5 เหตุผลที่คุณต้องดู Avenger: Infinity Wars

5 เหตุผลที่คุณต้องดู Avenger: Infinity Wars

23 เมษายน 2561

เป้าหมายของหลายๆ คนที่ต้องการทำให้สำเร็จในปี 2018 ก็มีแตกต่างกันไป

บ้างก็อยากลดน้ำหนัก บ้างก็อยากมีเงินเก็บ บ้างก็อยากมีแฟน

แต่มีคนกลุ่มหนึ่ง มีเป้าหมายที่เหมือนกัน แต่เป็นเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ ห้ามพลาดเด็ดขาด

นั่นก็คือ การดูหนังเรื่อง Avengers: Infinity Wars!!

แฟนจักรวาลภาพยนตร์ว่าทรมานกับการรอหนังเรื่องนี้แล้ว

แฟนคอมมิคของ Marvel ยิ่งทรมานทวีคูณยิ่งขึ้นเข้าไปอีก

เพราะกว่าที่จะได้ดูสุดยอดภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในฝัน ก็ใช้เวลาหลายปี

แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคน

ที่สงสัยว่ามันสำคัญตรงไหน?

ทำไมคนถึงคลั่งไคล้ พูดถึงกันจัง?

โดยเฉพาะสาวๆ ที่มีแฟนหนุ่ม น่าจะไม่เข้าใจว่าทำไมแฟนเราถึงต้องกรี๊ดกร๊าดขนาดนี้ด้วย

ตอนเราเจอเครื่องสำอางเซลล์ยังไม่ดี๊ด๊าขนาดนี้

นั่นก็เพราะ Avengers: Infinity Wars มันเป็นสุดยอดภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล Marvel น่ะสิ!!

1. ครบรอบ 10 ปี ของจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล

5 เหตุผลที่คุณต้องดู Avenger: Infinity Wars

หากใครเป็นแฟนค่าย Marvel อย่างเหนียวแน่น

จะรู้เลยว่า ถึงแม้ทุกวันนี้หนังของ Marvel จะประสบความสำเร็จ

แต่จุดเริ่มต้นมันไม่ง่ายเลย

หนังเรื่องแรกที่เป็นตัวบุกเบิก Marvel Cinematic Universe

คือภาพยนตร์เรื่อง Iron Man

ซึ่งในช่วงเวลานั้น ทุกคนต่างวิจารณ์ในแง่ลบ

ว่าไม่มีทางประสบความสำเร็จหรอก

เพราะตอนนั้น ค่าย Marvel ตกอยู่ในช่วงวิกฤติอย่างถึงที่สุด

เงินที่จะมาลงทุนกับเรื่อง Iron Man ก็เป็นเงินก้อนสุดท้าย

นักแสดงที่ดึงมาเล่นหนังเรื่องนี้ ก็ล้วนแต่เป็นนักแสดงที่มีประวัติทั้งนั้น

(โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ เคยติดคุกและเสพยา)

(ส่วนกวินเน็ธ พัลโทรว์ เป็นนักแสดงที่ชาวอเมริกันไม่ชอบ)

เรียกได้ว่า เป็นการลงทุนที่ใจกล้าบ้าบิ่นที่สุด

ถึงหลายคนจะวิจารณ์ต่างๆ นานา แต่สุดท้ายก็ยอมดู Iron Man

ผลงานชิ้นตัดสินว่า Marvel จะอยู่หรือจะไป?

ปรากฎว่า Iron Man สามารถทำรายได้ทั่วโลกถึง 19,000 ล้านบาท!

จากต้นทุนเพียง 4,600 ล้านบาทเท่านั้น!

ส่งผลให้ Marvel สามารถทำหนังภาคต่อ รวมถึงหนังของซูเปอร์ฮีโร่คนอื่นออกมาได้อีกเรื่อยๆ

มาถึงตอนนี้ ก็เป็นระยะเวลา 10 ปีแล้ว

มีซีรีส์หนังเพียงไม่กี่ซีรีส์ ที่สามารถดึงดูดให้ผู้ชมติดตามได้นานเป็น 10 ปีขนาดนี้

ซึ่ง Marvel สามารถทำได้ แถมยังสามารถดึงดูดผู้ชมหน้าใหม่ได้ด้วย

แน่นอนว่า ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างแน่นอน

แค่เหตุผลแรกก็พลาดไม่ได้แล้ว!

2. รวมซูเปอร์ฮีโรในดวงใจไว้ในเรื่องเดียว

5 เหตุผลที่คุณต้องดู Avenger: Infinity Wars

เชื่อว่าที่ผ่านมา หลายคนอาจจะหงุดหงิดไม่น้อย

อยากดูหนัง Marvel เพื่อเก็บรายละเอียดต่างๆ แต่ดันไม่มีซูเปอร์ฮีโร่ที่เราชอบ

หลายคนที่ชอบ Iron Man ก็มักจะไม่ดูหนังของฮีโร่คนอื่น

เพราะอ้างว่ามันขาดสีสันความกวนโอ๊ยของตาคนรวยชุดเหล็กไป

รวมถึงแฟนซูเปอร์ฮีโร่รายอื่น ที่เลือกดูเฉพาะหนังที่มีฮีโร่ที่ชอบมาร่วมแสดงด้วยเท่านั้น

พอฝืนดูเรื่องที่ไม่มีตัวละครที่ชอบ

ก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่าง

แม้ศึก Avenger ที่ผ่านมา ก็คือศึกรวบรวมซูเปอร์ฮีโร่เอาไว้ในเรื่องเดียว

แต่ก็โผล่มาไม่ครบทุกคน

แต่กับ Infinity Wars จะไม่ขาดใครเลย!

แถมยังมีข่าวลือว่า

ตัวละครที่เคยปรากฎในหนังเดี่ยวของฮีโร่แต่ละคน

จะมาร่วมแสดงในศึกครั้งนี้ด้วย!

เรียกได้ว่า เป็นภาคที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร

รวมซูเปอร์ฮีโร่ตั้งแต่เปิดจักรวาล จนถึงซูเปอร์ฮีโร่ที่เพิ่งเปิดตัว

ดูเรื่องเดียวคุ้มสุดๆ

(แต่ถ้าดูไม่ครบทุกเรื่อง อาจจะงงนะ แนะนำให้ดูให้ครบดีกว่า)

3. เปิดตัว Captain Marvel (Ms.Marvel)

5 เหตุผลที่คุณต้องดู Avenger: Infinity Wars

แน่นอนว่า นอกจากจะรวบรวมซูเปอร์ฮีโร่ทุกคนอัดไว้ในเรื่องเดียวแล้ว

Marvel คงไม่ทำแค่หนังรวมซูเปอร์ฮีโร่หรอก

เพราะพี่น้อง Russo ผู้กำกับของ Infinity War

ได้ออกมายืนยันในงาน Comic Con แล้วว่า

Captain Marvel ตัวละครสำคัญของค่าย Marvel

จะปรากฎตัวในหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรก!

หลังจากทำให้แฟนมาร์เวลรอคอยกันมานาน ว่าเมื่อไหร่เธอจะมีบทในจักรวาลภาพยนตร์เสียที!

สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านคอมมิคคงจะสงสัย

ว่า Captain Marvel คือใคร

ทำไมแฟนคอมมิคถึงรอคอยการปรากฎตัวของเธอมานานแสนนาน

ชื่อเดิมของเธอคือ Ms.Marvel

สลอตจะไม่ขอสปอยล์อะไรมาก

แต่จะบอกแค่ว่า

เธอเป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อจักรวาลของ Marvel

ด้วยความสามารถ พละกำลัง ที่เหนือกว่าใครจนทุกคนต้องทึ่ง

และเธอจะเป็นผู้นำทัพจักรวาลหนัง Marvel คนต่อไป!

แทนที่นักแสดงชุดเดิมที่กำลังจะหมดสัญญา!

4. Thanos จะแผลงฤทธิ์อย่างเต็มเหนี่ยว

5 เหตุผลที่คุณต้องดู Avenger: Infinity Wars

เป็นตัวละครอีกตัวหนึ่ง ที่ทำให้แฟนคลับที่ไม่ได้ติดตามอ่านคอมมิคสงสัยเป็นอย่างมาก

ว่ามันร้ายกาจขนาดไหน

ทำไมที่ผ่านมาถึงมีแต่คนเกรงกลัวมัน

ทั้งตัวละครในหนัง ทั้งแฟนมาร์เวล ต่างก็กลัวธานอสกันทั้งนั้น

จากจักรวาลหนังมาร์เวลทั้งหมด ธานอสปรากฎตัวเพียง 2 ครั้งเท่านั้น

ใน Age of Ultron และ Guardians of the Galaxy

การปรากฎตัวดังกล่าว ธานอสก็ไม่ได้แผลงฤทธิ์อะไรมากมาย ทำไมถึงต้องกลัวด้วย?

ธานอส ได้รับสมญานามว่า ตัวร้ายที่โหดที่สุดในจักรวาล!

ขนาดธานอสตัวเปล่า ไม่ได้สวมถุงมือ Infinity Gauntlet

ก็มีพละกำลังเทียบเท่า The Hulk สามารถตบฮัลค์ได้ด้วยมือเปล่า

และยังมีความสามารถอื่นที่โหดมากกว่านี้หลายเท่าตัว

แต่ถ้าเล่ามากกว่านี้ อาจจะเป็นการสปอยล์เนื้อหา Infinity Wars

อาจจะทำให้คนที่ไม่ได้อ่านคอมมิค เสียอรรถรสก็ได้

เรามารอดูกันในหนังทีเดียวดีกว่า

แถมผู้กำกับยังยืนยันว่า ในช่วง 20 นาทีแรกของหนัง

จะเป็นช่วงที่ธานอสปลดปล่อยพลังของตัวเอง อาละวาดอย่างเต็มที่

จนสามารถทำให้คนดูหวาดกลัวได้เลย ว่าฮีโร่ของเราจะสู้ไหวไหมเนี่ย

5. ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX 100%

5 เหตุผลที่คุณต้องดู Avenger: Infinity Wars

คงได้ยินมาบ่อยครั้ง ว่าโรงหนัง IMAX กับโรงธรรมดามันต่างกัน

หลายคนรู้แค่ว่า IMAX ราคาสูงกว่า ภาพดีกว่าเสียงดีกว่าแค่นั้น

แต่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว IMAX แตกต่างจากโรงธรรมดาโรงอื่นอย่างไร

IMAX ย่อมาจาก Image Maximum

โรง IMAX ก็หมายความว่า โรงหนังที่ฉายด้วยจอที่ใหญ่เป็นพิเศษ

โรงหนังจอ IMAX ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นั้นอยู่ที่ Siam Paragon

โดยหน้าจอของโรง IMAX นั้น มีขนาดใหญ่เทียบเท่าตึก 8 ชั้นกันเลยทีเดียว!!

ซึ่งนอกจากจะได้ชมภาพยนตร์อย่างเต็มที่ เห็นครบทุกอย่างแล้ว

ยังได้รับชมภาพยนตร์ที่มีความคมชัดสูงด้วย

ภาพยนตร์เรื่องอื่น มักจะถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX เพียงแค่ 50% ของเรื่องเท่านั้น

สาเหตุหลักก็คือใช้เงินทุนที่สูงกว่าการถ่ายแบบปกติ

แต่สำหรับ Infinity Wars ศึกใหญ่ของ Marvel

ทีมงานได้ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ทั้งเรื่อง 100% เลย!

คมชัดทุกฉาก! ถ้าเผลอเหม่อละก็ อาจจะพลาดฉากดีๆ แน่นอน

เป็นหนังดีที่รอคอยกันมานานถึง 10 ปี แถมยังลงทุนถ่ายทำขนาดนี้

ถ้าพลาดก็คงเรียกตัวเองว่าเป็นแฟนคลับ Marvel ไม่ได้แล้วล่ะ

ไปดูกันเถอะ!

5 เหตุผลที่คุณต้องดู Avenger: Infinity Wars

ปล. ดูแล้วอย่าสปอยล์เนื้อหาสำคัญให้เพื่อนที่ยังไม่ได้ดูนะ

ใจเขาใจเรา ถ้ารู้ใจความสำคัญก่อนมันไม่สนุกหรอก

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5 วิธีเลิกขี้เกียจ

ขี้เกียจ เป็นนิสัยที่ฝังลึกอยู่ในมนุษย์ทุกคนโดยไม่สามารถหาอะไรมาเอามันออกไปได้ เพราะเมื่อเราขี้เกียจ เราจะพบแต่ความสบาย ขี้เกียจทำงานก็ได้นั่งเล่นเกมอยู่บ้าน ขี้เกียจตื่นเช้าก็ได้นอนหลับเต็มอิ่ม ขี้เกียจเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้พักผ่อน แต่ขี้เกียจมันไม่ใช่เรื่องนี้เลย ความขี้เกียจส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนหลายอย่าง เช่น ขี้เกียจทำงานบ้าน ก็ทำให้บ้านสกปรก, ขี้เกียจทำงาน ก็ทำให้เพื่อนร่วมงานเดือดร้อน, ขี้เกียจตื่นนอน ก็ทำให้คนใกล้ตัวเป็นห่วงว่าเรานอนมากไป ไม่สบายอะไรรึเปล่า แต่อย่างที่เกริ่นเอาไว้ ว่ามันเป็นนิสัยที่ฝังลึกลงไปแล้ว จะแก้ได้ยังไงล่ะ? ทุกอย่างย่อมมีทางแก้เสมอ   1. หาแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะลงมือทำอะไร เรามักต้องการแรงบันดาลใจในการทำสิ่งนั้นเสมอ เช่น แรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก คืออยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ การที่เราจะกำจัดความขี้เกียจออกไปได้นั้น เราก็ต้องการแรงบันดาลใจเช่นกัน แรงบันดาลใจที่จะช่วยให้เราหายขี้เกียจได้ ยกตัวอย่างเช่น การคิดว่าถ้าเราไม่ขี้เกียจ ก็จะได้โบนัสเงินเดือนเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ เราจะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่งผลให้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ คนอื่นจะนับถือและเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้น หรือแรงบันดาลใจอื่นตามความชอบความสนใจของแต่ละคน เช่น ถ้าไม่ขี้เกียจ ขยันทำงานมีเงินมากขึ้น จะมีเงินไปกินอาหารอร่อยๆ เป็นต้น 2. เพิ่มภาระหนี้สิน อาจจะฟังดูเป็นวิธีที่โหดร้ายไปหน่อย แต่วิธีนี้เนี่ยแหละ ทำให้คนขี้เกียจถีบตัวเองขึ้นมาเป็นคนขยันสุดๆ หลายคนแล้ว เมื่อเราไม่มีภาระหรือหนี้สินใดๆ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอะไรให้เหนื่อย เพราะชีวิตในฝันที่หลายคนปรารถนาสูงสุด คือชีวิตที่ไม่ต้องเคร่งเครียด ทำงานพอกินพอใช้ ไม่มีหนี้ ซึ่งก็จะทำให้เราขี้เกียจมากขึ้นเรื่อยๆ การเพิ่มภาระหนี้สิน เช่น ผ่อนรถ, ผ่อนคอนโด, ทำบัตรเครดิตใบใหม่ , ลงเรียนเพิ่มเติม, ค่าประกัน ฯลฯ ก็จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เราต้องทำงานตลอดเวลา ห้ามหยุด ถึงมีคติสอนใจขึ้นมาว่า ถ้าเหนื่อย ก็ให้เปิดบิลค่าหนี้ขึ้นมาดู แล้วเราจะรู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร ทำตัวให้เป็นคนมีค่า (ค่าใช้จ่าย) ยิ่งมีค่ามาก ก็จะยิ่งทำให้ขยันมาก 3. คิดถึงผลที่จะตามมา คนที่ขี้้เกียจ เป็นเพราะพวกเขาไม่ค่อยคิดถึงผลที่จะตามมาสักเท่าไหร่นัก คนขี้เกียจมักจะคิดถึงแต่ผลกระทบระยะสั้น เช่น เมื่อขี้เกียจแล้วจะทำให้เพื่อนร่วมงานทำงานลำบากขึ้น หรือ ต้องใช้เงินเดือนชนเดือน แต่ความเดือดร้อนนั่น ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตได้รับการกระทบกระเทือนสักเท่าไหร่ คนขี้เกียจจึงไม่สะทกสะท้าน ขอให้คิดถึงผลกระทบที่ไกลกว่านั้น เช่น อาจจะโดนไล่ออก ไม่จ้างงานต่อ เพราะขี้เกียจเกินไป หรือไม่มีเงินใช้แม้แต่บาทเดียว เพราะขี้เกียจทำงานจนไม่มีรายได้ มองให้กว้าง มองให้ไกล 4. วางแผนอนาคต มันอาจจะเป็นอะไรที่ยากสำหรับคนขี้เกียจ แต่ก็ได้ผลล่ะนะ คนขี้เกียจมักจะเป็นคนที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กับผู้ใหญ่ อยู่กับแฟน มีคนคอยดูแลค่าใช้จ่ายให้ แต่ถ้าในอนาคต เราต้องอยู่คนเดียวล่ะ? แถมถ้าหากว่าเรามีครอบครัว มีลูก ที่ต้องรับผิดชอบล่ะ? ถ้าเรามาขยันในช่วงเวลาที่จวนตัว ก็คงไม่ทัน อะไรจะยากลำบากมากขึ้น รีบขยัน รีบลงมือทำในสิ่งที่อยากทำตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า ค่อยๆ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาในช่วงเวลาที่ยังไม่เหนื่อยและยังไม่กดดันมากเกินไป มันดีกว่ามานั่งกดดันและมาโทษตัวเองเมื่อถึงวันที่มันสายไปแล้ว 5. เลิกผัดวันประกันพรุ่ง จุดเริ่มต้นของความขี้เกียจ คือการผัดวันประกันพรุ่ง มีคำติดปากว่า เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ เอาไว้วันหลังก็ได้ พอถึงวันหลังที่ว่านั่น ก็จะผัดการทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายขี้เกียจทำไปโดยปริยาย ถ้าหากต้องการจะเลิกขี้เกียจ ก็ให้เลิกูด เลิกคิดคำว่า เดี๋ยวก่อน เอาไว้ค่อยทำ นึกอะไรได้ก็ให้ลงมือทำเลย มีงานอะไรเข้ามาก็ให้ลงมือทำเลย ลงมือทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จ หรือจนกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน แล้วค่อยไปพักผ่อนหรือทำอย่างอื่น คนขี้เกียจมักจะอ้างว่า ไม่มีอารมณ์ทำ รอให้มีอารมณ์ก่อน ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวไฟในตัวก็ลุกโชนเองนั่นแหละ ไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น
บทความ

5อนิเมะสยองขวัญแนะนำ

ความกลัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน มันเป็นความรู้สึกที่ฝังลึกในใจเรามาตั้งแต่เกิด แต่พอเราโตมา เราก็ใฝ่หาอยากเสพอะไรที่เกี่ยวกับความกลัว ดูไปก็ระแวงนะ นอนไม่หลับ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำ แต่ก็ยังกลัวอยู่ดี ส่วนใหญ่เรามักจะเสพด้วยการดูหนังผี ฟังรายการเล่าเรื่องผี รวมถึงอ่านเรื่องหลอนจากเว็บไซต์ต่างๆ อีกหนึ่งทางเลือกที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือ อนิเมะสยองขวัญ เพราะเรามักจะชินกับอนิเมะลายเส้นสวย ไม่น่ากลัว ดูไปแล้วก็ตลก แต่ก็ยังมีอนิเมะแนวสยองขวัญที่ทำให้คนนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง ไม่กล้าเข้าห้องน้ำคนเดียวอยู่   1. Yami Shibai อนิเมะสยองขวัญสั้นๆ ตอนละประมาณ 5 นาที Yami Shibai นั้นแปลว่า โรงละครแห่งความมืด ทุกตอน จะเปิดตอนด้วยคุณลุงนักเล่านิทาน ที่ส่งเสียงเรียกผู้ชมให้มาล้อมวงเพื่อนั่งฟังละครแห่งความมืดนี้ แต่ละตอนของอนิเมะ ไม่ได้สยองขวัญแบบเลือดสาด แต่จะเป็นการอ้างอิงเรื่องเล่าสยองขวัญพื้นบ้านของญี่ปุ่น ผสมผสานกับการเสียดสีสัญชาตญาณดิบของมนุษย์แทรกลองไปด้วย โทนภาพของเรื่องนี้ ก็ยังเป็นโทนเก่า ซีด แปลกตา ไม่ได้เป็นอนิเมะที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ปัจจุบัน มีทั้งหมด 7 Season ด้วยกัน ถึงคนจะให้ความคิดเห็นว่า Season แรกน่ากลัวกว่า สยองกว่า Season หลัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความน่ากลัวอะไรเลย ตอนนั่งดูก็ยังมีความระแวงรอบข้างอยู่ ว่าจะมีอะไรโผล่มาไหม   2. Another เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับห้องเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง ในห้องเรียนชั้น ม.3/3 มีคำสาปอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่อาจหนีพ้นได้ เรื่องทั้งหมดเกิดจากเมื่อ 26 ปีที่แล้ว นักเรียนคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้า ครู อาจารย์ และเพื่อนร่วมชั้นที่ยังทำใจไม่ได้ ตัดสินใจทำตัวราวกับว่านักเรียนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งในวันจบการศึกษา พวกเขายังจัดที่นั่งให้กับนักเรียนคนนั้นด้วย เวลาผ่านไป นักเรียนในห้อง ม.3/3 ต่างเสียชีวิตลง หลายฝ่ายเชื่อว่า นี่คือคำสาปของชั้น ม.3/3... หลังจากนั้นทุกปี จะมีนักเรียนเกินมา 1 คนเสมอ เนื่องจากคำสาปจากนักเรียนคนที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงอยู่ แปลว่า เธอยังคงวนเวียนอยู่ในห้องนั่นเอง เหล่าเด็กนักเรียนจำเป็นต้องตามหาให้ได้ว่าใคคือคนตาย และกำจัดออก ถ้าหากเลือกผิด คนที่ตายก็คือคนจริงๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และคำสาปก็ยังคงดำเนินต่อไป นอกจากความหลอน ความซับซ้อนแล้ว ฉากการเสียชีวิตของตัวละครแต่ละตัวก็กลายเป็นภาพติดตาของผู้ชมไปเลย อย่างฉากโดนร่มแทงคอในตำนาน ก็มาจากเรื่อง Another นี่เอง   3. Higurashi no Naku Koro ni ชื่อไทยของเรื่องนี้มี 2 ชื่อ คือ แว่วเสียงเรไร กับ ยามเมื่อเหล่าจั๊กจั่นกรีดร้อง อนิเมะเรื่องนี้จะแบ่งเป็นหลายภาค หลักๆ คือ จะเป็นภาคปริศนา และภาคไขปริศนา ภาคปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro ni ส่วนภาคไขปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro Ni kai ส่วนอนิเมะภาคอื่นนั้น เป็นบทเสริมที่เล่า อดีต อนาคต รวมถึงตัวละครอื่นที่ไม่เคยปรากฎในเนื้อเรื่องหลัก แต่มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก อนิเมะเรื่องนี้จะเล่าถึงตำนานคำสาปของหมู่บ้านฮินามิซาวะ ชาวบ้านเชื่อว่า ที่นี่มีเทพที่ชื่อว่า ท่านโอยาชิโระ คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ในทุกปี หมู่บ้านแห่งนี้จะมีคนตาย 2 คน และคนหายอีก 2 คน ชาวบ้านเชื่อว่านี่เป็นการสังเวยให้กับท่านโอยาชิโระ จนกระทั่งการมาถึงของ มาเอบาระ เคอิจิ หนุ่มจากในเมืองหลวงที่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ เขาเริ่มสงสัยในคำสาป สงสัยในการกระทำของคนในหมู่บ้าน จนเขาได้เจอกับความลับเบื้องหลังของท่านโอยาชิโระ คนที่หายสาบสูญ คนที่ตายไปทุกปี ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่? แว่วเสียงเรไร มีทั้งความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจากคำสาป และการกระทำอันเลือดเย็นของมนุษย์ด้วยกันเอง ที่เลือดสาดไม่เกรงใจกองเซนเซอร์เลย   4. Corpse Party อนิเมะสยอง ที่สร้างขึ้นจากซีรีส์เกม Corpse Party ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ตัวเกมมีหลายภาค ซึ่งความสยองขวัญก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย Corpse Party เป็นอนิเมะสั้นๆ เพียง 4 ตอนจบเท่านั้น เนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนและครูรวมทั้งหมด 9 คน ซึ่งพวกเขาทุกคนมีความหลงใหลในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความลี้ลับ สยองขวัญ พวกเขาชวนกันจับกลุ่มเล่าเรื่องสยองขวัญในอาคารเรียนร้างแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกย้าย นักเรียนคนหนึ่งได้เอ่ยปากขึ้นมาว่า เธอมีเครื่องรางกระดาษรูปคน โดยเครื่องรางนี้มีความเชื่อว่า ถ้าหากคนในกลุ่มฉีกร่างของตุ๊กตาพร้อมกัน ทุกคนจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป แต่ทันทีที่ฉีก เรื่องราวกลับพลิกผัน อาคารเรียนร้างที่พวกเขาอยู่เกิดทรุดตัวลง พวกเขาทุกคนตกลงไปด้านล่าง แทนที่จะตกลงไปเป็นใต้ถุน แต่สิ่งที่พวกเขาเจอ คือสถานที่ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับเหตุการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นอนิเมะตอนสั้น แต่ทั้งความสยองขวัญด้านผีวิญญาณ และเลือดสาดแบบไร้ความปรานี ก็ทำเอาคนดูเสียสุขภาพจิตไปเลย ฉากการตายของตัวละครแต่ละตัว รวมไปถึงปริศนาที่ซ่อนเอาไว้ ก็ทำให้เราปวดหัวจนไมเกรนขึ้นได้เลยล่ะ   5. Gyo หนึ่งในผลงานของเจ้าพ่อการ์ตูนสยองขวัญ อิโต้ จุนจิ ที่ได้รับการทำเป็นอนิเมะ และยังคงความสยองขวัญเอาไว้ได้ เรื่องราวเริ่มต้นจากแก๊งวัยรุ่นหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ออกไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ในขณะที่พวกเขากำลังสนุก (บางคน) อยู่นั้น จู่ๆ บ้านพักของพวกเขาก็ถูกจู่โจมโดยปลาฉลามที่มีขาคล้ายแมงมุม!? มันโจมตีมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม พวกเขาต้องต่อสู้กับปลาฉลามเดินได้อย่างดุเดือด จนสุดท้าย พวกเขาก็พบว่า ไม่ได้มีแค่ฉลามตัวเดียวที่มีขา แต่ปลาทุกตัวที่อยู่ในทะเล มีขาเดินได้กันหมด และพวกมันเริ่มจัดการมนุษย์! เรื่องราวเริ่มโกลาหลขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มากับปลาทะเล จำนวนที่เยอะเกินมนุษย์จะต้าน รวมถึงปริศนาที่อยู่เบื้องหลัง ว่าทำไมปลาถึงมีขาเดินได้? ตอนหลังๆ ยิ่งพีคเข้าไปใหญ่ เมื่อมนุษย์ก็ตกเป็นเหยื่อไปด้วย! เรื่องนี้ขอเตือนเลยว่า ห้ามดูตอนกินข้าว และดูแล้วจะเกลียดปลาไปอีกนาน
บทความ

5วิธีแก้ง่วง

นอกจากคนส่วนใหญ่จะประสบปัญหานอนไม่หลับเมื่อถึงเวลานอนแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เป็นกันทั่วโลกคือ รู้สึกง่วงทั้งวัน! เชื่อว่าทุกคนต้องเป็น ตื่นมาก็ง่วงแล้วอยากนอนต่อ กินข้าวก็ง่วง ทำงานนี่ยิ่งง่วงเข้าไปใหญ่ อยากกลับไปนอน แต่พอถึงบ้านดันนอนไม่หลับซะงั้น? นั่นอาจเป็นเพราะในช่วงเวลากลางวัน เราใช้พลังงานไม่มากพอ จนทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยล้า จนทำให้ไม่ง่วงเมื่อถึงเวลานอนนั่นเอง เราควรทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเรา เหมาะสมกับในแต่ละสถานการณ์ ง่วงไปทำงานไป คงไม่ดีในสายตาหัวหน้าแน่นอน แล้วเราจะแก้ง่วงด้วยวิธีไหนได้บ้างนะ?   1. ยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายเบาๆ อาการง่วง มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราจมปลักทำกิจกรรมหนึ่งเป็นเวลานานโดยที่ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย จนทำให้ทั้งร่างกายและสมองเกิดความเคยชิน รู้สึกเบื่อหน่าย จนอ่อนเพลีย ง่วง ตามลำดับ ทางเลือกที่ดี เราควรลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายทุกๆ 60-90 นาที ตั้งแต่เริ่มนั่งทำงาน หรือออกกำลังกายเบาๆ เช่น ยกแขนยกขา สะบัดไปสะบัดมา นอกจากจะช่วยยืดเส้นทำให้ผ่อนคลาย ยังทำให้เรารู้สึกสดชื่น กะปรี้กะเปร่า ส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการแบ่งเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน จะทำให้ใช้สมองได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเอง   2. ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง การแก้ไขปัญหาความง่วงจากภายนอกอาจไม่ได้ผล ต้องแก้จากภายในเลย เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง จะช่วยให้เราหายง่วงได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากคาเฟอีนเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นสมอง ขยายหลอดลมให้อ็อกซิเจนไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกไม่ง่วง หรือง่วงน้อยลงเมื่อดื่มคาเฟอีนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเป็นประจำ ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ เพราะในเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนส่วนใหญ่ มักมีน้ำตาลปริมาณมากควบคู่ด้วย และการดื่มคาเฟอีนที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เรานอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืน หรือช่วงเวลานอนของเรา   3. ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ร่างกายเราตื่นและรู้สึกสดชื่นขึ้นมาไม่มากก็น้อย หรือถ้าหากล้างหน้าแล้วยังไม่หายง่วง ก็ต้องอาบน้ำเลย เคยเป็นไหม เมื่อถึงเวลานอน พอลุกขึ้นไปอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็นอนต่อไม่หลับ ก็เหมือนกับตอนเช้านั่นแหละ ต่อให้ตอนตื่นมาจะง่วงแค่ไหน พออาบน้ำโดนน้ำปุ๊บ ก็ตาสว่าง สติกลับคืนมาทันที เพราะฉะนั้น ถ้าหากง่วงมาก การอาบน้ำก็เป็นทางเลือกที่ดี   4. หาอะไรที่ชื่นชอบทำ เรามักจะเกิดอาการเมื่อยล้า ง่วง อ่อนเพลีย เพราะเราต้องนั่งทำในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบหรือหลงใหล แต่จำเป็นต้องทำเพราะมันคืองาน มันคือภาระของเรา ลองหาเวลาว่างสักนิด หาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ทำได้มาทำ เช่น เล่นเกมในมือถือ, ถักผ้าพันคอ, อ่านนิยาย, คุยเมาท์กับเพื่อน เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้หัวเราะ มีความสุข ไปกับสิ่งที่เราหลงใหลแล้ว จะทำให้ร่างกายเราตื่น เพราะเราสนใจที่จะทำเรื่องนั้น และยังเป็นการผ่อนคลายเราไปในตัว เพราะการทำสิ่งที่ชอบและหลงใหล ต่อให้ทำเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ก็ไม่เบื่อเลยสักนิด   5. งีบหลับพักผ่อน สุดท้ายแล้ว ถ้าหากทำยังไงก็ไม่หายง่วงสักที การงีบหลับไม่เกิน 30 นาที เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ถ้าหากงีบหลับ ควรงีบไม่เกิน 30 นาที เพราะถ้าหากเกินไปกว่านั้นล่ะก็ ร่างกายเราจะเข้าสู่สภาวะหลับลึก แทนที่จะตื่นมาแล้วสดชื่น แต่จะตื่นมาแล้วเพลียแทน เพราะร่างกายเข้าใจว่าเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แน่นอนว่ามันทำให้แย่ลงกว่าเดิม ก่อนจะงีบหลับ แนะนำให้ดื่มกาแฟสักแก้ว เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนในกาแฟ จะทำงานได้ดีหลังจากผ่านไป 30 นาที ถ้าคุณงีบทันทีหลังจากดื่มกาแฟ เมื่อคุณตื่นขึ้น จะทำให้ร่างกายของคุณสดชื่นด้วยฤทธิ์ของคาเฟอีนพอดียังไงล่ะ