5 ของขวัญวันวาเลนไทน์ยอดฮิต

5 ของขวัญวันวาเลนไทน์ยอดฮิต

31 มกราคม 2561

อีกหนึ่งเทศกาลสำคัญประจำปีที่ 1 ปีจะมีเพียงวันเดียว ครั้งเดียว ถ้าพลาดแล้วไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีก นั่นก็คือ "วันวาเลนไทน์" เทศกาลแห่งความรักนั่นเอง โดยในวันดังกล่าว จะเป็นวันที่คนทั่วโลกพร้อมใจกันแสดงความรักให้กับคนที่ตัวเองรู้สึกดดีด้วย ไม่ว่าจะเป็น ญาติพี่น้อง, เพื่อน, คนที่แอบชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนรัก หรือแฟนของเรานั่นเอง

เนื่องด้วยมันเป็นวันสำคัญที่เราต้องให้ความพิเศษกับมันมากกว่าวันธรรมดาวันอื่น แต่ละสิ่งที่เราทำในวันนั้นมันสำคัญมาก โดยเฉพาะของขวัญที่เราจะมอบให้คนรัก ถ้าไม่โอเคนี่คือจบเลยนะ แต่หลายคนสงสัยว่า แล้วปกติเขาให้อะไรกันล่ะ? เพราะ 1 ปีมีแค่ครั้งเดียว ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่.. เอาจริงๆ ของขวัญที่นิยมให้กันในวันวาเลนไทน์มันมีไม่กี่อย่างหรอก เรียกได้ว่าเป็นของขวัญสิ้นคิดด้วยซ้ำ แต่ถ้าสงสัย สลอตก็รวบรวมมาเฉลยให้ ว่า 5 อันดับของขวัญยอดฮิตในวันวาเลนไทน์มันมีอะไรบ้าง!!

อันดับที่ 5 เลี้ยงข้าว

5 ของขวัญวันวาเลนไทน์ยอดฮิต

นับว่าเป็นของขวัญได้มั้ย? นับได้สิ! เพราะหลายคนมองว่าการพาคนรักไปรับประทานดินเนอร์หรูใต้แสงเทียนในวันพิเศษ ก็ถือเป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่ทำให้ประทับใจไม่แพ้กับสิ่งอื่น แต่มันก็เป็นของขวัญที่ค่อนข้างสิ้นคิดสำหรับเทศกาลแห่งความรัก ที่ 1 ปีจะมีเพียงครั้งเดียว ผู้หญิงหลายคนจะมองว่า คุณไม่ได้เตรียมหรือลงทุนอะไรมากนัก แค่จูงคนรักเข้าร้านอาหารก็บอกว่าเป็นของขวัญวันแห่งความรักแล้ว ถ้าเป็นดินเนอร์ตามร้านอาหารหรูที่ต้องจองเป็นเดือนก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าพาแฟนสาวเข้าร้านอาหารธรรมดาที่วันธรรมดาก็ไปกินได้ อาจจะทำให้สาวๆ หลายคนเคืองนะ แทนที่จะพาไปเลี้ยงข้าว พาแฟนสาวของคุณไปเที่ยวสถานที่อื่นที่ไม่ค่อยได้ไป ไม่เคยคิดจะไป น่าจะเซอร์ไพรส์พวกเธอได้ดีกว่าเยอะ .. อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่ชอบให้แฟนหนุ่มพาไปร้านอาหารอยู่นะ เพราะหลายคู่ นานๆ จะได้เจอกันสักครั้งนึง ได้นั่งกินข้าวด้วยกันก็มีความสุขแล้ว

อันดับที่ 4 เครื่องสำอาง

5 ของขวัญวันวาเลนไทน์ยอดฮิต

จริงๆ แล้วอันดับนี้ควรจะเป็นตุ๊กตา แต่มันไม่ค่อยมีใครนิยมกันแล้วเนี่ยสิ! เพราะสมัยนี้สาวๆ ไม่งอแงอยากได้ตุ๊กตากันแล้ว ส่วนใหญ่ก็อยากจะงอแงอยากได้เครื่องสำอางกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ลิปสติก, รองพื้น, บรัชออน, อายไลน์เนอร์ ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้หญิงอยากได้กันทั้งนั้นแหละจ้า ตระกูลเครื่องสำอางทั้งหมดนั่นแหละ หยิบมั่วๆ มาก็ยังดี แค่ซื้อให้ก็ดีใจแล้ว สาเหตุที่มันกลายเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ยอดฮิต เพราะมันเป็นของขวัญไม่กี่ชนิด ที่จะทำให้ผู้หญิงสามารถหุบปาก.. เอ้ย ยิ้มจนแก้มปริได้ ยิ่งเราซื้อสีหรือรุ่นที่แฟนสาวถูกใจนะ แฟนสาวของคุณจะยอมคุณทุกอย่างแน่นอน! ด้วยความที่ปฏิกิริยาของผู้หญิงเวลาได้ของขวัญเป็นเครื่องสำอาง มันส่งผลดีหลายๆ อย่าง แถมยังเป็นของขวัญที่ใช้ได้จริง (ถึงผู้หญิงหลายคนจะไม่ใช้... แต่ก็เหมือนผู้ชายดองเกมนั่นแหละ!) ทำให้ผู้ชายหลายคนนิยมซื้อเครื่องสำอางเป็นของขวัญให้กับแฟนสาว มากกว่าสิ่งอื่นใด

อันดับที่ 3 ช็อคโกแลต

5 ของขวัญวันวาเลนไทน์ยอดฮิต

แม้ว่าเครื่องสำอางจะได้รับความนิยม แต่ยังไงก็ตาม ของกินก็ต้องสำคัญกว่าอยู่แล้ว! เพราะมีผู้หญิงอีกหลายคนที่ไม่ได้แต่งหน้าเป็นชีวิตจิตใจ จะให้ของขวัญเป็นเครื่องสำอางก็ยังไงอยู่ ให้เป็นของกินเนี่ยแหละเลิศสุดแล้ว ช็อคโกแลต ถือเป็นของขวัญที่นิยมให้กันในเทศกาลวันแห่งความรัก เนื่องมาจาก ช็อคโกแลตถือเป็นสิ่งมีค่าที่คนรักจะมอบให้กันและกัน แทนหัวใจมาตั้งแต่สมัยยุคโรมันแล้ว แล้วอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ช็อคโกแลตเป็นของขวัญยอดฮิต เพราะมันหาซื้อง่ายกว่าอย่างอื่นหลายเท่าตัวเลย แค่เดินเข้าเซเว่นก็มีขายแล้ว ตั้งแต่ราคาถูกจนถึงราคาที่ค่อนข้างสูง (สำหรับวัยเรียน) แต่ก็ยังพอเอื้อมถึง ไม่ต้องไปเดินหาที่ไกลๆ ไม่ต้องเทียบราคาของแต่ละร้านว่าร้านไหนขายถูกกว่า เดินเข้าร้านสะดวกซื้อทีเดียวจบ แล้วที่สำคัญอีกอย่าง ถ้าลืมซื้ออะไรให้แฟน วิ่งเข้าเซเว่นไปซื้อช็อคโกแลตให้ก็ได้ ง่ายดี แต่อย่าลืมทิ้งใบเสร็จกับถุงหิ้วล่ะ!

อันดับที่ 2 ดอกกุหลาบ

5 ของขวัญวันวาเลนไทน์ยอดฮิต

เป็นของขวัญประจำเทศกาลวาเลนไทน์เลยก็ได้ โดยดอกกุหลาบนั้นเป็นตัวแทนแห่งความรักอยู่แล้ว สาเหตุที่ดอกกุหลาบเป็นดอกไม้ตัวแทนแห่งความรัก เนื่องจากมันเป็นดอกไม้ที่งดงามยากหาใดจะเปรียบ ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหลงรัก มีความสุขที่ได้เห็นมาตั้งแต่สมัยกรีก ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นดอกไม้ตัวแทนแห่งความรักนับตั้งแต่นั้น และนอกจากดอกกุหลาบธรรมดา จะเป็นตัวแทนแห่งความรักอยู่แล้ว ดอกกุหลาบแต่ละสีก็มีความหมายที่แตกต่างกันด้วย สีที่ได้รับความนิยมได้แก่ สีขาว หมายถึง รักด้วยความบริสุทธิ์ใจ, สีแดง หมายถึง คุณกำลังตกหลุมรักคนนั้นอยู่ เป็นต้น และจำนวนของดอกกุหลาบที่จะมอบให้ความรักก็มีความหมายเหมือนกันนะ (เรื่องเยอะจัง) ถ้าให้ดอกกุหลาบ 1 ดอก หมายถึง มีเธอเพียงคนเดียว, 2 ดอก หมายถึง ความรักนี้มีเพียงแค่เธอกับฉัน, 999 ดอก หมายถึง จะรักเธอตราบชั่วฟ้าดินสลาย

อันดับที่ 1 ร่างกาย

5 ของขวัญวันวาเลนไทน์ยอดฮิต

ฟังดูอาจจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก แต่นี่เป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ที่คู่รักนิยมมอบความสุขให้กันและกันจริงๆ ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องเดินหาของ ไม่ต้องเครียดว่าจะให้อะไรดี แค่อาบน้ำหอมๆ รออยู่ที่บ้าน สร้างบรรยากาศให้โรแมนติกสักหน่อย ก็เป็นของขวัญชิ้นเยี่ยมในเทศกาลวันแห่งความรักแล้วล่ะจ้า แต่ต้องรู้จักป้องกันนะ สำหรับวัยรุ่นที่ยังอยู่ในวัยเรียน คงคิดว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีที่มัดใจคนรักได้ แต่ไม่ใช่เลย ส่วนใหญ่มักได้ผลตรงกันข้ามทั้งนั้น เลือกของขวัญน่ารักๆ ให้แฟนของเราประทับใจดีกว่าเนอะ ของแฮนด์เมดก็ได้ ให้ร่างกายเป็นของขวัญนี่ เรื่องของผู้ใหญ่เขาทำกันน ><

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5สิ่งมีชีวิตที่เหม็นที่สุด

พูดถึงสัตว์ สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว หลายคนมักจะนึกถึงภาพของเจ้าตัวมีขนปุกปุย หน้าตาบ้องแบ๊วน่ารัก ไม่มีพิษมีภัย แต่ถ้าพูดถึงกลิ่นเหม็นแล้ว กลิ่นเหม็นเป็นสิ่งที่คนร้อยทั้งร้อยไม่อยากจะได้กลิ่น ไม่อยากจะเข้าใกล้ เพราะมันไม่น่าอภิรมย์ใจเลยสักนิด แต่รู้หมือไร่ ว่าสัตว์แทบจะทุกชนิดบนโลก ล้วนแต่มีกลิ่นเหม็นทั้งนั้นแหละ เพราะมันอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ เปื้อนดินโคลน ไม่มีสบู่ ยาสระผมเหมือนอย่างเรา อย่างไรก็ตาม กลิ่นเหม็นของสัตว์ หลายคนก็ยังพอรับได้ เช่นกลิ่นตัวแมว ที่แทบจะไม่มีเลย เพราะมันทำความสะอาดตัวเองตลอด ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นสุดๆ อยู่ เหม็นในระดับที่สามารถทำฝูงคนแตกฮือได้เลยล่ะ มันไม่ได้เหม็นเพราะมันไม่อาบน้ำนะ แต่สัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นมากๆ มักจะมีเหตุผลของมันอยู่ ว่าทำไมตัวมันถึงเหม็นขนาดนั้น   1. ตัวกินมด (Lesser Anteater) คนส่วนใหญ่รู้จักเจ้าตัวกินมดในฐานะสัตว์ที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด ด้วยบริเวณจมูกและปากของมันที่ยื่นยาวโดดเด่นออกมา มีไว้สำหรับล่าเหยื่อที่เป็นอาหารของมัน นั่นก็คือ บรรดามดปลวกแมลง ที่มักจะอาศัยอยู่ตามโพรงเล็กๆ เวลามันหิว มันก็จะใช้จมูกและปากสุดแสนจะยื่นยาวของมันสอดเข้าไปในรังแมลง จากนั้นก็ใช้ลิ้นที่ยาวมากกว่าปากของมัน สอดเข้าไปตามช่องทางต่างๆ ในรัง และตวัดเหล่าแมลงในรังเข้าปาก แต่หลายคนไม่เคยรู้เลยว่า นอกจากรูปร่างมันจะเป็นเอกลักษณ์แล้ว กลิ่นตัวของมันก็มีเอกลักษณ์สุดๆ เช่นกัน เคยสงสัยมั้ยล่ะ ว่าทำไมเจ้าสัตว์ที่กินแต่แมลงตัวเล็ก ไม่มีพิษมีภัยอะไร ถึงไม่ค่อยโดนล่าเป็นเหยื่อเหมือนสัตว์อ่อนแอชนิดอื่น อย่างเช่น กวาง, ม้าลาย เพราะกลิ่นตัวของมันยังไงล่ะ! ตัวกินมด มีต่อมกลิ่นบริเวณใต้โคนหางของมัน กลิ่นของตัวกินมดเลวร้ายมากพอที่จะทำให้มันรอดจากการล่าได้ ว่ากันว่า กลิ่นของมันเหม็นยิ่งกว่าสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นที่สุดในโลกระดับตำนาน ซึ่งก็คือ สกังก์ มากถึง 4-7 เท่าเลยทีเดียว! และถ้าหากว่าสัตว์นักล่าไม่แคร์เรื่องกลิ่น พยายามจะกินเจ้าตัวกินมดให้ได้ล่ะก็ ตัวกินมดมีแขนและกรงเล็บที่แข็งแรงคอยป้องกันตัวเองอีกชั้นหนึ่ง แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ออกโรงต่อสู้หรอกนะ เพราะแค่ปล่อยกลิ่นก็บ๊ายบายกันหมดแล้ว   2. มวนง่าม, มวนเหม็น (Stink Bug) ไม่ว่าจะเป็นชื่อภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ก็เป็นชื่อที่ทำให้รู้ถึงตัวตนของมันทันที มวนง่าม เป็นแมลงที่พบได้ทั่วไปในแทบจะทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย มีลักษณะกลม หลังโค้งงอเล็กน้อยคล้ายกับแมลงเต่าทอง มีความยาวลำตัวเพียงไม่เกิน 1 เซนติเมตรเท่านั้น ทันทีที่มันรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือถูกคุกคาม ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้ามนุษย์อย่างเราไปสะกิดหรือตบตัวมัน มวนง่าม จะปล่อยสารเคมีเฉพาะตัวของมันออกมา ซึ่งมีกลิ่นเหม็นมาก! เหม็นออกแนวเหม็นสาป ซึ่งเป็นกลิ่นเหม็นที่สลอตเกลียดมากก ตามธรรมชาติ มวนง่ามปล่อยสารเคมีชนิดนี้ไว้เพื่อป้องกันตัว ไม่ให้ถูกสัตว์ชนิดอื่น เช่น กิ้งก่า, นก กินมันเป็นอาหาร แต่สำหรับเราที่คุกคามมันเพราะรำคาญหรือหวาดกลัว ก็จะซวยนิดนึง เพราะมันเหม็นมากจริงๆ ว่ากันว่า มวนง่ามบางชนิด สามารถพ่นสารเคมีที่มีกลิ่นเหม็นนี้ได้อีกด้วย! ถึงมันจะดูน่าสงสาร ที่ไม่มีอะไรไปสู้เขาเลย นอกจากสารเคมีเหม็นๆ แต่ขอบอกเลยว่า เจ้ามวนง่ามนี่เป็นศัตรูพืชตัวฉกาจเลยล่ะ เพราะมันกินหมด ทั้งพืช ผัก ผลไม้ ใบหญ้า เรียกได้ว่า นอกจากมันจะนำพาเอากลิ่นเหม็นมาเยือนเราแล้ว ยังทำลายสวนของเราอีก!   3. สกังก์ (Skunk) เป็นสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นระดับตำนาน ที่เราเคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยยังเด็กแล้ว เนื่องด้วยมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก เมื่อเทียบกับสัตว์ป่าตัวอื่นตามธรรมชาติ แถมมันก็ไม่ได้เป็นสัตว์ที่มีความคล่องแคล่วว่องไว ถึงขนาดวิ่งหนีนักล่าได้ จึงทำให้สกังก์มีวิวัฒนาการ สามารถปล่อยกลิ่นเหม็นออกมาได้ สิ่งที่ทำให้สกังก์เป็นสัตว์มีกลิ่นเหม็นที่โดดเด่นกว่าสัตว์ชนิดอื่น เพราะมันไม่ได้เพียงแค่ปล่อยกลิ่นเหม็นให้โชยไปตามอากาศเท่านั้น แต่มันยังสามารถฉีดสารเหลวที่มีกลิ่นเหม็นออกจากร่างกายของมันได้ไกลถึง 3 เมตร!! ความสามารถดังกล่าว ก็เป็นความสามารถสำหรับการป้องกันตัวเช่นกัน เพราะนอกจากจะทำให้สัตว์นักล่ามึนงงเพราะกลิ่นสุดแสนจะเหม็นเน่าแล้ว การฉีดสารเหลวใส่ ก็ทำให้สัตว์นักล่าตกใจ สารเหลวที่มีกลิ่นเหม็นดังกล่าว ยังมีกลิ่นที่เหม็น ติดทนนาน ต้องใช้เวลาสักพักเลยล่ะกว่ากลิ่นจะหมด อารมณ์ประมาณโดนน้ำปลาร้าหกใส่ (แต่กลิ่นสกังก์ไม่ได้หอมเหมือนกลิ่นปลาร้าหรอกนะ) แต่ในปัจจุบัน คนก็เริ่มเอ็นดูสกังก์มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะถ้าหากมันไม่ได้ถูกคุกคามจนปล่อยสารเหลวกลิ่นเหม็นออกมาแล้ว สกังก์ก็เป็นสัตว์ที่น่ารักชนิดหนึ่งเลยล่ะ รูปลักษณ์ภายนอกที่มีขนฟูฟ่อง สีขาวสลับดำแต่ไม่ได้ดูน่ากลัว ตาสุดแสนจะแป๋วแหวว พฤติกรรมที่ไม่ได้โหดร้ายถึงขั้นวิ่งไล่กัดใคร จนหลายๆ คนในบางประเทศ เริ่มนำสกังก์มาดูแลเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านกันแล้วล่ะ   4. แมลงตด (Bombardier Beetle) เป็นสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง ที่คนไทยอย่างเรารู้จักกันดี และเพียงแค่ชื่อของมัน ก็ทำให้คนที่ได้ยินรู้ซึ้งถึงกิตติศัพท์ และไม่อยากเข้าใกล้ทันที สาเหตุที่มันถูกเรียกว่า แมลงตด นั้น เพราะยามเมื่อมันพ่นของเหลวมีกลิ่นออกมา มันไม่ได้พ่นเงียบๆ หรือมีเสียงเหมือนกับงูพ่นพิษ หรือสัตว์อื่นพ่นสารเหลว แต่มันพ่นออกมาด้วยเสียงที่คล้ายกับการผายลม ตดนั่นแหละ มันเลยได้ชื่อว่า แมลงตด และสารเหลวที่มีกลิ่นเหม็นของมัน ไม่ได้มีดีเฉพาะกลิ่น แต่ยังเป็นพิษรุนแรงในระดับที่สามารถให้ผิวหนังของมนุษย์เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนคล้ายถูกกรดได้ หรือถ้าหากโชคร้าย ถูกแมลงตดพ่นสารเหลวใส่ดวงตาเข้าล่ะก็ ส่งผลให้ตาบอดและเสียชีวิตได้เลย สาเหตุเป็นเพราะ สารเหลวที่มีพิษและกลิ่นเหม็นของมัน เกิดจากการผสมกันระหว่างสารพิษไฮโดรควิโนน และ สารพิษไฮโดนเจนเปอร์ออกไซด์ และเมื่อมันต้องการจะปล่อยออกมา สารพิษทั้ง 2 ตัว ก็จะไปผสมดกับเอนไซม์ที่มีในร่างกาย ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เป็นสารพิษ และ ความร้อน ขึ้นในเวลาเดียวกัน นอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นฉุน ชวนปวดหัวแล้ว ยังทำให้ปวดแสบปวดร้อนอีก ใครที่เจอเจ้าแมลงตัวนี้ ก็อย่าได้คิดจะต่อสู้กับมันเลยนะ   5. วูลเวอรีน (Wolverine) แม้จะมีชื่อคล้ายกับซูเปอร์ฮีโร่ชื่อดัง แต่ลักษณะต่างๆ ของเจ้าวูลเวอรีนสุดเหม็นนี้ ไม่ได้ใกล้เคียงกับซูเปอร์ฮีโร่ชื่อดังคนนั้นเลย หลายคนอาจจะรู้จักชื่อนี้ในฐานะซูเปอร์ฮีโร่ แต่ไม่เคยรู้จักในฐานะสัตว์โลก และไม่รู้จักกับกลิ่นเหม็นของมันด้วย มารู้จักกับเจ้าวูลเวอรีนที่มีกลิ่นเหม็นจนติดอันดับนี่กันดีกว่า วูลเวอรีน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงศ์เพียงพอน (เช่น นาก) ถึงภายนอกมันจะดูเป็นสัตว์ขนฟูน่ารัก ขนาดกำลังน่าฟัด แต่อุปนิสัยของมันตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เพราะมันได้รับฉายาว่า "จอมตะกละ" วูลเวอรีนเป็นสัตว์กินเนื้อ มักจะชอบล่าเหยื่อที่อ่อนแอกว่าเป็นอาหาร ไม่เว้นแม้กระทั่งสัตว์ที่กำลังจำศีลหรือนอนหลับอยู่ และมันยังเป็นสัตว์ที่แข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ วูลเวอรีนสามารถโค่นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเองหลายเท่า เช่น กวางมูส กวางแคริบูได้! ด้วยขากรรไกรที่แข็งแรง กรงเล็บอันแหลมคม แถมผิวหนังของมันก็ยังหนามาก เรียกได้ว่า มีความสามารถทั้งบุกรุกและตั้งรับ มาถึงตรงนี้คงสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะว่า ทำไมเจ้าวูลเวอรีนถึงติดอันดับสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็น เพราะสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นชนิดอื่น ใช้กลิ่นเหม็นเพื่อป้องกันตัวเองจากนักล่า แต่เจ้าวูลเวอรีนที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ทำไมถึงตัวเหม็นล่ะ? จุดประสงค์การใช้กลิ่นเหม็นของวูลเวอรีน จะแตกต่างจากสัตว์อีก 4 ชนิดที่ติดอันดับนี้ โดยวูลเวอรีน จะใช้กลิ่นในการแบ่งอาณาเขต ซึ่งกลิ่นของมันก็ไม่ได้น่าอภิรมย์ใจสักเท่าไหร่เลย เพราะกลิ่นของมันจะคละคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ แบบว่าถ้ามีวูลเวอรีนอาศัยอยู่ที่ไหน ที่นั่นจะไม่มีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจ รวมถึงยังทำกลิ่นบนอาหารที่มันกำลังกินอยู่ เพื่อแสดงถึงความเป็นเจ้าของอีกด้วย นี่ขนาดใช้กลิ่นแค่สร้างอาณาเขตนะ ไม่อยากจะคิดเลยว่า ถ้าในอนาคตเจ้าวูลเวอรีนมีวิวัฒนาการ สามารถใช้กลิ่นในการต่อสู้ล่าศัตรูได้ ถึงเวลานั้น กลิ่นมันจะนรกขนาดไหน!
บทความ

5สิทธิประโยชน์พิเศษของผู้บริจาคเลือด

เลือดถือเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย เป็นตัวกลางนำออกซิเจนและแร่ธาตุๆต่างไปหล่อเลี้ยงอวัยวะทั้งหมด และหากเราสูญเสียเลือดไปมากนั้น การรับนำเลือดคนอื่นเข้ามาเพื่อรักษาชีวิตเรา จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ในปัจจุบันประเทศไทยเรายังถือว่ามีเลือดสำรองไม่เพียงพอ เลือดที่บริจาคไปทั้งหมดถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วทั้วประเทศ พวกเราสลอตจึงขอทำบทความนี้ เพื่อเป็นการเชิญชวนพวกเราคนไทย ให้ไปบริจาคเลิอดกันเยอะๆ วันนี้เราจะมาพูดถึง สิทธิประโยชน์พิเศษที่คุณสามารถได้จากการบริจาคเลือด ว่ามีอะไรบ้างไปรับชมกันได้เลย   อ้างอิง : http://www.bcnr.ac.th/article/st.pdf   1. ผู้บริจาคโลหิต   ตั้งแต่  7 ครั้งขึ้นไป   สามารถขอใช้สิทธิ์    ช่วยเหลือค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษได้   ไม่เกินร้อยละ  50 2. ผู้บริจาคโลหิต   ตั้งแต่ 16 ครั้งขึ้นไป   สามารถขอใช้สิทธิ์    ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล  + ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร   ได้ร้อยละ  50 3. ผู้บริจาคโลหิต   ตั้งแต่ 24 ครั้งขึ้นไป   สามารถขอใช้สิทธิ์    ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล  100% + ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร   ได้ร้อยละ 50 4. ผู้บริจาคโลหิต   ตั้งแต่ 100 ครั้งขึ้นไป   สามารถขอใช้สิทธิ์   "ขอพระราชทานเพลิงศพ "    ได้เป็นกรณีพิเศษ   ** เฉพาะผู้บริจาคโลหิตเท่านั้น  ไม่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้   5. ผู้บริจาคโลหิต   ตั้งแต่ 9 ครั้งขึ้นไป   สามารถขอใช้สิทธิ์   ตรวจวิเคราะห์สารเคมีในโลหิตได้    เช่น   ตรวตจหาน้ำตาล , ไขมัน  , การทำงานของตับ  , การทำงานของไต   ฯลฯ    โดยผู้บริจาคโลหิตสามารถใช้สิทธิ์ได้   ปีละ  1 ครั้ง   แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เราจะได้จากการบริจาคเลือด นั่นก็คือ เราจะได้ช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ด้วยการทำสิ่งง่ายๆ แค่การบริจาคเลือดนั่นเอง อย่าลืมไปบริจาคเลือดกันนะ
บทความ

5ปัญหาทางเท้าที่ควรแก้ไข

ทางเท้าชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเอาให้ให้เท้าเดิน มันมีประโยชน์สำหรับเหล่าผู้คนที่ใช้เท้าเดินตามหาความฝัน ในยุคที่หลายคนเดินทางด้วยพาหนะต่างๆ ยังคงต้องมีทางเท้าไว้สำหรับเดินกันต่อไป แต่ในปัจจุบันทางเท้านั้น กลับไม่ได้ถูกดูแลให้ดี วันนี้เราจะมาพูดถึงปัญหาที่เราเจอเกี่ยวกับทางเท้า ว่ามีอะไรบ้างที่สมควรได้รับการแก้ไข ถ้าะพร้อมแล้วไปลุยกันเลย   1. ปัญหามอเตอร์ไซต์ขึ้นมาวิ่งบนทางเท้า ชื่อก็บอกว่าทางเท้า แต่กลับมีรถขึ้นมาได้ไง   2. ปัญหาร้านขายของตามทางเท้า หลายคนก็ค้องเคยเจออีกแหละ พี่เล่นมาขายของจนต้องเดินบนถนนหลบร้านพี่ ทำแบบนี้ต้องทำไงดีอ่ะ   3. ปัญหาเรื่องน้ำขังบนทางเท้า ทำไมทางเท้าถึงมีน้ำขัง แถมอยู่ใต้ก้อนอิฐอีกตะหาก ต้องมานั่งเดาก้อนไหนมีน้ำ   4. รถยนต์จอดบนทางเท้า มอไซต์ว่าหนักแล้ว เจอรถจอดขวางทางเดินเป็นไงล่ะ เราก็ต้องหลบไปเดินบนถนนอีกตามเคย   5. ขี้บนทางเท้า อาจะฟังดูไร้สาระ ถ้าคุณเหยียบเข้าล่ะ หลายคนก็ค้องเคยแหละ เหยียบขี้บนทางเท้าอ่ะ ล้างลำบากนะเห้ยยย
บทความ

5คำพูดบอกเลิกที่ยอดฮิตของคนไทย

การจีบกันในสังคมไทย เรียกได้ว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งได้เลย แต่ที่งดงดามไม่แพ้กัน ก็คือศิลปะการบอกเลิก หลายคนมักประสบปัญหาบอกเลิกไม่ขาด หรือไม่ก็ไม่รู้จะบอกเลิกอย่างไรให้อีกฝ่ายไม่เจ็บ หรือบางคนก็อยากบอกเลิกทีให้อีกฝ่ายเจ็บจนตายไปเลย ทีนี้เรามาดูกันว่า คำบอกเลิกแบบไหน ที่ยอดฮิตที่สุดในสังคมไทยกันบ้าง     1. เธอดีเกินไป คำบอกเลิกยอดฮิตสมัยพระเจ้าเหา ในสมัยนี้ก็ยังมีให้เห็น อะไรคือดีเกินไป อยากได้คนเลวๆทำไมไม่บอก คบๆกันก็บอกสิ อยากได้เลวกว่านี้ เดี๋ยวสลอตจัดให้   2. เราไปกันไม่ได้ เราไปกันไม่ได้ เราจะไปไหนกันอ่ะ เอาจริงๆ เราจะไปไหนกันยังไม่รู้เลย แล้วเธอรู้ได้ไงว่าเราไปกันไม่ได้ รถที่เต็มหรืออะไรก็บอกกันหน่อย มันต้องมีวิธีแก้สิน่า   3. เราคิดกับเธอแค่เพื่อน เห้ย!!! ทำไมคิดแค่เพื่อน ทั้งเลี้ยงข้าว เลี้ยงหนัง ไปรับไปส่งขนาดนี้ ได้แค่เพื่อน คิดแค่เพื่อนกัน เพื่อนกันมันต้องชวนไปกินหมูกระทะงี้ ชวนกันไปฟิตเนสนี่ แล้วก็จบปึ้ง เค้าไม่มาคุยไลน์ส่งสติกเกอร์ฝันดีทุกวันกันหรอก(โว้ย)   4. เป็นพี่น้องกันเถอะ พอๆกะข้อที่แล้ว พี่น้องอะไร อยากได้พี่น้องไปปรึกษาพ่อแม่ของเธอ ไม่ใช่มาบอกกันแบบนี้ พี่น้องกันจริงๆต้องนามสกุลเดียวกันนะ เธอจะเปลี่ยนมาใช้นามสกุลเราไหมล่ะ   5.เราท้อง จริงๆข้อนี้ไม่ใช้คำบอกเลิกหรอก แต่เห็นหลายคู่พอพูดแบบนี้ปุ๊บ รุ่งขึ้นฝ่ายผู้ชายหายวับไปหลายรายละ ได้ผลถึงขนาดลบเบอร์ ลบไลน์ ลบเฟสหนีไปเลย ใครอยากลองใช้ก็ลองดูได้นะครับ     สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนคิดดีๆก่อนจะบอกรักใครสักคน และคิดให้มากๆๆๆก่อนจะบอกเลิกใครสักคน เพราะการบอกเลิกมันอาจทำให้บางคนเจ็บเจียนตายได้ ไม่ใช่แค่คนที่ถูกบอกเลิกหรอกที่เจ็บ วันนึงแฟนเก่าเรามีแฟนไหมที่แซ่บกว่า กลับเป็นเราตะหากที่เจ็บกว่าก็เป็นได้ ทุกการจากลาเจ็บปวดเสมอ จงมีสติกับความรักกันนะครับ   อย่าลืมว่า ใครไม่รัก แต่สมรักนะครับ