5 อนิเมะแนะนำปี 2018

5 อนิเมะแนะนำปี 2018

18 มกราคม 2561

ต้องยอมรับเลยว่าในระยะ 2-3 ปีมานี้ วงการการ์ตูนอนิเมชันของญี่ปุ่นไม่ค่อยมีเรื่องไหนน่าสนใจและเป็นกระแสมากนัก ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ ที่ไม่ว่าจะมีการ์ตูนเรื่องไหนออกอากาศ ล้วนแต่ได้รับความนิยม เป็นที่พูดถึงในสังคมทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นรายชื่อการ์ตูนอนิเมชันญี่ปุ่นที่มีกำหนดฉายในปี 2018 ก็ต้องทำให้แฟนอนิเมะหลายคนแตกตื่น เพราะล้วนมีแต่อนิเมะน่าดูมาฉายทั้งนั้น! ทั้งอนิเมะใหม่ ที่สร้างขึ้นจากนิยาย - มังงะชื่อดัง, อนิเมะภาคต่อ ที่ขาดช่วงมานานหลายปี, อนิเมะเก่าที่ถูกนำกลับมาทำใหม่ ฯลฯ เรียกได้ว่า มีแต่เรื่องที่น่าสนใจทั้งนั้น แต่เมื่อเช็คข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว พบว่า อนิเมะบางเรื่องที่ถูกปล่อยข่าวว่าจะฉายในปี 2018 เป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น.. แล้วเรื่องไหนชัวร์บ้างล่ะ? เอาที่ชัวร์แล้วสนุกด้วยนะ ก็ 5 เรื่องที่สลอตกำลังจะแนะนำนี่ไง!

Cardcaptor Sakura: Clear Card-hen
เริ่มออกอากาศ 7 มกราคม 2018

5 อนิเมะแนะนำปี 2018

การ์ตูนในความทรงจำสมัยเด็กของใครหลายคน ฟังชื่อภาษาอังกฤษอาจจะไม่คุ้นเคย แต่ถ้าเอ่ยชื่อว่า "ซากุระมือปราบไพ่ทาโรต์" ที่มีตัวเอกชื่อ ซากุระ ล่ะก็ รับรองว่าหลายคนต้องร้องอ๋อแน่นอน เนื้อเรื่องของซากุระมือปราบไพ่ทาโรต์ เกี่ยวกับเด็กสาวคนหนึ่งที่ชื่อซากุระ ทำการ์ดที่คุณพ่อเก็บเอาไว้หลุดออกไปกระจายตามเมืองต่างๆ ซากุระจึงต้องค้นหาไพ่ทั้งหมดด้วยพลังเวทมนตร์ โดยมีคู่หูคู่ใจ เคโระจัง ร่วมช่วยเหลือภารกิจครั้งนี้

หลังจากออกอากาศเป็นอนิเมชันในปี 1998 ซากุระก็ได้รับการพูดถึงมาตลอด จนล่าสุด ก็มีการทำภาค 2 ต่อแล้ว! โดยในเนื้อเรื่องของภาค 2 นั้น ตัวละครหลักก็ยังคงเป็น ซากุระ เช่นเดิม แต่เนื้อเรื่องเธอจะกลายเป็นเด็กมัธยมต้นที่เรียนโรงเรียนเดียวกับ โทโมเยะ และ เชาหลาง เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่ อยู่มาวันหนึ่ง ซากุระฝันเห็นว่า มีใครบางคนทำให้การ์ดที่เธอครอบครองกลายเป็นการ์ดที่ว่างเปล่าทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะทิ้งระยะห่างจากภาคแรกมานานมาก แต่ตัวละครทุกตัวก็ยังคงไว้เหมือนเดิม ลายเส้นมีความสวยงามมากขึ้น จนแฟนการ์ตูนเรื่องนี้กรี๊ดกันไปเป็นแถบๆ ใครที่เคยติดตามสมัยเด็ก ก็ควรดูต่อนะ

Violet Evergarden
เริ่มออกอากาศ 1 มกราคม 2018

5 อนิเมะแนะนำปี 2018

อนิเมชันที่ถูกสร้างขึ้นจากนิยายที่มีชื่อเรื่องเดียวกันว่า Violet Evergarden ความน่าสนใจของเรื่องนี้ที่ทำให้ติดโพลอนิเมะน่าดู เพราะเวอร์ชันนิยายนั้นสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากงาน Kyoto Animation 2014 ได้ งานนี้จัดมายาวนานถึง 7 ปี แต่เรื่อง Violet Evergarden เป็นเรื่องเดียวที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ! ฟังดูก็น่าสนใจแล้ว แถมคลิปโปรโมทที่ปล่อยออกมาก็สามารถทำอนิเมชันเคลื่อนไหวได้อย่างงดงาม เป็นที่ฮือฮาของแฟนการ์ตูน จนทำให้ปัจจุบัน แค่เพียงยอดเจ้าชมคลิปโปรโมทของเรื่องนี้เพียงคลิปเดียว ก็ปาเข้าไป 3 ล้านวิวแล้ว

เนื้อเรื่องของ Violet Evergarden เป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่สร้าง Auto Memory Dolls ขึ้น เพื่อช่วยภรรยาที่สูญเสียการมองเห็นพิมพ์นิยาย ซึ่งหลังจากนั้นก็เป็นที่นิยมของประชาชน ซึ่งก็ทำให้ Auto Memory Dolls ถูกพัฒนาจนมีลักษณะคล้ายมนุษย์ไปเสียทุกอย่าง อยู่มาวันหนึ่ง ไวโอเล็ต เอเวอร์การ์เด็น สาวน้อยที่ได้รับฉายา "อาวุธ" ของสงครามที่กินระยะเวลายาวนาน 4 ปี ก็มีโอกาสได้มาทำงานเป็น Auto Memory Dolls หลังจากสงครามสิ้นสุดลง เธอต้องทำหน้าที่ส่งผ่านความคิดของผู้คนให้เป็นข้อความ ซึ่งทำให้เธอต้องพบกับคนมากมาย และค้นหาความหมายของอารมณ์ ความรู้สึก ที่แท้จริงของมนุษย์

Junji Ito Collection
เริ่มออกอากาศ 7 มกราคม 2018

5 อนิเมะแนะนำปี 2018

Junji Ito Collection สร้างมาจากการ์ตูนในตำนานของ อ.จุนจิ อิโต้ นั่นก็คือ "คลังสยอง" การ์ตูนสยองขวัญติดขึ้นหิ้งติดอันดับการ์ตูนสยองแนะนำของทุกโพล อนิเมชันเรื่อง Junji Ito Collection จะนำตอนที่อยู่ในหนังสือ คลังสยอง ทุกตอนดัดแปลงเป็นอนิเมชันทั้งหมด รวมถึงบางส่วนจาก "เศษซากอสูร" อีกด้วย ถึงหลายคนไม่คาดหวังอะไรกับเรื่องนี้มากนัก เพราะการทำอนิเมะอาจจะทำให้เสน่ห์บางอย่างของเวอร์ชันหนังสือการ์ตูนขาดหายไป (โดยเฉพาะเสน่ห์ลายเส้นของ อ.จุนจิ) แต่เมื่อได้เห็นภาพตัวอย่างและตอนที่ออกอากาศแล้ว ก็นับว่าน่าสนใจมากทีเดียว

คลังสยอง ผลงานของ อ.จุนจิ อิโต้ โด่งดังได้เพราะเนื้อเรื่องที่สยองขวัญ แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร ผสมผสานกับหลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ของ อ.จุนจิ ที่ไม่ว่าจะวาดอะไรก็น่ากลัว สัมผัสได้ถึงความสยอง ขยะแขยง หลอกหลอนติดตาหลายคนไปแล้ว ตอนที่โดดเด่นจากเรื่อง คลังสยอง ได้แก่ โทมิเอะ และ รักที่ทรมานของคนตาย ตอนอื่นก็หลอนไม่แพ้กันนะ แต่ 2 ตอนนี้ได้รับความนิยมมากที่สุดแล้ว ตอนโทมิเอะได้รับความนิยม จนถึงขั้นเคยสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย

Tokyo Ghoul:Re
ภายในฤดูใบไม้ผลิปี 2018 แต่ยังไม่ทราบกำหนดแน่ชัด

5 อนิเมะแนะนำปี 2018

อนิเมชันชื่อดัง ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ถึงไม่เคยดูก็คงจะพอคุ้นเคยกับเด็กหนุ่มตาสีแดง สวมหน้ากากสีดำ มีซิปรูดที่ปาก ที่ชื่อว่า "คาเนกิ" อย่างแน่นอน หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ใน Tokyo Ghoul ภาคแรก และ Tokyo Ghoul ?A หรือภาคสอง ก็หยุดทำภาคต่อไปซะดื้อๆ ในปี 2015 จนแฟนการ์ตูนหลายคนเริ่มออกมางอแง โวยวายว่าทำไมถึงไม่ทำภาคต่อสักที? เพราะมันค้างคามาก! แต่ผ่านไปเป็นปีก็ไม่ทำเสียที จนหลายคนท้อแท้ไปแล้ว .. อย่างไรก็ตาม Marvelous ค่ายผู้สร้าง Tokyo Ghoul ได้ปล่อย PV ของภาค Re หรือภาคสามออกมาเรียบร้อยแล้ว! เป็นการรับประกันว่า จะมีภาคสามฉายในปี 2018 แน่นอน แต่ยังไม่กำหนดวันแน่ชัดนะว่าวันไหน เดือนที่เท่าไหร่

พล็อตเรื่องหลักของ Tokyo Ghoul นั้นเกี่ยวกับ "กูล" สิ่งมีชีวิตที่เหมือนมนุษย์ทุกอย่าง แตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ กูล กินได้เพียงอย่างเดียวคือเนื้อมนุษย์ ไม่สามารถกินอาหารของมนุษย์ได้ แน่นอนว่ามนุษย์ธรรมดาหวาดกลัวกูลเป็นอย่างมาก รวมไปถึง "คาเนกิ เคน" คนธรรมดาทั่วไป แต่สุดท้าย ด้วยเหตุการณ์เลวร้ายบางอย่าง ก็ทำให้เขากลายเป็นกูลเสียเอง จากมนุษย์ธรรมดา กลายเป็นกูล เขาจะต้องใช้ชีวิตในด้านที่เป็นมนุษย์ หรือด้านที่เป็นกูล? เขาต้องกินอาหารคนหรือเนื้อมนุษย์? นับว่าเป็นเรื่องที่สนุกมากเรื่องหนึ่งเลยล่ะ ใครที่ยังไม่เคยดูก็ขอให้ดูเลย มันไม่น่าเบื่อเลยสักนิด!

Attack On Titan 3
กำหนดออกอากาศเดือนกรกฎาคม 2018

5 อนิเมะแนะนำปี 2018

เป็นอนิเมชันอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับความนิยมในวงกว้าง ทั้งเพลง Guren no Yumiya เพลงเปิดของภาคแรกที่ได้ Linked Horizon วงดนตรีชื่อดังมาร่วมงานด้วย ไม่รู้จะอธิบายยังไง เพราะ Attack On Titan กระแสแรงมาก แรงกว่า Tokyo Ghoul ด้วยซ้ำ แต่ก็สเต็ปเดียวกัน พอฉายภาคแรกเสร็จปุ๊บ ก็หายไป 3 ปี เพิ่งจะออกอากาศภาคที่ 2 เมื่อเดือนเมษายน 2017 ที่ผ่านมา และภาคที่ 3 กำลังจะตามมาติดๆ (บางคนยังไม่รู้เลยว่ามีภาค 2 แล้ว) เรียกได้ว่า พอกลับมาปุ๊บ ก็เร่งทำผลงานรัวๆ เลย

Attack On Titan นั้นกล่าวถึงเรื่องราวในช่วงปี ค.ศ. 845 ที่มนุษย์อาศัยอยู่ภายในกำแพงหนาแน่น 3 ชั้น สูง 50 เมตร เพื่อป้องกันตัวเองจาก "ไททัน" สิ่งมีชีวิตที่เป็นอันตรายกับมนุษย์ ทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย แต่อยู่มาวันหนึ่ง กำแพงถูกไททันยักษ์สูง 60 เมตร .. ซึ่งสูงกว่ากำแพง และไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อนทำลายกำแพง ส่งผลให้หลายคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ รวมถึงคุณแม่ของ "เอเลน เยเกอร์" ตัวเอกของเรา ที่ปฏิญาณตนว่าจะฆ่าไททันให้หมดทั้งโลก! ...แต่เปิดมาปุ๊บดันโดนไททันกิน แถมยังกลายเป็นไททันเสียเองซะงั้นอ้ะ? (ไม่ถือว่าสปอยล์นะ มันหลายปีแล้วว) ด้วยความที่ เอเลน ซึ่งเป็นมนุษย์ สามารถแปลงร่างเป็นไททันได้ ทำให้เริ่มมีการสืบสวนว่า แท้จริงแล้วไททันมีที่มาจากอะไร? ยิ่งสืบหาความจริง ก็ยิ่งพบแต่ความเป็นจริงอันน่าตกตะลึง ขอสปอยล์นิดๆ ว่า เนื้อเรื่องในมังงะเข้มข้นมากกกกก! ไม่ได้มีแค่แอ็คชัน บู๊ไปวันๆ แต่มีอะไรอีกหลายอย่างที่สอดแทรกเข้ามา รวมถึงแซะเรื่องการเมืองการปกครองด้วย Attack On Titan ภาค 3 น่าจะถึงเนื้อเรื่องเข้มขันแล้วแน่นอน! ห้ามพลาดเลย!!

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5 วิธีเลิกขี้เกียจ

ขี้เกียจ เป็นนิสัยที่ฝังลึกอยู่ในมนุษย์ทุกคนโดยไม่สามารถหาอะไรมาเอามันออกไปได้ เพราะเมื่อเราขี้เกียจ เราจะพบแต่ความสบาย ขี้เกียจทำงานก็ได้นั่งเล่นเกมอยู่บ้าน ขี้เกียจตื่นเช้าก็ได้นอนหลับเต็มอิ่ม ขี้เกียจเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้พักผ่อน แต่ขี้เกียจมันไม่ใช่เรื่องนี้เลย ความขี้เกียจส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนหลายอย่าง เช่น ขี้เกียจทำงานบ้าน ก็ทำให้บ้านสกปรก, ขี้เกียจทำงาน ก็ทำให้เพื่อนร่วมงานเดือดร้อน, ขี้เกียจตื่นนอน ก็ทำให้คนใกล้ตัวเป็นห่วงว่าเรานอนมากไป ไม่สบายอะไรรึเปล่า แต่อย่างที่เกริ่นเอาไว้ ว่ามันเป็นนิสัยที่ฝังลึกลงไปแล้ว จะแก้ได้ยังไงล่ะ? ทุกอย่างย่อมมีทางแก้เสมอ   1. หาแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะลงมือทำอะไร เรามักต้องการแรงบันดาลใจในการทำสิ่งนั้นเสมอ เช่น แรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก คืออยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ การที่เราจะกำจัดความขี้เกียจออกไปได้นั้น เราก็ต้องการแรงบันดาลใจเช่นกัน แรงบันดาลใจที่จะช่วยให้เราหายขี้เกียจได้ ยกตัวอย่างเช่น การคิดว่าถ้าเราไม่ขี้เกียจ ก็จะได้โบนัสเงินเดือนเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ เราจะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่งผลให้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราไม่ขี้เกียจ คนอื่นจะนับถือและเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้น หรือแรงบันดาลใจอื่นตามความชอบความสนใจของแต่ละคน เช่น ถ้าไม่ขี้เกียจ ขยันทำงานมีเงินมากขึ้น จะมีเงินไปกินอาหารอร่อยๆ เป็นต้น 2. เพิ่มภาระหนี้สิน อาจจะฟังดูเป็นวิธีที่โหดร้ายไปหน่อย แต่วิธีนี้เนี่ยแหละ ทำให้คนขี้เกียจถีบตัวเองขึ้นมาเป็นคนขยันสุดๆ หลายคนแล้ว เมื่อเราไม่มีภาระหรือหนี้สินใดๆ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอะไรให้เหนื่อย เพราะชีวิตในฝันที่หลายคนปรารถนาสูงสุด คือชีวิตที่ไม่ต้องเคร่งเครียด ทำงานพอกินพอใช้ ไม่มีหนี้ ซึ่งก็จะทำให้เราขี้เกียจมากขึ้นเรื่อยๆ การเพิ่มภาระหนี้สิน เช่น ผ่อนรถ, ผ่อนคอนโด, ทำบัตรเครดิตใบใหม่ , ลงเรียนเพิ่มเติม, ค่าประกัน ฯลฯ ก็จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เราต้องทำงานตลอดเวลา ห้ามหยุด ถึงมีคติสอนใจขึ้นมาว่า ถ้าเหนื่อย ก็ให้เปิดบิลค่าหนี้ขึ้นมาดู แล้วเราจะรู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร ทำตัวให้เป็นคนมีค่า (ค่าใช้จ่าย) ยิ่งมีค่ามาก ก็จะยิ่งทำให้ขยันมาก 3. คิดถึงผลที่จะตามมา คนที่ขี้้เกียจ เป็นเพราะพวกเขาไม่ค่อยคิดถึงผลที่จะตามมาสักเท่าไหร่นัก คนขี้เกียจมักจะคิดถึงแต่ผลกระทบระยะสั้น เช่น เมื่อขี้เกียจแล้วจะทำให้เพื่อนร่วมงานทำงานลำบากขึ้น หรือ ต้องใช้เงินเดือนชนเดือน แต่ความเดือดร้อนนั่น ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตได้รับการกระทบกระเทือนสักเท่าไหร่ คนขี้เกียจจึงไม่สะทกสะท้าน ขอให้คิดถึงผลกระทบที่ไกลกว่านั้น เช่น อาจจะโดนไล่ออก ไม่จ้างงานต่อ เพราะขี้เกียจเกินไป หรือไม่มีเงินใช้แม้แต่บาทเดียว เพราะขี้เกียจทำงานจนไม่มีรายได้ มองให้กว้าง มองให้ไกล 4. วางแผนอนาคต มันอาจจะเป็นอะไรที่ยากสำหรับคนขี้เกียจ แต่ก็ได้ผลล่ะนะ คนขี้เกียจมักจะเป็นคนที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กับผู้ใหญ่ อยู่กับแฟน มีคนคอยดูแลค่าใช้จ่ายให้ แต่ถ้าในอนาคต เราต้องอยู่คนเดียวล่ะ? แถมถ้าหากว่าเรามีครอบครัว มีลูก ที่ต้องรับผิดชอบล่ะ? ถ้าเรามาขยันในช่วงเวลาที่จวนตัว ก็คงไม่ทัน อะไรจะยากลำบากมากขึ้น รีบขยัน รีบลงมือทำในสิ่งที่อยากทำตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า ค่อยๆ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาในช่วงเวลาที่ยังไม่เหนื่อยและยังไม่กดดันมากเกินไป มันดีกว่ามานั่งกดดันและมาโทษตัวเองเมื่อถึงวันที่มันสายไปแล้ว 5. เลิกผัดวันประกันพรุ่ง จุดเริ่มต้นของความขี้เกียจ คือการผัดวันประกันพรุ่ง มีคำติดปากว่า เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ เอาไว้วันหลังก็ได้ พอถึงวันหลังที่ว่านั่น ก็จะผัดการทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายขี้เกียจทำไปโดยปริยาย ถ้าหากต้องการจะเลิกขี้เกียจ ก็ให้เลิกูด เลิกคิดคำว่า เดี๋ยวก่อน เอาไว้ค่อยทำ นึกอะไรได้ก็ให้ลงมือทำเลย มีงานอะไรเข้ามาก็ให้ลงมือทำเลย ลงมือทำงานนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จ หรือจนกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน แล้วค่อยไปพักผ่อนหรือทำอย่างอื่น คนขี้เกียจมักจะอ้างว่า ไม่มีอารมณ์ทำ รอให้มีอารมณ์ก่อน ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวไฟในตัวก็ลุกโชนเองนั่นแหละ ไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น
บทความ

5อนิเมะสยองขวัญแนะนำ

ความกลัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน มันเป็นความรู้สึกที่ฝังลึกในใจเรามาตั้งแต่เกิด แต่พอเราโตมา เราก็ใฝ่หาอยากเสพอะไรที่เกี่ยวกับความกลัว ดูไปก็ระแวงนะ นอนไม่หลับ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำ แต่ก็ยังกลัวอยู่ดี ส่วนใหญ่เรามักจะเสพด้วยการดูหนังผี ฟังรายการเล่าเรื่องผี รวมถึงอ่านเรื่องหลอนจากเว็บไซต์ต่างๆ อีกหนึ่งทางเลือกที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือ อนิเมะสยองขวัญ เพราะเรามักจะชินกับอนิเมะลายเส้นสวย ไม่น่ากลัว ดูไปแล้วก็ตลก แต่ก็ยังมีอนิเมะแนวสยองขวัญที่ทำให้คนนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง ไม่กล้าเข้าห้องน้ำคนเดียวอยู่   1. Yami Shibai อนิเมะสยองขวัญสั้นๆ ตอนละประมาณ 5 นาที Yami Shibai นั้นแปลว่า โรงละครแห่งความมืด ทุกตอน จะเปิดตอนด้วยคุณลุงนักเล่านิทาน ที่ส่งเสียงเรียกผู้ชมให้มาล้อมวงเพื่อนั่งฟังละครแห่งความมืดนี้ แต่ละตอนของอนิเมะ ไม่ได้สยองขวัญแบบเลือดสาด แต่จะเป็นการอ้างอิงเรื่องเล่าสยองขวัญพื้นบ้านของญี่ปุ่น ผสมผสานกับการเสียดสีสัญชาตญาณดิบของมนุษย์แทรกลองไปด้วย โทนภาพของเรื่องนี้ ก็ยังเป็นโทนเก่า ซีด แปลกตา ไม่ได้เป็นอนิเมะที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ปัจจุบัน มีทั้งหมด 7 Season ด้วยกัน ถึงคนจะให้ความคิดเห็นว่า Season แรกน่ากลัวกว่า สยองกว่า Season หลัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความน่ากลัวอะไรเลย ตอนนั่งดูก็ยังมีความระแวงรอบข้างอยู่ ว่าจะมีอะไรโผล่มาไหม   2. Another เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับห้องเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง ในห้องเรียนชั้น ม.3/3 มีคำสาปอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่อาจหนีพ้นได้ เรื่องทั้งหมดเกิดจากเมื่อ 26 ปีที่แล้ว นักเรียนคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้า ครู อาจารย์ และเพื่อนร่วมชั้นที่ยังทำใจไม่ได้ ตัดสินใจทำตัวราวกับว่านักเรียนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งในวันจบการศึกษา พวกเขายังจัดที่นั่งให้กับนักเรียนคนนั้นด้วย เวลาผ่านไป นักเรียนในห้อง ม.3/3 ต่างเสียชีวิตลง หลายฝ่ายเชื่อว่า นี่คือคำสาปของชั้น ม.3/3... หลังจากนั้นทุกปี จะมีนักเรียนเกินมา 1 คนเสมอ เนื่องจากคำสาปจากนักเรียนคนที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงอยู่ แปลว่า เธอยังคงวนเวียนอยู่ในห้องนั่นเอง เหล่าเด็กนักเรียนจำเป็นต้องตามหาให้ได้ว่าใคคือคนตาย และกำจัดออก ถ้าหากเลือกผิด คนที่ตายก็คือคนจริงๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และคำสาปก็ยังคงดำเนินต่อไป นอกจากความหลอน ความซับซ้อนแล้ว ฉากการเสียชีวิตของตัวละครแต่ละตัวก็กลายเป็นภาพติดตาของผู้ชมไปเลย อย่างฉากโดนร่มแทงคอในตำนาน ก็มาจากเรื่อง Another นี่เอง   3. Higurashi no Naku Koro ni ชื่อไทยของเรื่องนี้มี 2 ชื่อ คือ แว่วเสียงเรไร กับ ยามเมื่อเหล่าจั๊กจั่นกรีดร้อง อนิเมะเรื่องนี้จะแบ่งเป็นหลายภาค หลักๆ คือ จะเป็นภาคปริศนา และภาคไขปริศนา ภาคปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro ni ส่วนภาคไขปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro Ni kai ส่วนอนิเมะภาคอื่นนั้น เป็นบทเสริมที่เล่า อดีต อนาคต รวมถึงตัวละครอื่นที่ไม่เคยปรากฎในเนื้อเรื่องหลัก แต่มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก อนิเมะเรื่องนี้จะเล่าถึงตำนานคำสาปของหมู่บ้านฮินามิซาวะ ชาวบ้านเชื่อว่า ที่นี่มีเทพที่ชื่อว่า ท่านโอยาชิโระ คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ในทุกปี หมู่บ้านแห่งนี้จะมีคนตาย 2 คน และคนหายอีก 2 คน ชาวบ้านเชื่อว่านี่เป็นการสังเวยให้กับท่านโอยาชิโระ จนกระทั่งการมาถึงของ มาเอบาระ เคอิจิ หนุ่มจากในเมืองหลวงที่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ เขาเริ่มสงสัยในคำสาป สงสัยในการกระทำของคนในหมู่บ้าน จนเขาได้เจอกับความลับเบื้องหลังของท่านโอยาชิโระ คนที่หายสาบสูญ คนที่ตายไปทุกปี ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่? แว่วเสียงเรไร มีทั้งความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจากคำสาป และการกระทำอันเลือดเย็นของมนุษย์ด้วยกันเอง ที่เลือดสาดไม่เกรงใจกองเซนเซอร์เลย   4. Corpse Party อนิเมะสยอง ที่สร้างขึ้นจากซีรีส์เกม Corpse Party ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ตัวเกมมีหลายภาค ซึ่งความสยองขวัญก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย Corpse Party เป็นอนิเมะสั้นๆ เพียง 4 ตอนจบเท่านั้น เนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนและครูรวมทั้งหมด 9 คน ซึ่งพวกเขาทุกคนมีความหลงใหลในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความลี้ลับ สยองขวัญ พวกเขาชวนกันจับกลุ่มเล่าเรื่องสยองขวัญในอาคารเรียนร้างแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกย้าย นักเรียนคนหนึ่งได้เอ่ยปากขึ้นมาว่า เธอมีเครื่องรางกระดาษรูปคน โดยเครื่องรางนี้มีความเชื่อว่า ถ้าหากคนในกลุ่มฉีกร่างของตุ๊กตาพร้อมกัน ทุกคนจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป แต่ทันทีที่ฉีก เรื่องราวกลับพลิกผัน อาคารเรียนร้างที่พวกเขาอยู่เกิดทรุดตัวลง พวกเขาทุกคนตกลงไปด้านล่าง แทนที่จะตกลงไปเป็นใต้ถุน แต่สิ่งที่พวกเขาเจอ คือสถานที่ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับเหตุการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นอนิเมะตอนสั้น แต่ทั้งความสยองขวัญด้านผีวิญญาณ และเลือดสาดแบบไร้ความปรานี ก็ทำเอาคนดูเสียสุขภาพจิตไปเลย ฉากการตายของตัวละครแต่ละตัว รวมไปถึงปริศนาที่ซ่อนเอาไว้ ก็ทำให้เราปวดหัวจนไมเกรนขึ้นได้เลยล่ะ   5. Gyo หนึ่งในผลงานของเจ้าพ่อการ์ตูนสยองขวัญ อิโต้ จุนจิ ที่ได้รับการทำเป็นอนิเมะ และยังคงความสยองขวัญเอาไว้ได้ เรื่องราวเริ่มต้นจากแก๊งวัยรุ่นหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ออกไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ในขณะที่พวกเขากำลังสนุก (บางคน) อยู่นั้น จู่ๆ บ้านพักของพวกเขาก็ถูกจู่โจมโดยปลาฉลามที่มีขาคล้ายแมงมุม!? มันโจมตีมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม พวกเขาต้องต่อสู้กับปลาฉลามเดินได้อย่างดุเดือด จนสุดท้าย พวกเขาก็พบว่า ไม่ได้มีแค่ฉลามตัวเดียวที่มีขา แต่ปลาทุกตัวที่อยู่ในทะเล มีขาเดินได้กันหมด และพวกมันเริ่มจัดการมนุษย์! เรื่องราวเริ่มโกลาหลขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มากับปลาทะเล จำนวนที่เยอะเกินมนุษย์จะต้าน รวมถึงปริศนาที่อยู่เบื้องหลัง ว่าทำไมปลาถึงมีขาเดินได้? ตอนหลังๆ ยิ่งพีคเข้าไปใหญ่ เมื่อมนุษย์ก็ตกเป็นเหยื่อไปด้วย! เรื่องนี้ขอเตือนเลยว่า ห้ามดูตอนกินข้าว และดูแล้วจะเกลียดปลาไปอีกนาน
บทความ

5วิธีแก้ง่วง

นอกจากคนส่วนใหญ่จะประสบปัญหานอนไม่หลับเมื่อถึงเวลานอนแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เป็นกันทั่วโลกคือ รู้สึกง่วงทั้งวัน! เชื่อว่าทุกคนต้องเป็น ตื่นมาก็ง่วงแล้วอยากนอนต่อ กินข้าวก็ง่วง ทำงานนี่ยิ่งง่วงเข้าไปใหญ่ อยากกลับไปนอน แต่พอถึงบ้านดันนอนไม่หลับซะงั้น? นั่นอาจเป็นเพราะในช่วงเวลากลางวัน เราใช้พลังงานไม่มากพอ จนทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยล้า จนทำให้ไม่ง่วงเมื่อถึงเวลานอนนั่นเอง เราควรทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเรา เหมาะสมกับในแต่ละสถานการณ์ ง่วงไปทำงานไป คงไม่ดีในสายตาหัวหน้าแน่นอน แล้วเราจะแก้ง่วงด้วยวิธีไหนได้บ้างนะ?   1. ยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายเบาๆ อาการง่วง มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราจมปลักทำกิจกรรมหนึ่งเป็นเวลานานโดยที่ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย จนทำให้ทั้งร่างกายและสมองเกิดความเคยชิน รู้สึกเบื่อหน่าย จนอ่อนเพลีย ง่วง ตามลำดับ ทางเลือกที่ดี เราควรลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายทุกๆ 60-90 นาที ตั้งแต่เริ่มนั่งทำงาน หรือออกกำลังกายเบาๆ เช่น ยกแขนยกขา สะบัดไปสะบัดมา นอกจากจะช่วยยืดเส้นทำให้ผ่อนคลาย ยังทำให้เรารู้สึกสดชื่น กะปรี้กะเปร่า ส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการแบ่งเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน จะทำให้ใช้สมองได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเอง   2. ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง การแก้ไขปัญหาความง่วงจากภายนอกอาจไม่ได้ผล ต้องแก้จากภายในเลย เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง จะช่วยให้เราหายง่วงได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากคาเฟอีนเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นสมอง ขยายหลอดลมให้อ็อกซิเจนไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกไม่ง่วง หรือง่วงน้อยลงเมื่อดื่มคาเฟอีนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเป็นประจำ ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ เพราะในเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนส่วนใหญ่ มักมีน้ำตาลปริมาณมากควบคู่ด้วย และการดื่มคาเฟอีนที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เรานอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืน หรือช่วงเวลานอนของเรา   3. ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ร่างกายเราตื่นและรู้สึกสดชื่นขึ้นมาไม่มากก็น้อย หรือถ้าหากล้างหน้าแล้วยังไม่หายง่วง ก็ต้องอาบน้ำเลย เคยเป็นไหม เมื่อถึงเวลานอน พอลุกขึ้นไปอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็นอนต่อไม่หลับ ก็เหมือนกับตอนเช้านั่นแหละ ต่อให้ตอนตื่นมาจะง่วงแค่ไหน พออาบน้ำโดนน้ำปุ๊บ ก็ตาสว่าง สติกลับคืนมาทันที เพราะฉะนั้น ถ้าหากง่วงมาก การอาบน้ำก็เป็นทางเลือกที่ดี   4. หาอะไรที่ชื่นชอบทำ เรามักจะเกิดอาการเมื่อยล้า ง่วง อ่อนเพลีย เพราะเราต้องนั่งทำในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบหรือหลงใหล แต่จำเป็นต้องทำเพราะมันคืองาน มันคือภาระของเรา ลองหาเวลาว่างสักนิด หาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ทำได้มาทำ เช่น เล่นเกมในมือถือ, ถักผ้าพันคอ, อ่านนิยาย, คุยเมาท์กับเพื่อน เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้หัวเราะ มีความสุข ไปกับสิ่งที่เราหลงใหลแล้ว จะทำให้ร่างกายเราตื่น เพราะเราสนใจที่จะทำเรื่องนั้น และยังเป็นการผ่อนคลายเราไปในตัว เพราะการทำสิ่งที่ชอบและหลงใหล ต่อให้ทำเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ก็ไม่เบื่อเลยสักนิด   5. งีบหลับพักผ่อน สุดท้ายแล้ว ถ้าหากทำยังไงก็ไม่หายง่วงสักที การงีบหลับไม่เกิน 30 นาที เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ถ้าหากงีบหลับ ควรงีบไม่เกิน 30 นาที เพราะถ้าหากเกินไปกว่านั้นล่ะก็ ร่างกายเราจะเข้าสู่สภาวะหลับลึก แทนที่จะตื่นมาแล้วสดชื่น แต่จะตื่นมาแล้วเพลียแทน เพราะร่างกายเข้าใจว่าเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แน่นอนว่ามันทำให้แย่ลงกว่าเดิม ก่อนจะงีบหลับ แนะนำให้ดื่มกาแฟสักแก้ว เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนในกาแฟ จะทำงานได้ดีหลังจากผ่านไป 30 นาที ถ้าคุณงีบทันทีหลังจากดื่มกาแฟ เมื่อคุณตื่นขึ้น จะทำให้ร่างกายของคุณสดชื่นด้วยฤทธิ์ของคาเฟอีนพอดียังไงล่ะ