5 เมนูอาหารที่ทานแล้วอ้วน (แต่ก็กินเพราะอร่อย)

5 เมนูอาหารที่ทานแล้วอ้วน (แต่ก็กินเพราะอร่อย)

18 เมษายน 2561

 

ช่วงนี้ คนไทยรักสุขภาพกันมากขึ้น

เพราะหลายสิ่งหลายอย่างเริ่มแย่ลงทุกวัน

ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ สภาพสังคม สภาพแวดล้อม

เราจึงทำทุกอย่างเพื่อให้สุขภาพของเราดีขึ้น เช่น ออกกำลังกาย พักผ่อนอย่างเพียงพอ

ที่สำคัญที่สุด คือ อาหารการกินในแต่ละวัน

หลายคนเริ่มคุมอาหารกันมากขึ้น พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่กินแล้วอ้วน

เช่น หมูกระทะ, ชาบู, เนื้อย่าง, บอนชอน

แต่เราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ทุกอย่างหรอก

5 เมนูอาหารที่ทานแล้วอ้วน (แต่ก็กินเพราะอร่อย)

เพราะมันมีอีกหลายเมนู ที่ทานเข้าไปจานเดียวก็อ้วนแล้ว แต่เราก็ยังทานกันทุกวัน เพราะมันอร่อย!

บางเมนูก็ไม่รู้ว่าทานเข้าไปแล้วจะอ้วนด้วย!

เชื่อว่าใน 5 เมนูที่ติด 5 เมนูอาหารที่ทานแล้วอ้วน

สักหนึ่งเมนู ต้องมีเมนูโปรดของทุกคนอยู่ในรายการนี้

บางคนอาจจะโปรดปรานทุกเมนูเลยด้วยซ้ำ!

แต่จำเอาไว้เลย ไม่ว่ามันจะอร่อยขนาดไหน แต่แค่กินจานเดียว เราก็อ้วนได้แล้ว!

1. ผัดไทย
800 แคลอรีต่อ 1 จาน

5 เมนูอาหารที่ทานแล้วอ้วน (แต่ก็กินเพราะอร่อย)

เมนูชื่อดังของประเทศไทย ที่นอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว ร้านผัดไทยส่วนใหญ่ยังชอบเปิดตอนกลางคืนอี๊กก!

ถ้าเราอยากกินผัดไทยตอนกลางวัน มันยากมากที่จะหาร้านกิน

แต่พอตะวันเริ่มตกดินเท่านั้นแหละ ร้านผัดไทยก็แห่กันเปิดร้าน เหมือนกับการเปิดตอนกลางวันมันผิดกฎหมาย

หลายคนกินกันจนเป็นกิจวัตรประจำวัน เพราะตอนกลางคืนมันหากินง่ายมาก

แล้วผัดไทยมันอ้วนตรงไหน? มีทั้งเต้าหู้, หัวปลี, ถั่วงอก ฯลฯ

หลายคนคงลืมไปว่า เส้นผัดไทย หรือ เส้นจันทร์ อมน้ำมันมาก!

แถมขั้นตอนการทำผัดไทยให้น่ากิน อร่อย ยังต้องใส่น้ำมันเยอะๆ อีก

ถ้าเคยยืนดูคนทำผัดไทล่ะก็ จะรู้เลยว่า ใส่น้ำมันหลายรอบมาก แถมมีน้ำมันสำรองเป็นถัง

บางร้านก็นานๆ จะขูดน้ำมันออกจากกระทะที น้ำมันก็วนเละเทะกันอยู่ในกระทะนั่นแหละ

ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สั่งผัดไทธรรมดา แต่สั่งเป็น ผัดไทกุ้งสด

ถึงแม้ว่ากุ้ง จะไม่ได้ทำให้อ้วน

แต่อย่าลืมว่า กุ้ง มีปริมาณโคเรสตอรอลค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นตัวเพิ่มความอ้วนตัวหนึ่งเลยล่ะ

เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงนะ เพราะมันไม่ค่อยดีกับสุขภาพเท่าไหร่เลย

2. ข้าวมันไก่
600 แคลอรีต่อ 1 จาน

5 เมนูอาหารที่ทานแล้วอ้วน (แต่ก็กินเพราะอร่อย)

เมนูสุดโปรดของใครหลายคน กินได้ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่

แค่ตัวข้าวก็อ้วนแล้ว เพราะไม่ใช่ข้าวธรรมดา แต่เป็น 'ข้าวมัน'

วิธีการทำข้าวมันก็คือ ใช้น้ำมันที่ได้จากการเจียวหนังไก่ มาหุงข้าว แทนที่จะเป็นน้ำเปล่าธรรมดา!

ข้าวที่ดูดซึมไขมันจากหนังไก่ไปเต็มๆ ไม่อยากจะคิดเลยว่าอ้วนขนาดไหน

ถ้าเปลี่ยนสูตรเป็นกินไก่กับข้าวธรรมดา มันก็จะสูญเสียจิตวิญญาณความเป็นข้าวมันไก่

ตัวเนื้อไก่ถ้าสั่งไม่เอาหนัง ก็เหมือนกินขนมจีนไม่ใส่น้ำยา

รู้สึกเหมือนว่าขาดอะไรไปสักอย่าง

ถ้ากินข้าวมันไก่ต้มก็จะไม่ค่อยหนักมาก เพราะหลายเจ้าไม่ได้ต้มไก่พร้อมข้าวมัน แต่หุงในน้ำสะอาด

แต่ถ้าติดใจข้าวมันไก่ทอดเนี่ยสิ ของทอดก็ยิ่งทำให้อ้วนยิ่งขึ้นไปอีก

กินแตงกวาฝานบางๆ ที่แถมมาด้วย ก็ไม่ได้ช่วยให้ผอมหรอกนะ

3. กะเพราไข่ดาว
600 แคลอรีต่อ 1 จาน

5 เมนูอาหารที่ทานแล้วอ้วน (แต่ก็กินเพราะอร่อย)

อาจจะตกใจว่า เฮ้ย! เมนูสิ้นคิดที่เรากินทุกวัน มันติดอันดับอาหารสุดอ้วนด้วยหรอเนี่ย!

เมนูกะเพรา ไม่ว่าจะเป็นกะเพราหมู กะเพราไก่ กระเพราปลาหมึก ล้วนแล้วแต่อ้วนเท่านั้น!

เพราะน้ำมันที่ใช้ผัดเนี่ย ตัวอ้วนเลย

กะเพราก็ไม่ได้ถือว่าเป็นผักที่มีส่วนช่วยเรื่องการขับถ่ายเหมือนผักใบเขียวชนิดอื่น

เนื้อล้วนๆ ผสมกับกะเพราน้ำมันเยิ้มๆ

ยิ่งมีไข่ดาวหรือไข่เจียวโปะหน้าอีก

ซึ่งการทอดไข่ดาว ทอดไข่เจียวให้ฟูน่ากิน ใช้น้ำมันเยอะยิ่งกว่าการผัดกะเพราอีก

เรากินกะเพราไข่ดาว ก็เหมือนเรากินตัวที่ทำให้อ้วนเข้าไป 2 เมนูพร้อมกันในเวลาเดียวโดยไม่รู้ตัว

ถือว่าน่ากลัวมาก

สำหรับคนที่ติดเป็นเมนูประจำวันไปแล้ว แนะนำให้ลองเมนูต้มๆ นึ่งๆ ไม่ใช้น้ำมัน ดูบ้างดีกว่า

เช่น สุกี้ ก๊วยเตี๋ยว อะไรพวกนี้

สุขภาพจะดีกว่าเดิมเยอะ

4. ข้าวผัดอเมริกัน
800 แคลอรีต่อ 1 จาน

5 เมนูอาหารที่ทานแล้วอ้วน (แต่ก็กินเพราะอร่อย)

หลายคนน่าจะพอรู้อยู่แล้วว่า ทำไมเมนู ข้าวผัดอเมริกัน ถึงให้พลังงานมากจนกินจานเดียวก็อ้วนเลย

แค่ส่วนข้าวนั้น ก็เป็นข้าวผัดซอสมะเขือเทศ และผัดกับเนยเพื่อให้มีกลิ่นหอม

ส่วนประกอบในข้าวผัด ได้แก่ ถั่วลันเตา, ข้าวโพด, แครอท, ลูกเกด ฯลฯ ตามใจชอบ

เนื้อสัตว์ก็ตามใจชอบเช่นกัน ใส่ได้ทุกอย่างเลย

ไม่ว่าจะเป็น ไก่ทอด เบคอน แฮม ไส้กรอกทอด

สุดท้ายที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ ไข่ดาว ยางมะตูมสวยๆ โปะบนหน้าข้าวผัด

...ขนลุกตั้งแต่รู้ว่าแค่ตัว "ข้าว" ของเมนูนี้ ได้ผสมตัวอ้วนไว้ 2 อย่างแล้ว (เนยกับซอสมะเขือ)

ไหนจะเครื่องเคียงที่มาพร้อมกับข้าวผัดอเมริกันอีก

อย่างพื้นฐานเลย เครื่องเคียงก็มีไส้กรอกทอด แฮม ประมาณนี้

นี่ก็เป็นอีกเมนูหนึ่ง ที่ถึงแม้ว่าจะมีผักหลายชนิดเป็นส่วนประกอบ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า กินแล้วจะไม่อ้วน!

น่าแปลกที่เมนูนี้ไม่มีขายที่อเมริกา

5. ข้าวไข่เจียว
500 แคลอรีต่อ 1 จาน

5 เมนูอาหารที่ทานแล้วอ้วน (แต่ก็กินเพราะอร่อย)

ใช่ ข้าวไข่เจียว ไข่เจียวเพียวๆ แบบไม่ใส่เนื้อสัตว์ ก็เป็นเมนูที่ทำให้เราอ้วนง่ายมาก!

ปกติแล้ว การทอดไข่เจียวมักจะใช้น้ำมันค่อนข้างเยอะ ไปจนถึงเยอะมาก

เนื่องจากไข่เจียวจะอร่อยได้ ก็ต่อเมื่อมันฟู สิ่งที่ทำให้มันฟูเหลืองกรอบดูน่ากิน ก็คือการใส่น้ำมันท่วมกระทะ

พอทอดเสร็จ น้ำมันที่ใช้ทอดก็ไม่ได้ไปไหน

ก็อยู่ในไข่เจียวนั่นแหละ เพราะไข่เจียวอมน้ำมันมาก

ถ้าใครกินข้าวไข่เจียวในกล่องโฟมเป็นประจำ น่าจะรู้ถึงความสยองของมัน

ว่าทุกครั้งที่เปิดกล่องโฟม จะมีคราบน้ำมันจากไข่เจียวเยิ้มเต็มกล่องไปหมด

และเมื่อวิเคราะห์แล้ว ไข่เจียว ก็ให้ปริมาณแคลอรีมากถึง 215 แคลอรี ต่อการใช้ไข่ 1 ใบ และน้ำมันที่เหมาะสม

นี่ยังไม่รวมข้าว กับพวกวัตถุดิบต่างๆ ที่ใส่กันตามใจชอบ

เช่น หมูสับ, ปูอัด, เต้าหู้ อะไรพวกนี้อีกนะ

ถ้าเพิ่มเข้าไปนี่ไม่อยากจะคิดเลยว่า มันจะกลายเป็นกี่แคลอรีต่อ 1 จาน!

พยายามลดของทอด ของมัน อาหารปิ้งย่าง

แล้วมาทานผัก ผลไม้ กันให้เยอะกว่าเดิมกันดีกว่า

ขอบคุณภาพประกอบจาก  Foodtravel.tv

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5 อุบัติเหตุที่ฆ่าคนมากที่สุดในโลก

  สถิติที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตมากที่สุด เรามักจะรู้เพียงสถิติเกี่ยวกับโรคร้ายต่างๆ ว่าโรคอะไรทำให้คนเสียชีวิตมากที่สุด? ก็ได้แก่ มะเร็ง, เส้นเลือดในสมองแตก, เบาหวาน, โรคไต ฯลฯ แต่ถ้าถามว่า อุบัติเหตุอะไรทำให้คนเราเสียชีวิตมากที่สุดล่ะ? เราก็คงนึกไม่ออกใช่ไหมล่ะ สลอตได้ทำการรวบรวมข้อมูลคร่าวๆ ว่ามีอุบัติเหตุอะไรบ้าง ที่ทำให้คนเสียชีวิตมากที่สุด ใครคิดว่ามีอุบัติเหตุอะไรอีก ก็ลองแสดงความคิดเห็นกับสลอตทีนะ อันดับที่ 5 อุบัติเหตุทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น โดนไฟช็อตจนเสียชีวิต,โดนลูกหลงจากเหตุการณ์อันตรายจนเสียชีวิต, โทรศัพท์ระเบิดใส่หน้า เป็นต้น อุบัติเหตุบางอย่าง ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น หรือทำให้คนเสียชีวิตได้ ซึ่งไม่สามารถจัดประเภทได้เหมือนอุบัติเหตุอื่นที่เรากำลังจะกล่าวถึง อันดับที่ 4 จมน้ำ จมน้ำ ถือเป็นอุบัติเหตุที่ทำให้คนเสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ ของทั่วทุกมุมโลก ในไทยมักจะเกิดเหตุการณ์เด็กจมน้ำในช่วงหน้าร้อน เพราะลงไปเล่นน้ำคลอง ส่วนในประเทศอื่น มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำในทะเล โดนคลื่นซัดแรงจนจมน้ำหายไปจำนวนมาก หรือบางราย เพียงแค่ลงไปว่ายน้ำในสระน้ำสาธารณะ ก็มีโอกาสจมน้ำเสียชีวิตได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น โดนคนใกล้ตัวกดหัวจนสมองขาดอ็อกซิเจนเป็นเวลานาน อันดับที่ 3 หกล้ม, พลัดตกจากที่สูง การหกล้ม การพลัดตกจากที่สูง เป็นอุบัติเหตุที่เกิดได้ทั้งในวัยเด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน ไปจนถึงวัยชรา โดยเฉพาะวัยเด็กกับวัยชรา อุบัติเหตุหกล้มเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก ในวัยเด็ก การหกล้มอาจทำให้เสียชีวิตได้ในทันที เพราะเด็กไม่สามารถบังคับควบคุมร่างกายตัวเองได้ตามใจ ส่วนในวัยชรา การหกล้ม อาจทำให้อวัยวะสำคัญได้รับการกระทบกระเทือน ส่งผลให้เสียชีวิตได้ นอกจากนี้ มีผู้คนจำนวนมากประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากที่สูงจนเสียชีวิต เช่น เซลฟี่ในสถานที่หวาดเสียวจนเกิดอุบัติเหตุ, ลื่นตกบันได, หกล้มหัวฟาดพื้นขณะปีนเก้าอี้เพื่อเก็บของ เป็นต้น การหกล้ม การพลัดตกลงมา อาจเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ทุกวันและเป็นเรื่องปกติ แต่มันก็อันตรายมากเลยล่ะ อันดับที่ 2 อุบัติเหตุขณะทำงาน ทั่วโลก มีผู้คนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการทำงานแทบทุกวัน แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่นัก เพราะบริษัทหลายแห่งจำเป็นต้องปิดข่าว ที่เห็นได้ชัดคือ การทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม, การทำงานกับเครื่องจักร, การทำงานในไซต์ก่อสร้าง คนงานเข้าไปติดในเครื่องจักรจนเสียชีวิตบ้าง ถูกอุปกรณ์ขนาดยักษ์ทับจนเสียชีวิตบ้าง ในการก่อสร้างแต่ละครั้ง มักจะมีคนงานเสียชีวิตระหว่างการก่อสร้างแทบทุกครั้ง อันดับที่ 1 อุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นอุบัติเหตุที่เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดในโลก โดยเฉลี่ยแล้ว มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนประมาณ 2 คนต่อนาที และประเทศไทย ก็เป็นประเทศที่ถูกร่ำลือว่า เป็นประเทศที่การจราจรอันตรายที่สุด อุบัติบนท้องถนน รวมทุกอย่างเอาไว้ ทั้งเมาแล้วขับ, หลับใน, คันเร่งค้าง, เบรคแตก ฯลฯ ผู้เสียชีวิตบนท้องถนน มีทุกเพศทุกวัย และมากกว่าอุบัติเหตุอื่นๆ เป็นเท่าตัว อุบัติเหตุบนท้องถนน ยังถูกจัดให้เป็น 1 ใน 10 สาเหตุการเสียชีวิต ที่มีคนเสียชีวิตมากที่สุดของโลก (สาเหตุอื่นได้แก่ มะเร็ง, เส้นเลือดในสมองแตก ฯลฯ) เพราะบนท้องถนน เราไม่รู้เลยว่า ผู้ใช้ถนนร่วมกันกับเราเชี่ยวชาญมากแค่ไหน เมาหรือไม่ มีสติหรือไม่ ต่อให้เราระวัง คนอื่นก็อาจจะไม่ระวังอยู่ดี
บทความ

5อนิเมะแนวฮาเร็มชื่อดัง

พูดถึงอนิเมะแนวที่ได้รับความนิยมทั้งในหมู่นักอ่านผู้หญิงและผู้ชาย ก็คือแนวฮาเร็ม ฮาเร็มมีทั้งฮาเร็มสำหรับผู้หญิงอ่าน และฮาเร็มสำหรับผู้ชายอ่าน ตัวเอกของเรื่องมักจะล้อมรอบไปด้วยผู้ชายหรือผู้หญิงหน้าตาดี ที่มักจะมาพัวพันแบบที่ไม่ได้ตั้งใจสักเท่าไหร่ แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นฮาเร็มสำหรับผู้ชายอ่าน มีตัวละครผู้หญิงเยอะกว่า แต่ผู้หญิงก็สามารถอ่านได้ และฟินเหมือนกัน เพราะตัวละครผู้หญิงในการ์ตูนฮาเร็มมักจะมีนิสัยที่น่ารัก น่าติดตาม การ์ตูนแนวฮาเร็มที่สลอตรวบรวมมาในวันนี้ บางเรื่องอาจจะไม่โด่งดังมาก แต่ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นการ์ตูนฮาเร็มขึ้นหิ้ง 1. Mahou Sensei Negima! ชื่อไทยของการ์ตูนเรื่องนี้คือ คุณครูจอมเวท เนกิมะ! การ์ตูนแนวฮาเร็มรุ่นบุกเบิกเรื่องหนึ่งจากญี่ปุ่น เป็นเรื่องราวของคุณครูพ่อมด ที่ได้โอกาสไปสอนหนังสือในโรงเรียนหญิงล้วน ความฮาเร็มคือ เนกิมะได้ทำพันธสัญญากับนักเรียนหญิงทั้งห้อง โดยพันธสัญญาของแต่ละคนจะมีเอฟเฟคท์ที่ต่างกันไป และนักเรียนหลายคน มีความเกี่ยวข้องกับเนกิมะอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย เนื้อเรื่องได้แทรกความตลก เฮฮา น่ารัก มีติดเรทบ้างนิดหน่อยแต่ไม่มีฉากเครียด ฉากเลือดสาดมาให้ปวดหัวใจเลย อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเฉลยในเนื้อเรื่อง ว่าสุดท้ายเนกิมะได้ลงเอยกับใคร แต่ในเรื่อง UQ Holder! ซึ่งเป็นการ์ตูนภาคต่อของเนกิมะ ได้เฉลยแล้วว่า สรุปแล้วเนกิมะแต่งงานกับใคร ในมังงะตอนที่ 140! แอบกระซิบว่า เป็นตัวละครที่คาดไม่ถึงเลยล่ะ ว่าเนกิมะจะมาลงเอยกับคนนี้! 2. Nisekoi การ์ตูนเรื่องที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์สงครามนางเอกที่รุนแรงที่สุดเรื่องแรก พระเอกของเรื่องนี้จัดได้ว่าฮอตมาก มีสาวน่ารักมาแอบชอบ, มีคู่หมั้นที่สวยมาก, มีพี่สาวสุดน่ารัก, ต้องแกล้งเป็นแฟนกับสาวฮอตประจำโรงเรียน ฯลฯ ผู้หญิงแต่ละคนในเรื่องก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น ดูยังไงก็สามารถเข้ากับพระเอกได้ทุกคน จนทำให้เกิดสงครามขนาดย่อมขึ้นมา ทั้งในเว็บบอร์ดการ์ตูนและเว็บไซต์พันทิป เป็นเรื่องแรกๆ ที่มีการเรียกชื่อตัวละครด้วยสีผม เช่น ทีมหัวเหลือง, ทีมหัวดำ, ทีมหัวส้ม, ทีมหัวน้ำเงิน ฯลฯ Nisekoi เป็นการ์ตูนแนวความตลกเฮฮา ที่มีฉากต่อสู้เข้ามาเป็นระยะ เพราะตัวเอกของเราเป็นทายาทยากูซ่า และยังมีเนื้อเรื่องรองที่ชวนให้ติดตามอีกด้วย ถ้าใครไม่ชอบพระเอก ก็อาจจะชอบพระรองของเรื่องก็ได้นะ 3. School Days การ์ตูนแนวฮาเร็มที่แท้จริง ที่ค่อนข้างจะ.. ปวดตับเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าปวดตับในแง่ของการแอบชอบแล้วไม่สมหวังนะ แต่ตอนจบนี่ชวนปวดตับมาก จนอยากจะควักตับควักตาควักสมองออกมาล้าง ในตอนแรก มันก็ดูเป็นการ์ตูนแนว School life รักวัยรุ่นทั่วไปสดใส แต่ยิ่งดูไปเรื่อยๆ มันจะเริ่มบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อยๆ พระเอกเริ่มมีฮาเร็มเยอะขึ้น จนประมาณ 2-3 ตอนสุดท้าย ถือเป็นที่สุดอย่างแท้จริง ส่วนตัวสลอตคิดว่า ถ้าผู้ชายมีฮาเร็มในชีวิตจริง ก็คงมีจุดจบแบบการ์ตูนเรื่องนี้แหละ มีจุดจบยังไงน่ะหรอ? ต้องลองหาอ่าน หาดูกันเอาเองแล้วล่ะ 4. Love Hina นอกจากจะเป็นการ์ตูนแนวฮาเร็มแล้ว Love Hina ยังเป็นการ์ตูนให้กำลังใจเหล่าเด็กนักเรียนที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกด้วย ตัวเอกของเรื่องพยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียวที่มีชื่อเสียง ตามที่เขาได้เคยสัญญาเอาไว้กับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็พยายามมา 2 ปีแล้ว ในระหว่างที่เขากำลังเตรียมตัวสอบใหม่อีกครั้งนั้น เขามีโอกาสได้ไปพักอาศัยในรีสอร์ทบ่อน้ำพุร้อนของครอบครัว ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหอพักหญิงล้วนซะงั้น เขาต้องรับมือกับลูกบ้านผู้หญิง ที่ไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่นักกับการที่มีผู้ชายเข้ามาอยู่ในหอพัก และเขาต้องพยายามอ่านหนังสือ ต่อสู้เพื่อให้สอบติดมหาวิทยาลัยตามที่หวังเอาไว้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี การ์ตูนเรื่องนี้ก็จัดว่าเป็นการ์ตูนที่ตราตรึงผู้อ่านมากที่สุดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะผู้อ่านที่อยู่ในช่วงเตรียมสอบเข้า 5. Bakemonogatari หนึ่งในการ์ตูนจากซีรีส์ monogatari ที่สลอตยกให้ Bakemonogatari เป็นแนวฮาเร็ม เพราะเป็นเรื่องแรกที่ต้องดูของซีรีส์นี้ สาวๆ แต่ละคนในฮาเร็มของพระเอกเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ธรรมดา เพราะพวกเธอทุกคนล้วนมีวิญญาณสัตว์เข้าสิงอยู่! มีทั้งน้องปู น้องทาก น้องลิง น้องงู น้องแมว เดือดร้อนเพราะเอก ที่มีร่างกายกึ่งอมตะเพราะถูกแวมไพร์กัด ต้องให้ความช่วยเหลือพวกเธอ จนนั่นแหละ สาวๆ ก็ติดใจชื่นชอบเพราะเอกกันตามพล็อตเรื่องแนวฮาเร็ม ซีรีส์การ์ตูน monogatari เป็นการ์ตูนที่ใครจะชอบก็ชอบจนคลั่ง ถ้าใครจะเกลียดก็เกลียดเข้าไส้ไปเลย เนื่องจากการ์ตูนมีการใช้คำพูดที่เยอะมาก มีการเล่นคำ ตีความหมายคำพูด แต่มันก็ไม่ได้แย่ถึงขนาดดูไม่ได้เลยนะ เพราะก็เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่มีกระแสค่อนข้างแรงเลย ลองเปิดใจดูสิ
บทความ

5 อนิเมะน่าดู 2019

ในแต่ละปี นอกจากจะต้องคอยตามเช็คว่าภาพยนตร์เรื่องไหนน่าดูแล้ว การตามเช็คว่าอนิเมะเรื่องไหนน่าดู ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ควรทำเหมือนกัน ในแต่ละปี แต่ละสตูดิโอก็จะเข็นผลงานอนิเมะเรื่องใหม่ๆ เนื้อหาเด็ด ภาพสวย ออกมาแข่งขันกัน กว่าจะได้สักผลงาน ก็ไม่ใช่ว่าจะออกกันปีต่อปี บางเรื่อง กว่าจะออกภาคต่อมาได้ ก็ล่อไปเป็นปีเลย ปี 2019 เป็นปีที่มีการทำอนิเมะกลับมาฉายใหม่เยอะมาก แต่ก็มีอนิเมะที่ไม่มีภาคต่อมาสักพักแล้ว ฉายในปีนี้เช่นเดียวกัน มีเรื่องไหนน่าติดตามบ้างนะ? One Punch Man 2nd Seasonฉายช่วงเดือนเมษายน 2019 (กำลังฉาย)   การ์ตูนที่ดังมาตั้งแต่สมัยเป็นมังงะ ด้วยพลังสุดเทพของพระเอก สกิลหมัดเดียวจอด ไม่ว่าศัตรูจะแข็งแกร่งแค่ไหน โดนพระเอกต่อยทีเดียว ร่วงทุกราย! ในอนิเมะ One Punch Man ซีซันแรก ก็ไม่ได้ทำให้แฟนคลับผิดหวังเลยแม้แต่น้อย ทั้งเพลงประกอบ, การเคลื่อนไหว, ลายเส้น, ฉากแอ็คชัน ให้ความรู้สึกมันส์สะใจสมกับเป็นอนิเมะแนวแอ็คชัน ถึงแม้ว่าซีซัน 2 ของภาคนี้ อาจจะดรอปไปบ้างในเรื่องลายเส้น รวมถึงบางฉาก แต่รวมๆ แล้วก็ใช้ได้เลย เนื้อเรื่องก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ไม่ได้มีเนื้อหาแค่ต่อยหมัดเดียวจบไปเรื่อยๆ เหมือนที่หลายคนคิดนะ Dungeon ni Deai wo Motomeru no wa Machigatteiru Darou ka IIฉายช่วยเดือนกรกฎาคม 2019 ชื่อสั้นๆ ของอนิเมะเรื่องนี้คือ DanMachi ซึ่งสร้างจากไลท์โนเวลชื่อดังของญี่ปุ่น หลังจากประสบความสำเร็จ ได้รับความนิยมในวงกว้างจากการฉายภาคแรก (โดยเฉพาะคนคอสเพลย์จากตัวละครเรื่องนี้เยอะมาก) ข่าวคราวของอนิเมะเรื่องนี้ก็เงียบหายไปเลย จนคิดว่าไม่น่าจะมีภาคต่อแล้ว กระทั่งล่าสุด ได้มีการรายงานว่า DanMachi เตรียมทำอนิเมะภาค 2 แล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่า ภาค 2 ที่จะฉาย เนื้อเรื่องจะอยู่ในช่วงเวลาใด เอาเป็นว่ามารอดูกัน Dr. Stoneฉายช่วงเดือนกรกฎาคม 2019 หนึ่งในการ์ตูนยอดนิยมจากโชเนนจัมป์ ที่แม้จะไม่มีคนรู้จักในวงกว้างเมื่อเทียบกับเรื่องอื่น แต่ก็สามารถเบียดจนขึ้นเป็นการ์ตูนยอดนิยมติดอันดับของโชเนนจัมป์ได้ Dr. Stone เป็นเรื่องราวสุดลึกลับ ที่จู่ๆ มนุษย์ทั้งโลกก็กลายเป็นหิน? ผ่านไปหลายปี มีชายหนุ่มคนหนึ่งสามารถกลายร่างคืนเป็นมนุษย์ได้ เขาต้องตามหาผู้ที่สามารถคืนร่างเดิมของตัวเองได้ และตามหาเหตุผลว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา? ฟังดูอาจจะน่าเบื่อ แต่เป็นการ์ตูนแอ็คชันแนววิทยาศาสตร์ที่น่าติดตามมากเรื่องหนึ่งเลยล่ะ Boku no Hero Academia 4th Seasonฉายช่วงเดือนตุลาคม 2019 การ์ตูนที่ถูกตั้งฉายาว่า เป็นความหวังของโชเนนจัมป์ ที่จะช่วยชูโรงให้โชเนนจัมป์รุ่งเรือง หลังจากการ์ตูนชื่อดังของโชเนนจัมป์ค่อยๆ อวสานไปทีละเรื่อง ทั้งมังงะและอนิเมะ 3 ซีซันแรก ก็ได้รับความนิยมสูงมาก อนิเมะทั้ง 3 ซีซันก็ทำได้ดีมาก ทั้งเพลงประกอบ, ลายเส้น, การเคลื่อนไหว, เสียงพากย์, ฉากแอ็คชัน จึงทำให้แฟนการ์ตูนเรื่องนี้ต่างรอคอยการมาถึงของอนิเมะซีซันที่ 4 ในฐานะที่อ่านมังงะมาล่วงหน้าแล้ว ขอกระซิบเลยว่า เนื้อเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น เข้มข้นมากแบบพลาดไม่ได้! Psycho-Pass 3ฉายช่วงเดือนตุลาคม 2019 เนื้อเรื่องของ Psycho-Pass เกี่ยวกับโลกที่จะตัดสินพลเมืองว่าใครเป็นคนดี หรือใครเป็นอาชญากร ด้วยระบบวัดค่าตัวเลข ถ้าหากใครที่มีค่าตัวเลข หรือค่า Psycho-Pass สูงเกินกำหนด คนพวกนั้นจะถูกจัดว่าเป็นอาชญากร และถูกกำจัดได้ทันที แต่ก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้น เมื่อระบบนี้ ก่อให้เกิดการแบ่งแยกชนชั้น การกดขี่ข่มเหงที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซีซัน 1 และซีซัน 2 ของอนิเมะเรื่องนี้ ฉายจบไปนานมากแล้ว (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014) กระทั่งล่าสุด ก็มีการประกาศว่า ได้ทำการสร้างซีซัน 3 เรียบร้อยแล้ว และจะมีการเพิ่มตัวละครใหม่เข้ามาถึง 2 ตัว เพื่อให้เนื้อเรื่องเข้มข้นมากยิ่งขึ้น! มารอดูกันได้เลย
บทความ

5 ข้อแตกต่างระหว่างคนไทยกับคนญี่ปุ่น

แต่ละประเทศ ก็มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป และอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้คนจากแต่ละประเทศแตกต่างกันคือ นิสัย พฤติกรรม การวางตัว ยกตัวอย่างเช่น เวลาเจอคนเอเชียพูดจาเสียงดังเปิดเผย แสดงว่ามาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เวลาเจอคนที่ส่ายหัวทุกครั้งที่พูด แสดงว่ามาจากอินเดีย วันนี้เราจะมาดูกันว่า ระหว่างคนไทย กับคนญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จะมีข้อแตกต่างอะไรบ้าง 1. การแสดงออก คนญี่ปุ่น จะมีปฏิกิริยาที่ล้นกว่าคนไทย หรือที่พูดง่ายๆ ก็คือ โอเวอร์แอ็คติ้ง รีแอคชั่นของคนญี่ปุ่นที่เราเห็นกันในทีวี ชีวิตจริงพวกเขาก็เป็นกันแบบนั้นแหละ เจออะไรที่น่าแปลกใจ น่าตกใจอะไรนิดหน่อย ก็ฮือฮาเสียงดังลั่นแล้ว แตกต่างจากคนไทยที่ไม่ค่อยแสดงออกอะไรเท่าไหร่ ค่อนข้างคีพลุค ดูไม่ค่อยออกว่ารู้สึกอะไรอยู่ เจอคนญี่ปุ่นเข้าใจก็จะแปลกใจนิดหน่อย แต่ก็เป็นปกติของพวกเขานั่นแหละ 2. ความตรงต่อเวลา เป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ใครที่เคยทำงานกับคนญี่ปุ่น หรือทำงานกับบริษัทของญี่ปุ่น จะรู้เลยว่า สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว เรื่องเวลาเป็นเรื่องที่คอขาดบาดตายมากๆ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องดี เพราะการรักษาเวลาส่งผลดีต่อทุกฝ่าย รวมถึงตัวเราเองด้วย ส่วนคนไทย ก็มีทั้งคนที่รักษาเวลา และคนที่ไม่รักษาเวลา แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรักษาเวลากันเท่าไหร่ โดยเฉพาะเวลานัดไปเที่ยวกับเพื่อน สายแล้วสายอีก 3. ความสะอาด เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้อย่างง่ายดาย บ้านเมืองญี่ปุ่นจะไม่ค่อยมีขยะ แม้กระทั่งงานเทศกาลสุดยิ่งใหญ่ ก็มีขยะให้พบเห็นน้อยมาก นั่นเป็นเพราะข้อกฎหมายหลายอย่าง และการปลูกฝังความเป็นระเบียบ ความรับผิดชอบของคนญี่ปุ่น ส่วนคนไทยจะติดนิสัยมักง่าย กินตรงไหนทิ้งตรงนั้น เวลามีงานอะไรสักที เช่น งานคอนเสิร์ต งานแข่งกีฬา พอจบงาน ก็ขยะล้นจนเดินไม่ได้ 4. การทำงาน คนญี่ปุ่นทั้งประเทศ มักจะทุ่มเทชีวิตให้กับการทำงาน โหมทำงานอย่างหนัก จนมีข่าวพนักงานฆ่าตัวตายเพราะความเครียดเป็นจำนวนมาก รวมถึงยังในญี่ปุ่น ยังมีหลายบริษัทที่มีการกดขี่พนักงานราวกับไม่ใช่มนุษย์ ส่วนประเทศไทย ต่อให้กดดันแค่ไหน คนไทยก็หาลู่ทางในการชิลได้ แอบเล่น Facebook twitter LINE ตอนทำงานถือเป็นเรื่องปกติในไทย ถ้าเป็นญี่ปุ่นนี่ไม่ได้เลยนะ 5. ความเคารพในกฎกติกา เมื่อดูจากภาพรวมทั้งหมด การที่คนญี่ปุ่นเป็นกลุ่มคนที่มีระเบียบ เรียบร้อย เป็นไปตามแบบแผนที่กำหนดไว้ เป็นเพราะพวกเขาถูกปลูกฝังให้เคารพในกฎกติกาที่ถูกสร้างขึ้นนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น การห้ามทิ้งขยะหน้าบ้านคนอื่น, ถ้าจะทิ้งขยะชนิดนี้ ต้องทิ้งในวันที่กำหนดเอาไว้เท่านั้น ฯลฯ แค่การทิ้งขยะก็มีการตั้งกฎอย่างชัดเจน และผู้คนก็ปฏิบัติตามกันอย่างเคร่งครัดแล้ว ต่างจากประเทศไทย ที่ต่อให้กฎหมายหนักแค่ไหน ก็จะหาลู่ทาง เส้นสาย เพื่อให้ตัวเองพ้นจากความผิด หรือรับโทษอย่างเบาที่สุด อะไรแหกได้แหก คนไทยถูกปลูกฝังมาว่าการมีเส้นสาย หรือการแหกกฎได้ เป็นเรื่องเท่