่ที่ 3,600 บาท หรือเฉลี่ยคนละ 1,800 บาท! เป็นประเทศที่แค่เที่ยวก็กระเป๋าตังสั่นแล้ว   อันดับที่ 3 สวิตเซอร์แลนด์ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เป็นประเทศในฝัน ทุกครั้งที่มีการลงคลิปการท่องเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็มักจะมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า อยากไปเที่ยวประเทศนี้ดูสักครั้ง เพราะไม่ว่าจะถ่ายจากมุมไหน เมืองไหน ใช้กล้องดีหรือไม่ดี ก็ได้ภาพที่ออกมางดงามราวกับเทพนิยายทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม สวิตเซอร์แลนด์ เป็นอีกประเทศที่น่าอยู่มากๆ เพราะพลเมืองชาวสวิตเซอร์แลนด์ ต้องจ่ายค่ากินอยู่ที่สูงเอาเรื่องเลยล่ะ ! ค่าอาหาร 1 มื้อในย่านธุรกิจ นั้นอยู่ที่ประมาณ 800 บาทต่อ 1 คน (รวมเครื่องดื่มแล้ว) อกไก่ 500 กรัม ราคา 430 บาท นม 1 ลิตร ราคา 60 บาท และ น้ำอัดลม 2 ลิตร ราคา 90 บาท บางอย่างก็ถูก บางอย่างก็แพงล่ะเนอะ มาดูกันที่ราคาที่พักอาศัยกันบ้าง อพาร์ทเมนต์ขนาด 480 ตารางฟุต เฟอร์นิเจอร์ครบ ราคาอยู่ที่ 49,000 บาทต่อเดือน สำหรับย่านชุมชน และจะอยู่ที่ 60,000 บาทต่อเดือน สำหรับย่านธุรกิจ ส่วนราคาตั๋วหนังนั้น ตั๋วหนังที่นั่งปกติสำหรับ 2 ที่ จะอยู่ที่ 1,200 บาท หรือประมาณคนละ 600 บาท ส่วนที่นั่ง VIP สำหรับ 2 ที่ จะอยู่ที่ 4,300 บาท หรือประมาณคนละ 2,000 กว่าบาท แต่สำหรับสลอต ถ้าจ่ายราคาแพงแล้วได้อยู่ในประเทศที่น่าอยู่แบบนี้ สลอตก็ยอมทำงานหนักเพื่อจ่าย แลกกับคุณภาพชีวิตที่ดีนะ เรามาขยันทำงานกันเถอะ!   อันดับที่ 2 ไอซ์แลนด์ ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศที่ไม่โดดเด่นเท่า นอร์เวย์ กับ สวิตเซอร์แลนด์ แต่ไอซ์แลนด์ก็เป็นประเทศที่ บรรดานักท่องเที่ยวต้องไปให้ได้ ถ้าเราไปถามคนที่ชอบเที่ยวว่า ประเทศที่อยากไปมีอะไรบ้าง แทบจะทุกคน ต้องมีประเทศไอซ์แลนด์อยู่ในคำตอบ เพราะถึงแม้ว่าจะไม่โดดเด่นแบบน่าฮือฮา แต่ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ มีเสน่ห์ และส่วนใหญ่มีความคิดเห็นตรงกันว่า ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ราคาที่ต้องจ่าย ก็ถือว่าสูงทั้งสำหรับนักท่องเที่ยว และผู้ที่อยู่อาศัย ค่าอาหารสำหรับ 1 คนในย่านธุรกิจ จะอยู่ที่ 900 บาท ต่อ 1 มื้อ อกไก่ขนาด 500 กรัม ราคา 360 บาท นม 1 ลิตร ราคา 65 บาท และ น้ำอัดลม 2 ลิตร ราคา 90 บาท ส่วนราคาของที่อยู่อาศัยในไอซ์แลนด์นั้น อพาร์ทเมนต์ขนาด 480 ตารางฟุต เฟอร์นิเจอร์ครบ ราคาอยู่ที่ 42,800 บาทต่อเดือน สำหรับย่านชุมชน และจะอยู่ที่ 57,000 บาทต่อเดือน สำหรับย่านธุรกิจ แล้วก็มาดูราคาตั๋วหนังอย่างที่เราเปรียบเทียบกับประเทศก่อนๆ ตั๋วหนังที่นั่งปกติสำหรับ 2 ที่ จะอยู่ที่ 970 บาท หรือประมาณคนละ 490 บาท ส่วนที่นั่ง VIP สำหรับ 2 ที่ จะอยู่ที่ 4,000 บาท หรือประมาณคนละ 2,000 บาท ดูเพียงผิวเผินอาจจะไม่แพงสักเท่าไหร่ แต่เมืองไอซ์แลนด์มีค่าครองชีพสูงกว่าลอนดอนมากถึง 7% และค่าครองชีพสูงกว่าเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ มากถึง 90% ! คิดคำนวณจากค่ากิน ค่าที่อยู่อาศัย รวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดในชีวิตประจำวัน   อันดับที่ 1 ประเทศเบอร์มิวดา อาจจะเรียกว่าเป็นประเทศได้ไม่เต็มปาก เพราะเบอร์มิวดา เป็นอาณานิคมโพ้นทะเลของอังกฤษ พูดง่ายๆ ก็คือเป็นเกาะเล็กๆ ที่อยู่ห่างๆ ทว่าอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ แม้กระทั่งธงชาติก็เป็นธงที่มีทั้งธงอังกฤษ และสัญลักษณ์เบอร์มิวดารวมกัน แต่เรื่องค่าครองชีพของเบอร์มิวดา แตกต่างจากอังกฤษลิบลับ หลายคนมองว่า ประเทศที่เป็นหมู่เกาะ ค่าครองชีพน่าจะถูก เพราะคงไม่มีอะไรมาก แต่ไม่ใช่กับเบอร์มิวดา เพราะเบอร์มิวดาเป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก! ค่าอาหารสำหรับ 1 คนนั้นอยู่ที่ 800 บาท ต่อ 1 มื้อ อกไก่ 500 กรัม ราคา 320 บาท นม 1 ลิตร ราคา 125 บาท น้ำอัดลม 2 ลิตร ราคา 160 บาท เนื่อจากเป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก สลอตเลยจะเปิดเผยราคาอย่างอื่นด้วย แอปเปิลปริมาณ 1 กิโลกรัมของที่นี่ จะอยู่ที่ 330 บาทโดยประมาณ อินเตอร์เน็ตความเร็ว 8 Mbps มีค่าใช้จ่ายตลอด 1 เดือนอยู่ที่ 3,000 บาท! บ้านเราแค่ 500-600 บาทเท่านั้น ส่วนด้านที่พักอาศัยนั้น อพาร์ทเมนต์ขนาด 480 ตารางฟุต เฟอร์นิเจอร์ครบ ราคาอยู่ที่ 55,450 บาทต่อเดือน สำหรับย่านชุมชน และจะอยู่ที่ 76,800 บาทต่อเดือน สำหรับย่านธุรกิจ ตั๋วหนังสำหรับ 2 คน อยู่ที่ 780 บาท หรือคนละประมาณเกือบ 400 บาท บุหรี่ยี่ห้อมัลโบโร่ อยู่ที่ซองละ 400 บาทกันเลยทีเดียว! และเมื่อเทียบค่าครองชีพทั้งหมดของเมืองในเบอร์มิวดา กับลอนดอน เมืองในอังกฤษแล้ว เมืองในเบอร์มิวดา ค่าครองชีพสูงกว่าลอนดอนมากถึง 26% สูงกว่าฮ่องกงมากถึง 37% และสูงกว่าเม็กซิโกถึง 218% เลยทีเดียว!! เรียกได้ว่า เป็นอันดับที่ 1 ที่หลายคนคงคาดไม่ถึง ว่าประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุด จะเป็นประเทศนี้  
บทความ

5 ประเพณีไทยที่สวยงาม

  สิ่งที่มีอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน คือ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ และมีความสวยงามอ่อนช้อย ซึ่งเป็นจุดเด่นของเมืองไทยเรา ประเพณีไทยที่สวยงาม มีมากมายนับไม่ถ้วน ถ้าเป็นประเพณีดัง ก็คงนึกออกอยู่ไม่กี่ประเพณี แต่ถ้าเจาะลึกลงไปในแต่ละภูมิภาค จะรู้เลยว่า ยังมีประเพณีอีกนับร้อยนับพันที่งดงาม แต่พวกเราไม่รู้จัก สลอตก็ได้ทำการรวบรวมประเพณีที่สลอตมองว่า สวยงามจนสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาเที่ยวเมืองไทยได้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะหลงใหลกับความงดงามของประเพณีเหล่านี้เช่นกัน   1. ประเพณีไหลเรือไฟ ประเพณีสุดแสนจะสวยงามของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่คนไทยทั้งประเทศมักจะรอคอยเพื่อชมความสวยงามของประเพณีนี้ ประเพณีไหลเรือไฟ มีหลายชื่อเรียก เช่น ล่องเรือไฟ, ลอยเรือไฟ, ปล่อยเรือไฟ, เฮือไฟ เป็นต้น จุดมุ่งหมายของประเพณีนี้ เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า รวมถึงเพื่อบูชาพระรัตนตรัย, บูชาคุณพระแม่คงคา และ บูชาพญานาค สิ่งที่ทำให้ประเพณีนี้เป็นประเพณีที่สวยงามถูกใจสลอต ก็คือ 'เรือไฟ' ในทุกปี จะมีการนำเรือที่ทำขึ้นทุ่นลอยน้ำ สร้างโครงด้วยไม้ไผ่อันเล็กๆ ผูกติดกัน จากนั้นก็นำเส้นลวดมาพันกับเส้นลวดจนเกิดเป็นลวดลายตามต้องการ สมัยก่อนก็จะทำเป็นลวดลายเกี่ยวกับพุทธประวัติ แต่ปัจจุบันได้ทำลวดลายให้เข้ากับสถานการณ์ของเมืองไทย เพื่อให้ดูทันสมัย จากนั้น ก็นำผ้าชุบน้ำมันมาพันรอบเส้นลวดที่เป็นโครงเอาไว้ เมื่อถึงเวลา ก็จุดไฟ แล้วปล่อยไปตามแม่น้ำยามค่ำคืน ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามมาก นอกจากจะสวยงามแล้ว ทุกครั้งที่มีประเพณีไหลเรือไฟ จะมีการทำบุญ ฟังเทศน์ สวดมนต์ครั้งใหญ่ เรียกได้ว่า ทั้งอิ่มหัวใจและอิ่มบุญในเทศกาลเดียว ใครที่สนใจอยากร่วมเทศกาลนี้ ก็เดินทางไป จ.นครพนม ในช่วงเดือน ตุลาคม กันได้เลย   2. ประเพณีแห่ผีตาโขน สมัยเรายังเป็นเด็ก ส่วนใหญ่น่าจะกลัวประเพณีนี้ เพราะในสายตาเราสมัยก่อน เราเชื่อว่าเป็นผีจริงๆ มาเดินตามถนน แถมยังทำท่าทางแปลกๆ (หรือสลอตเป็นคนเดียว?) แต่เมื่อโตมา จึงได้รู้ว่า ประเพณีแห่ผีตาโขน เป็นประเพณีที่น่าสนใจอย่างมาก ที่มาของประเพณีแห่ผีตาโขน หรือ เทศกาลผีตาโขนนั้น มาจาก มหาเวสสันดรชาดก และเดิมมีชื่อว่า ผีตามคน สาเหตุเพราะ เมื่อครั้งที่พระเวสสันดรและนางมัทรีเดินทางออกจากป่า บรรดาผีป่าและสัตว์นานาชนิด ได้เกิดความอาลัยขึ้นมา จึงปลอมตัวปะปนกับชาวบ้านเพื่อส่งทั้ง 2 พระองค์กลับเมือง จนเกิดเป็น ผีตามคน และเพี้ยนเป็น ผีตาโขน จนถึงทุกวันนี้ ประเพณีแห่ผีตาโขน เป็นงานบุญครั้งใหญ่ของ จ.เลย มีทั้งสิ้น 3 วันด้วยกัน การแห่ผีตาโขนนั้น จะเดินแห่กันในวันที่ 2 ของเทศกาล โดยวันที่ 2 คือวันแห่พระเวส จึงมีการแต่งตัวเป็นผีตาโขนกันตามเนื้อเรื่องมหาเวสสันดรชาดก หน้ากากของผีตาโขนนั้น ทำขึ้นจากกากมะพร้าวแกะสลัก มีลวดลายสวยงาม สีสันสดใส เรียกเสียงฮือฮาจากชาวต่างชาติได้ดี การแต่งเป็นผีตาโขนนั้น แต่งได้ทั้งชายและหญิง ไม่มีข้อห้ามอะไร แต่เมื่อเดินแห่เสร็จแล้ว ให้ถอดเครื่องแต่งกายผีตาโขนไปทิ้งลงแม่น้ำหมัน เนื่องจากมีความเชื่อว่า เป็นการทิ้งสิ่งเลวร้ายไป และห้ามนำเข้าบ้านเด็ดขาด! ส่วนในวันที่ 3 ของเทศกาลผีตาโขนนั้น จะเป็นการนำงานบุญประจำเดือนต่างๆ มาจัดรวมกันในงานนี้ และยังมีการฟังเทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตอีกด้วย ประเพณีแห่ผีตาโขน จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมของทุกปี ที่ จ.เลย   3. ประเพณีสงกรานต์ ถึงจะเป็นประเพณีที่ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว จนหลายคนมองว่าเป็นประเพณีที่ควรจะยกเลิกไปซะ แต่ในหลายที่ ก็ยังมีความสวยงามของประเพณีนี้อยู่นะ ประเพณีสงกรานต์ เป็นประเพณีที่มีอายุเยอะมากๆ ของไทย เอกลักษณ์เด่นของประเพณีนี้ คือการใช้ 'น้ำ' รดกันและกันเพื่อความชุ่มชิ้น เย็นสบาย เนื่องจากในช่วงประเพณีสงกรานต์ ซึ่งก็คือเดือนเมษายาของทุกปี จะเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีอากาศร้อนที่สุด ตามปกติแล้ว จะรดน้ำกันและกันเพียงไม่กี่ขันเท่านั้น บางคนก็ใช้กลิ่นหอมผสมกับน้ำ เพื่อให้มีความสดชื่นมากยิ่งขึ้นในอากาศร้อน (แต่ปัจจุบันก็เปลี่ยนไปมากตามที่เราเห็นกันจนชินตา) ประเพณีสงกรานต์ ไม่ได้มีเพียงการเล่นน้ำอย่างเดียวเท่านั้น ยังเป็นประเพณีทำบุญเข้าวัดครั้งใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศอีกด้วย ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ภาคไหน หรือทำงานยุ่งวุ่นวายขนาดไหน ประเพณีสงกรานต์ จะเป็นประเพณีที่คนไทยได้ทำบุญเสริมบารมีให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญ, รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่, สรงน้ำพระ, บังสุกุลอัฐิ ฯลฯ รวมถึงยังเป็นการพบปะกับของญาติทั้งตระกูลในประเพณีนี้ด้วย เรียกได้ว่า ในความเปลี่ยนแปลงจนไม่เหลือเค้าเดิม ก็ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เหมือนเดิม และเป็นสิ่งที่ดียังคงเหลืออยู่ สงกรานต์ครั้งหน้า อย่าลืมพบหน้าผู้ใหญ่หรือพ่อแม่ และไปทำบุญกันทั้งครอบครัวนะ   4. ประเพณียี่เป็ง ถ้าพูดว่าประเพณียี่เป็ง หลายคนอาจจะคิดภาพไม่ออกว่าคืออะไร แต่ถ้าพูดว่าประเพณีการลอยโคม ทุกคนน่าจะร้องอ๋อ! กันทันที ประเพณียี่เป็ง เปรียบเสมือนประเพณีลอยกระทง แต่เป็นการลอยกระทงฉบับล้านนา ประเพณีดังกล่าวจะกินเวลา 3 วันด้วยกัน โดยวันที่ 1 จะเป็นการเตรียมของทำบุญ วันที่ 2 เป็นวันทำบุญ และวันที่ 3 จะเป็นวันที่นำกระทง หรือ โคม ไปลอยตามที่เราเห็นกันนั่นเอง ชาวล้านนามีความเชื่อว่า การลอยโคมขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำให้จิตใจรู้สึกราวกับว่าลอยสูงขึ้นไปอยู่บนสรวงสวรรค์ และความโชคร้ายต่างๆ ได้ถูกลอยไปพร้อมกับโคมหมดแล้ว ประเพณียี่เป็ง ยังเป็นประเพณีที่สามารถดึงดูดคนต่างชาติได้เป็นอย่างดี เนื่องจากภาพบรรยากาศขณะที่โคมกำลังลอยอยู่บนท้องฟ้า เรียงทอดยาวกันเป็นแถวนั้น เป็นภาพที่งดงามยากจะอธิบายได้ อย่างไรก็ตาม ประเพณียี่เป็ง เป็นประเพณีที่ใกล้จะถูกระงับ เนื่องจากมีผู้ได้รับความเดือดร้อนจากการลอยโคมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน, บ้านที่โดนโคมลอยตกใส่จนไฟไหม้ จึงทำให้ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ได้จำกัดให้ปล่อยโคมลอยแค่เพียงบริเวณ ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ เท่านั้น และห้ามลอยโคมนอกเทศกาลยี่เป็งเด็ดขาด ถึงจะสวยงาม แต่ส่งผลกระทบหลายฝ่ายเหมือนกัน ใครสนใจอยากลองลอยโคมแบบไม่ผิดกฎหมายดูสักครั้ง ก็ให้เดินทางไปที่ จ.เชียงใหม่ ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน บริเวณประตูท่าแพ   5. ประเพณีลอยกระทง เป็นอีกประเพณีหนึ่ง ที่ในปัจจุบัน ถูกมองว่าเป็นประเพณีที่ไม่ดีไปเสียแล้ว เนื่องจากเป็นประเพณีที่จัดขึ้นในช่วงกลางคืน จึงทำให้มีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ยังเป็นประเพณีที่สวยงามของประเทศไทยอยู่ดี ลอยกระทง เป็นไม่กี่ประเพณีที่ชาวต่างชาติรู้จักนอกเหนือจากสงกรานต์ เนื่องจากพวกเรามักจะใช้ภาพการลอยกระทง เป็นภาพที่แสดงถึงความเป็นไทยอยู่บ่อยครั้ง ประเพณีลอยกระทง จะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือในเดือนวันเพ็ญเดือน 12 ... แอบฮัมเพลงต่อใช่มั้ยล่ะ!! ความเชื่อในวันลอยกระทง คนไทยเชื่อกันว่า การลอยกระทงคือการแสดงความขอบคุณพระแม่คงคา ที่ให้ใช้แหล่งน้ำในการทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงขอขมาสิ่งที่ล่วงเกิน เช่น ทิ้งขยะลงแม่น้ำ หลายคนก็ถือโอกาสนี้ในการรำลึกถึงบรรพบุรุษ สะเดาะเคราะห์ รวมไปถึงยังมีความเชื่อว่าเป็นการลอยทุกข์ให้พ้นตัว คนไทยส่วนใหญ่ มักจะถือโอกาสประเพณีลอยกระทงในการอธิษฐานขอพรในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะนก ประเพณีลอยกระทง ยังเปิดโอกาสให้เหล่าเด็กวัยเรียนรู้ ได้ทำกระทงจากฝีมือตัวเอง ถือเป็นการพัฒนาความคิดเด็กอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ระยะหลังมานี้ คนเริ่มลอยกระทงน้อยลงทุกปี เนื่องจากหลายคนมองว่า การลอยกระทงเป็นการทำให้แหล่งน้ำสกปรก บางคนก็เลือกที่จะใช้ขนมปัง หรือ น้ำแข็ง ในการลอยกระทง เพื่อไม่ให้เกิดขยะที่ย่อยสลายได้ยาก