5 เมนูอาหารญี่ปุ่นที่ต้องลอง

5 เมนูอาหารญี่ปุ่นที่ต้องลอง

4 มกราคม 2561

 

อาหารสัญชาติไทย เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เนื่องจากมีครบทุกรสชาติและมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เมนูอาหารไทยที่ชาวต่างชาติต้องลองเมื่อมาเยือนเมืองไทยก็ได้แก่ ผัดไท, ต้มยำกุ้ง, ส้มตำ ฯลฯ และนอกจากอาหารไทยจะน่าสนใจแล้ว อาหารของประเทศอื่นก็น่าสนใจไม่แพ้ของเราเลย

หนึ่งในประเทศที่มีอาหารที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่แพ้ชาติใดก็คือ ประเทศญี่ปุ่น นอกจากประเทศญี่ปุ่นจะมีวัฒนธรรมที่น่ารักแล้ว อาหารญี่ปุ่นก็ยังมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกไม่แพ้ของประเทศไทยเลย สลอตเชื่อว่าหลายคนคงเคยกินอาหารญี่ปุ่น และชื่นชอบจนถึงขั้นกินเป็นประจำแล้วล่ะ แต่หลายคนก็ยังไม่ค่อยกล้ากินเท่าไหร่นัก และไม่รู้ว่าควรจะลองอาหารญี่ปุ่นชนิดใดก่อนดี? ถ้าอยากลองอาหารญี่ปุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ และควรลองล่ะก็ ก็ตามรายชื่อเมนูด้านล่างนี้เลย

นาเบะ

5 เมนูอาหารญี่ปุ่นที่ต้องลอง

หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหู ว่านาเบะคืออะไร? มานี่ ขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วสลอตจะอธิบายให้ฟังว่ามันคืออะไร แล้วทำไมถึงไม่ควรพลาด

นาเบะ อธิบายง่ายๆ มันก็คือ หม้อไฟ นั่นแหละ แต่เป็นหม้อไฟสไตล์ญี่ปุ่น แล้วทำไมถึงไม่ควรพลาดล่ะ? ไทยเราก็มีเมนูหม้อไฟ แถมยังอร่อยด้วย นาเบะจะแตกต่างตรงที่จะต้มทุกอย่างรวมกันในหม้อเดียว ต่างจากหม้อไฟของไทย ที่ส่วนใหญ่ต้องตักไปราดข้าวเพื่อรับประทานอีกที นาเบะนั้น จะต้มทั้งเนื้อสัตว์ ผัก เส้น รวมถึงวัตถุดิบต่างๆ รวมกันในหม้อเดียว ไม่ต้องหาอะไรมาแจมเพิ่ม

แท้จริงแล้ว นาเบะในแต่ละพื้นที่ของญี่ปุ่นนั้นจะใส่วัตถุดิบที่แตกต่างกัน เช่น นาเบะของฮอกไกโดจะเน้นไปที่อาหารทะเล เช่น ปลาแซลมอน กุ้ง หอย หรือแล้วแต่คนทานชอบ พูดกันตรงๆ ก็คล้ายกับสุกี้ยากี้นั่นแหละ นาเบะที่คนไทยคุ้นเคยก็คงจะเป็นนาเบะที่ปรุงน้ำซุปด้วยมิริน, สาเก, สาหร่ายคอมบุ, โชยุ และปลาอบแห้ง ส่วนวัตถุดิบก็ทั่วไป เช่น ผักต่างๆ เนื้อหมู, ลูกชิ้น, เต้าหู้ หรือใส่ลงไปตามใจฉันได้เลยจ้า

โอโคโนมิยากิ

5 เมนูอาหารญี่ปุ่นที่ต้องลอง

หรือที่คนทั่วไปจะรู้จักกันในชื่อ พิซซ่าญี่ปุ่น (เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้เหมือนพิซซ่าที่เราคุ้นตากันหรอก แค่กลมๆ และส่วนประกอบหลักคือแป้งเหมือนกัน เลยเรียกว่าพิซซ่า) โอโคโนมิยากิ อาจจะฟังดูเป็นเมนูอาหารที่ทำค่อนข้างยาก แต่แท้จริงแล้วมันง่ายมากเลย

โดยโอโคโนมิยากิ ก็คือการนำแป้งและไข่ผสมให้เข้ากัน คลุกเคล้ากับกะหล่ำปลีจนเข้าเนื้อ จากนั้น ก็เทลงไปบนเตาร้อนๆ จัดรูปทรงให้เป็นทรงกลม แล้วอยากจะใส่อะไรเพิ่มก็ใส่ได้เลยตามใจชอบ เพราะโอโคโนมิยากินั้น แปลว่า 'ทำอาหารที่คุณชอบ' ก็ใส่ลงไปตามใจฉันเช่น เบคอน, เนื้อสัตว์, ไข่, เส้นยากิโซบะ ฯลฯ แต่ก่อนจะรับประทานนั้น ให้พลิกด้านที่อยู่ด้านล่างขึ้นมาด้านบน ทาซอสโอโคโนมิยากิลงบนฝั่งที่พลิกขึ้นมา ตามด้วยมายองเนสและปลาโอแห้ง เท่านี้ความอร่อยของโอโคโนมิยากิก็พร้อมเสิร์ฟแล้วจ้า เห็นมั้ย ไม่อยากเลย ทำเองได้ที่บ้าน ไม่ต้องไปร้านอาหารก็ได้

แกงกะหรี่

5 เมนูอาหารญี่ปุ่นที่ต้องลอง

เป็นเมนูอาหารญี่ปุ่นที่สลอตชอบมาก ถึงแม้ว่าประเทศอื่นก็มีเมนูแกงกะหรี่ เช่น ประเทศอินเดีย รวมถึงประเทศไทยเรา แต่สลอตอยากบอกว่า แกงกะหรี่ของญี่ปุ่นเด็ดมากก! ตรงที่น้ำแกงกะหรี่นั่นเอง โดยแกงกะหรี่ของญี่ปุ่นนั้น จะใช้วัตถุดิบหลายอย่างในการเคี่ยว เช่น หอมใหญ่, มันฝรั่ง, แอปเปิ้ล, ช็อคโกแลต บางสูตรมีการใส่มะม่วงหรือน้ำผึ้ง เพื่อทำให้น้ำแกงกะหรี่หอมหวานเข้มข้น แต่ถ้าไม่เชี่ยวชาญก็อย่าลองใส่นะ เดี๋ยวพังหมด คนส่วนใหญ่มักทานแกงกะหรี่คู่กับเนื้อสัตว์ ที่นิยมที่สุดก็คือ การทานแกงกะหรี่คู่กับหมูชุบแป้งทอด

และในปัจจุบัน เมนูแกงกะหรี่ก็ไม่ได้หาทานยากมากนัก ร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปก็มีขาย แต่ถ้าอยากได้แกงกะหรี่ที่อร่อย สูตรต้นตำหรับ ให้ลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตก่อนว่าร้านไหนเด็ดร้านไหนดัง แล้วตามไปกินได้เลย รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน มีช่วงนึงสลอตกินแทบทุกวันเลยนะ

ราเม็ง

5 เมนูอาหารญี่ปุ่นที่ต้องลอง

ถือว่าเป็นเมนูที่หลายคนเคยลิ้มลองมาแล้ว เพราะหาทานได้ง่ายมาก และราคาค่อนข้างถูก ร้านขายราเม็งชื่อดังอย่าง ฮาจิบัง ก็มีหลายสาขาให้เลือก (รู้สึกว่ามีสาขาเยอะกว่าเซเว่นอีก) แต่หลายคนก็ไม่ยอมเปิดรับ ไม่ยอมลองทานราเม็ง เนื่องจากคิดว่าราเม็งก็น่าจะคล้ายกับก๊วยเตี๋ยวบ้านเราเนี่ยแหละ แต่ถ้าได้ลองแล้วจะรู้ว่า ราเม็งกับก๊วยเตี๋ยวบ้านเราค่อนข้างจะมีความแตกต่างกันมาก

ราเม็ง มีหลากหลายประเภท แต่ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยก็คือ ทงคตสึราเม็ง ซึ่งก็คือราเม็งที่เคี่ยวน้ำซุปจากกระดูกหมู ราเม็งประเภทนี้จะมีน้ำซุปสีขาว ข้น และมัน อีกประเภทหนึ่งก็คือ มิโสะราเม็ง น้ำซุปของราเม็งประเภทนี้จะทำจากเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น (มิโสะ) เป็นหลัก จะมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับราเม็งก็คือ หมูชาชู หมูชิ้นโตที่ประดับอยู่ในชามราเม็ง กินราเม็บแบบไม่มีหมูชาชู ก็เหมือนกินกะเพราแต่ไม่มีใบกะเพรานั่นแหละ

ซาชิมิ

5 เมนูอาหารญี่ปุ่นที่ต้องลอง

เรียกได้ว่า ซาชิมิเป็นอาหารซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นไปเสียแล้ว เหมือนกับต้มยำกุ้งของไทย พิซซ่าของอิตาลีนั่นแหละ ถึงแม้ว่าหลายคนจะรู้อยู่แล้วว่า เมนูซาชิมิคือ ปลาดิบ แต่คนจำนวนไม่มากนักที่จะรู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า ซาชิมิ นั้นมาจากคำว่า ซาชิ (sashi) แปลว่า เจาะ, ทิ่มแทง ส่วนคำว่า มิ (mi) จะแปลว่า เนื้อสัตว์ รวมแล้วจะมีความหมายว่า การแล่เนื้อสัตว์กินแบบสดๆ นั่นเอง ซึ่งเนื้อสัตว์ที่นิยมกับก็คือ ปลา เช่น ปลาแซลมอน, ปลาทูนา, ปลาฮามาจิ

หลายคนสับสนระหว่างซาชิมิกับซูชิ คิดว่ามันคืออาหารประเภทเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่นะ ซาชิมิคือเนื้อสัตว์ดิบมาแล่ทานเปล่าๆ คู่กับเครื่องเคียง ส่วนซูชิจะทานร่วมกับข้าว ซึ่งทั้งซาชิมิและซูชิได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก จนทำให้เกิดเมนูซาชิมิแบบดัดแปลงผุดขึ้นมากมาย หลายคนก็ท้องเสียหรือไม่ประทับใจจากการทานซาชิมิไม่แท้ สลอตอยากให้ลองลงทุนสักครั้งเพื่อทานซาชิมิฝีมือเชฟญี่ปุ่น ที่ต้องใช้ของสดจริงๆ และฝีมือในการแล่ บอกเลยว่า ประทับใจไม่รู้ลืม

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5อนิเมะสยองขวัญแนะนำ

ความกลัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน มันเป็นความรู้สึกที่ฝังลึกในใจเรามาตั้งแต่เกิด แต่พอเราโตมา เราก็ใฝ่หาอยากเสพอะไรที่เกี่ยวกับความกลัว ดูไปก็ระแวงนะ นอนไม่หลับ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำ แต่ก็ยังกลัวอยู่ดี ส่วนใหญ่เรามักจะเสพด้วยการดูหนังผี ฟังรายการเล่าเรื่องผี รวมถึงอ่านเรื่องหลอนจากเว็บไซต์ต่างๆ อีกหนึ่งทางเลือกที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือ อนิเมะสยองขวัญ เพราะเรามักจะชินกับอนิเมะลายเส้นสวย ไม่น่ากลัว ดูไปแล้วก็ตลก แต่ก็ยังมีอนิเมะแนวสยองขวัญที่ทำให้คนนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง ไม่กล้าเข้าห้องน้ำคนเดียวอยู่   1. Yami Shibai อนิเมะสยองขวัญสั้นๆ ตอนละประมาณ 5 นาที Yami Shibai นั้นแปลว่า โรงละครแห่งความมืด ทุกตอน จะเปิดตอนด้วยคุณลุงนักเล่านิทาน ที่ส่งเสียงเรียกผู้ชมให้มาล้อมวงเพื่อนั่งฟังละครแห่งความมืดนี้ แต่ละตอนของอนิเมะ ไม่ได้สยองขวัญแบบเลือดสาด แต่จะเป็นการอ้างอิงเรื่องเล่าสยองขวัญพื้นบ้านของญี่ปุ่น ผสมผสานกับการเสียดสีสัญชาตญาณดิบของมนุษย์แทรกลองไปด้วย โทนภาพของเรื่องนี้ ก็ยังเป็นโทนเก่า ซีด แปลกตา ไม่ได้เป็นอนิเมะที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ปัจจุบัน มีทั้งหมด 7 Season ด้วยกัน ถึงคนจะให้ความคิดเห็นว่า Season แรกน่ากลัวกว่า สยองกว่า Season หลัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความน่ากลัวอะไรเลย ตอนนั่งดูก็ยังมีความระแวงรอบข้างอยู่ ว่าจะมีอะไรโผล่มาไหม   2. Another เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับห้องเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง ในห้องเรียนชั้น ม.3/3 มีคำสาปอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่อาจหนีพ้นได้ เรื่องทั้งหมดเกิดจากเมื่อ 26 ปีที่แล้ว นักเรียนคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้า ครู อาจารย์ และเพื่อนร่วมชั้นที่ยังทำใจไม่ได้ ตัดสินใจทำตัวราวกับว่านักเรียนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งในวันจบการศึกษา พวกเขายังจัดที่นั่งให้กับนักเรียนคนนั้นด้วย เวลาผ่านไป นักเรียนในห้อง ม.3/3 ต่างเสียชีวิตลง หลายฝ่ายเชื่อว่า นี่คือคำสาปของชั้น ม.3/3... หลังจากนั้นทุกปี จะมีนักเรียนเกินมา 1 คนเสมอ เนื่องจากคำสาปจากนักเรียนคนที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงอยู่ แปลว่า เธอยังคงวนเวียนอยู่ในห้องนั่นเอง เหล่าเด็กนักเรียนจำเป็นต้องตามหาให้ได้ว่าใคคือคนตาย และกำจัดออก ถ้าหากเลือกผิด คนที่ตายก็คือคนจริงๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และคำสาปก็ยังคงดำเนินต่อไป นอกจากความหลอน ความซับซ้อนแล้ว ฉากการเสียชีวิตของตัวละครแต่ละตัวก็กลายเป็นภาพติดตาของผู้ชมไปเลย อย่างฉากโดนร่มแทงคอในตำนาน ก็มาจากเรื่อง Another นี่เอง   3. Higurashi no Naku Koro ni ชื่อไทยของเรื่องนี้มี 2 ชื่อ คือ แว่วเสียงเรไร กับ ยามเมื่อเหล่าจั๊กจั่นกรีดร้อง อนิเมะเรื่องนี้จะแบ่งเป็นหลายภาค หลักๆ คือ จะเป็นภาคปริศนา และภาคไขปริศนา ภาคปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro ni ส่วนภาคไขปริศนาคือ Higurashi no Naku Koro Ni kai ส่วนอนิเมะภาคอื่นนั้น เป็นบทเสริมที่เล่า อดีต อนาคต รวมถึงตัวละครอื่นที่ไม่เคยปรากฎในเนื้อเรื่องหลัก แต่มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก อนิเมะเรื่องนี้จะเล่าถึงตำนานคำสาปของหมู่บ้านฮินามิซาวะ ชาวบ้านเชื่อว่า ที่นี่มีเทพที่ชื่อว่า ท่านโอยาชิโระ คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ในทุกปี หมู่บ้านแห่งนี้จะมีคนตาย 2 คน และคนหายอีก 2 คน ชาวบ้านเชื่อว่านี่เป็นการสังเวยให้กับท่านโอยาชิโระ จนกระทั่งการมาถึงของ มาเอบาระ เคอิจิ หนุ่มจากในเมืองหลวงที่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ เขาเริ่มสงสัยในคำสาป สงสัยในการกระทำของคนในหมู่บ้าน จนเขาได้เจอกับความลับเบื้องหลังของท่านโอยาชิโระ คนที่หายสาบสูญ คนที่ตายไปทุกปี ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่? แว่วเสียงเรไร มีทั้งความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจากคำสาป และการกระทำอันเลือดเย็นของมนุษย์ด้วยกันเอง ที่เลือดสาดไม่เกรงใจกองเซนเซอร์เลย   4. Corpse Party อนิเมะสยอง ที่สร้างขึ้นจากซีรีส์เกม Corpse Party ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ตัวเกมมีหลายภาค ซึ่งความสยองขวัญก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย Corpse Party เป็นอนิเมะสั้นๆ เพียง 4 ตอนจบเท่านั้น เนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนและครูรวมทั้งหมด 9 คน ซึ่งพวกเขาทุกคนมีความหลงใหลในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความลี้ลับ สยองขวัญ พวกเขาชวนกันจับกลุ่มเล่าเรื่องสยองขวัญในอาคารเรียนร้างแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกย้าย นักเรียนคนหนึ่งได้เอ่ยปากขึ้นมาว่า เธอมีเครื่องรางกระดาษรูปคน โดยเครื่องรางนี้มีความเชื่อว่า ถ้าหากคนในกลุ่มฉีกร่างของตุ๊กตาพร้อมกัน ทุกคนจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป แต่ทันทีที่ฉีก เรื่องราวกลับพลิกผัน อาคารเรียนร้างที่พวกเขาอยู่เกิดทรุดตัวลง พวกเขาทุกคนตกลงไปด้านล่าง แทนที่จะตกลงไปเป็นใต้ถุน แต่สิ่งที่พวกเขาเจอ คือสถานที่ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับเหตุการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นอนิเมะตอนสั้น แต่ทั้งความสยองขวัญด้านผีวิญญาณ และเลือดสาดแบบไร้ความปรานี ก็ทำเอาคนดูเสียสุขภาพจิตไปเลย ฉากการตายของตัวละครแต่ละตัว รวมไปถึงปริศนาที่ซ่อนเอาไว้ ก็ทำให้เราปวดหัวจนไมเกรนขึ้นได้เลยล่ะ   5. Gyo หนึ่งในผลงานของเจ้าพ่อการ์ตูนสยองขวัญ อิโต้ จุนจิ ที่ได้รับการทำเป็นอนิเมะ และยังคงความสยองขวัญเอาไว้ได้ เรื่องราวเริ่มต้นจากแก๊งวัยรุ่นหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ออกไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ในขณะที่พวกเขากำลังสนุก (บางคน) อยู่นั้น จู่ๆ บ้านพักของพวกเขาก็ถูกจู่โจมโดยปลาฉลามที่มีขาคล้ายแมงมุม!? มันโจมตีมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม พวกเขาต้องต่อสู้กับปลาฉลามเดินได้อย่างดุเดือด จนสุดท้าย พวกเขาก็พบว่า ไม่ได้มีแค่ฉลามตัวเดียวที่มีขา แต่ปลาทุกตัวที่อยู่ในทะเล มีขาเดินได้กันหมด และพวกมันเริ่มจัดการมนุษย์! เรื่องราวเริ่มโกลาหลขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มากับปลาทะเล จำนวนที่เยอะเกินมนุษย์จะต้าน รวมถึงปริศนาที่อยู่เบื้องหลัง ว่าทำไมปลาถึงมีขาเดินได้? ตอนหลังๆ ยิ่งพีคเข้าไปใหญ่ เมื่อมนุษย์ก็ตกเป็นเหยื่อไปด้วย! เรื่องนี้ขอเตือนเลยว่า ห้ามดูตอนกินข้าว และดูแล้วจะเกลียดปลาไปอีกนาน
บทความ

5วิธีแก้ง่วง

นอกจากคนส่วนใหญ่จะประสบปัญหานอนไม่หลับเมื่อถึงเวลานอนแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เป็นกันทั่วโลกคือ รู้สึกง่วงทั้งวัน! เชื่อว่าทุกคนต้องเป็น ตื่นมาก็ง่วงแล้วอยากนอนต่อ กินข้าวก็ง่วง ทำงานนี่ยิ่งง่วงเข้าไปใหญ่ อยากกลับไปนอน แต่พอถึงบ้านดันนอนไม่หลับซะงั้น? นั่นอาจเป็นเพราะในช่วงเวลากลางวัน เราใช้พลังงานไม่มากพอ จนทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยล้า จนทำให้ไม่ง่วงเมื่อถึงเวลานอนนั่นเอง เราควรทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเรา เหมาะสมกับในแต่ละสถานการณ์ ง่วงไปทำงานไป คงไม่ดีในสายตาหัวหน้าแน่นอน แล้วเราจะแก้ง่วงด้วยวิธีไหนได้บ้างนะ?   1. ยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายเบาๆ อาการง่วง มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราจมปลักทำกิจกรรมหนึ่งเป็นเวลานานโดยที่ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย จนทำให้ทั้งร่างกายและสมองเกิดความเคยชิน รู้สึกเบื่อหน่าย จนอ่อนเพลีย ง่วง ตามลำดับ ทางเลือกที่ดี เราควรลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายทุกๆ 60-90 นาที ตั้งแต่เริ่มนั่งทำงาน หรือออกกำลังกายเบาๆ เช่น ยกแขนยกขา สะบัดไปสะบัดมา นอกจากจะช่วยยืดเส้นทำให้ผ่อนคลาย ยังทำให้เรารู้สึกสดชื่น กะปรี้กะเปร่า ส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการแบ่งเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน จะทำให้ใช้สมองได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเอง   2. ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง การแก้ไขปัญหาความง่วงจากภายนอกอาจไม่ได้ผล ต้องแก้จากภายในเลย เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง จะช่วยให้เราหายง่วงได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากคาเฟอีนเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นสมอง ขยายหลอดลมให้อ็อกซิเจนไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกไม่ง่วง หรือง่วงน้อยลงเมื่อดื่มคาเฟอีนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเป็นประจำ ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ เพราะในเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนส่วนใหญ่ มักมีน้ำตาลปริมาณมากควบคู่ด้วย และการดื่มคาเฟอีนที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เรานอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืน หรือช่วงเวลานอนของเรา   3. ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ร่างกายเราตื่นและรู้สึกสดชื่นขึ้นมาไม่มากก็น้อย หรือถ้าหากล้างหน้าแล้วยังไม่หายง่วง ก็ต้องอาบน้ำเลย เคยเป็นไหม เมื่อถึงเวลานอน พอลุกขึ้นไปอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็นอนต่อไม่หลับ ก็เหมือนกับตอนเช้านั่นแหละ ต่อให้ตอนตื่นมาจะง่วงแค่ไหน พออาบน้ำโดนน้ำปุ๊บ ก็ตาสว่าง สติกลับคืนมาทันที เพราะฉะนั้น ถ้าหากง่วงมาก การอาบน้ำก็เป็นทางเลือกที่ดี   4. หาอะไรที่ชื่นชอบทำ เรามักจะเกิดอาการเมื่อยล้า ง่วง อ่อนเพลีย เพราะเราต้องนั่งทำในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบหรือหลงใหล แต่จำเป็นต้องทำเพราะมันคืองาน มันคือภาระของเรา ลองหาเวลาว่างสักนิด หาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ทำได้มาทำ เช่น เล่นเกมในมือถือ, ถักผ้าพันคอ, อ่านนิยาย, คุยเมาท์กับเพื่อน เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้หัวเราะ มีความสุข ไปกับสิ่งที่เราหลงใหลแล้ว จะทำให้ร่างกายเราตื่น เพราะเราสนใจที่จะทำเรื่องนั้น และยังเป็นการผ่อนคลายเราไปในตัว เพราะการทำสิ่งที่ชอบและหลงใหล ต่อให้ทำเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ก็ไม่เบื่อเลยสักนิด   5. งีบหลับพักผ่อน สุดท้ายแล้ว ถ้าหากทำยังไงก็ไม่หายง่วงสักที การงีบหลับไม่เกิน 30 นาที เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ถ้าหากงีบหลับ ควรงีบไม่เกิน 30 นาที เพราะถ้าหากเกินไปกว่านั้นล่ะก็ ร่างกายเราจะเข้าสู่สภาวะหลับลึก แทนที่จะตื่นมาแล้วสดชื่น แต่จะตื่นมาแล้วเพลียแทน เพราะร่างกายเข้าใจว่าเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แน่นอนว่ามันทำให้แย่ลงกว่าเดิม ก่อนจะงีบหลับ แนะนำให้ดื่มกาแฟสักแก้ว เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนในกาแฟ จะทำงานได้ดีหลังจากผ่านไป 30 นาที ถ้าคุณงีบทันทีหลังจากดื่มกาแฟ เมื่อคุณตื่นขึ้น จะทำให้ร่างกายของคุณสดชื่นด้วยฤทธิ์ของคาเฟอีนพอดียังไงล่ะ
บทความ

5 วิธีช่วยให้นอนหลับง่าย

ปัญหานอนไม่หลับ เป็นปัญหาที่ประสบได้กับคนทุกเพศทุกวัย ต้นเหตุของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป การแก้ปัญหาก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่การแก้ปัญหานอนไม่หลับวิธีหลัก ก็มีไม่กี่วิธี 5 วิธีแก้ปัญหานอนไม่หลับนี้ อาจจะดูน้อยไปหน่อย แต่ประสิทธิภาพสูงแน่นอน   1. ดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆ ก่อนเข้านอน การกินอะไรก่อนเข้านอนอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก สำหรับคนรักสุขภาพและคนที่ดูแลหุ่นเป็นอย่างดี แต่การดื่มน้ำอุ่น จิบชาร้อนก่อนเข้านอน จะช่วยให้ทั้งสมองร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย คล้ายกับการแช่น้ำอุ่น เมื่อร่างกายผ่อนคลายแล้ว จะทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะส่วนใหญ่ที่เรานอนไม่หลับ เนื่องจากเรามีความตึงเครียดอยู่ในสมองโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง หากใครชอบดื่มชา การเลือกชาที่เหมาะสมกับสุขภาพและรสนิยมของตัวเอง ก็ยิ่งทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น หรือใครไม่ซีเรียสเรื่องการลดน้ำหนัก ดื่มนมร้อนก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลย   2. เคลียร์เรื่องที่ค้างคาใจให้เสร็จก่อนนอน อย่างที่เราบอกว่า เรามักจะนอนไม่หลับ เพราะเรามีความเครียดอยู่ในหัวแบบไม่รู้ตัว การนอน คือกิจวัตรประจำวันอย่างสุดท้ายที่เราต้องทำ ก่อนจะลืมตาตื่นต้อนรับวันใหม่ มันต้องผ่านช่วงเวลาทั้งดีและร้ายมาทั้งวัน ไม่แปลกเลยว่าทำไมตอนนอนถึงมีเรื่องให้คิดเยอะแยะเต็มไปหมด และบางทีก็มีเรื่องที่ค้างคาอยู่แต่ไม่ได้ทำให้สำเร็จ เพราะอยากจะนอนก่อนค่อยลุกมาทำด้วย แต่นั่นอาจทำให้เรานอนไม่หลับแทน เพราะเราจะกังวลว่า เราจะตื่นมาทำธุระนั่นทันไหม เราจะลืมสิ่งที่เราคิดว่าจะทำไหม ทางที่ดี ควรทำอะไรที่คุณนึกออกภายในทันที และทำทุกสิ่งที่ควรทำทั้งหมดก่อนจะเข้านอน เช่น ส่งข้อความฝันดีให้แฟน, ล้างเครื่องสำอาง, ทำการบ้านให้ครบทุกวิชา เคลียร์ให้เสร็จก็หลับสบายแล้ว   3. ใช้อุปกรณ์ปรับอากาศ กลิ่นนั้นสำคัญกว่าที่คิด แต่ละสถานที่ ควรจะมีกลิ่นที่แตกต่างกันไป กลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำก็ควรจะอยู่ในห้องน้ำ กลิ่นอาหารก็ควรจะอยู่ในห้องครัว ถ้ามีกลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำในห้องครัว หรือกินอาหารในห้องนอน มันก็จะทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ มันไม่ใช่แค่ความเหมาะสม แต่กลิ่นที่แตกต่างกันในแต่ละสถานที่ ทำให้ร่างกายเรามีปฏิกิริยาตอบรับที่ถูกต้อง ในห้องนอน ซึ่งอาจจะมีกลิ่นอับ หรือไม่มีกลิ่นเลย ให้ลองใช้อุปกรณ์ปรับอากาศ เช่น สเปรย์, เทียนหอม, เครื่องพ่นอโรม่าหอมระเหย เลือกกลิ่นที่ชอบ หรือกลิ่นที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย คลายเครียด จะทำให้การนอนหลับเป็นไปได้ง่ายขึ้น และหลับสนิทยิ่งกว่าเดิม   4. ทำให้สภาพแวดล้อมน่านอนมากที่สุด เวลานอน แต่ละคนก็จะมีวิธีทำให้ตัวเองง่วงด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป เช่น เปิดเพลงฟังทิ้งไว้ตอนนอน, เปิดไฟนอนไม่งั้นนอนไม่หลับ, เล่นโทรศัพท์จนกว่าจะหลับ แต่ช่วงเวลาที่เรานอนหลับ คือช่วงเวลาเดียวที่ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่มากที่สุด ทางที่ดีคือควรจัดห้องนอนให้เงียบ มีแสงไฟน้อย ปราศจากการรบกวนทั้งแสง สี เสียง ให้ได้มากที่สุด จะทำให้คุณหลับได้ง่ายขึ้น และลึกขึ้น เนื่องจากความเงียบสงบทำให้เราพักผ่อนได้อย่างเต็มที่   5. เลิกทำทุกอย่าง พยายามนอนหลับตาอยู่นิ่งๆ บางคน นอนไม่หลับเพราะตกอยู่ในสภาวะเครียด หรือมีอาการป่วยทางจิตโดยที่ไม่รู้ตัว แต่ส่วนใหญ่แล้ว คนสมัยนี้นอนไม่ค่อยหลับ นอนหลับยากกันก็เพราะติดเล่นโทรศัพท์ ติดดูซีรีส์ ติดอ่านนิยายก่อนนอน เพราะมีความคิดว่า นอนไปยังไงก็ไม่หลับเพราะยังไม่ง่วง หาอะไรทำก่อนนอนเพลินๆ ไปเลยดีกว่า นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะมันเป็นกิจกรรมตัวการที่ทำให้เรานอนไม่หลับเลยล่ะ ยิ่งเราทำอะไรต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้สมองของเราไม่ได้หยุดพัก คิดต่อจากสิ่งที่เราอ่านไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นคิดมาก นอนไม่หลับ หากต้องการนอนหลับให้เร็วที่สุด ควรนอนหลับตาอยู่นิ่งๆ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ภายในไม่เกิน 9 นาที คุณจะผล็อยหลับไปโดยที่ไม่รู้ตัวเลยล่ะ
บทความ

5วิธีรับมือกับคนนิสัยไม่ดี

การใช้ชีวิต สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการพบปะกับผู้คน ไม่ว่าคุณจะทำงานหรือมีชีวิตที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใครเลยมากแค่ไหน แต่สุดท้าย คุณก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนบนโลกอยู่ดี อย่างน้อยที่สุดก็พนักงานส่งพัสดุ, พนักงานร้านสะดวกซื้อ ซึ่งคนที่เราเจอ ใช่ว่าจะเป็นคนดีไปซะหมด คนเรามีทั้งคนดีและคนไม่ดี โชคร้ายหน่อยที่เรามักจะเจอแต่คนไม่ดีเข้ามาในชีวิต คนไม่ดีเนี่ยแหละ ที่จะบั่นทอนให้เราหมดกำลังใจในการใช้ชีวิตในแต่ลวัน แก้ไขก็ยากด้วย งั้นมาหาวิธีรับมือพวกเขากันเถอะ 1. ทำใจให้นิ่ง คำที่ว่า นิ่งสงบ สยบทุกความเคลื่อนไหว เป็นข้อความที่นำมาใช้ได้จริง และได้ผลเสมอ เมื่อใจคุณนิ่งแล้ว ไม่ว่าคนนิสัยไม่ดีจะเข้ามาทำให้คุณรู้สึกแย่ในรูปแบบไหน เขาหรือเธอคนนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรคุณได้เลย เพราะเหล่าคนนิสัยไม่ดี จะชอบใจมากถ้าหากคุณเดือดร้อนหรือดิ้นไปตามเกมที่พวกเขาวางเอาไว้ แต่ถ้าคุณนิ่ง ไม่สนใจอะไรแม้แต่แสดงความรู้สึกล่ะก็ สุดท้ายพวกเขาจะเลิกสนใจในตัวคุณ และเลิกสนใจคุณไปเอง 2. พยายามหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าใจคุณจะนิ่งแค่ไหน แต่ถ้าสุดท้ายคุณมัวแต่คลุกคลีกับคนนิสัยไม่ดี คุณก็ไม่หลุดออกจากวงโคจรของพวกเขาหรอก พยายามหลีกเลี่ยงคนพวกนั้นซะ ถ้าเป็นเพื่อนร่วมงาน ก็คุยเฉพาะเรื่องงานที่เกี่ยวข้อง นอกเหนือเรื่องงานไม่ต้องไปคุยด้วย ถ้าเป็นญาติพี่น้องที่อาศัยร่วมกัน ก็คุยเท่าที่จำเป็น พยายามอยู่กับญาติพี่น้องคนอื่นหรืออยู่คนเดียวไปเลย แต่อย่าหลีกเลี่ยงจนทำเหมือนกับว่าเขาคนนั้นคืออากาศธาตุ เพราะอาจจะทำให้ทุกอย่างแย่ลง โดยเฉพาะถ้าเราอายุน้อยกว่า แลคนนิสัยไม่ดีมีอายุมากกว่า การเฉยชาแบบไม่สนใจอะไรเลย ไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก 3. ทำตัวให้เหนือกว่าในทุกด้าน คนนิสัยไม่ดี มักจะหยิบยกข้อด้อยของเราเอาไปนินทา หรือตำหนิจนทำให้เราไม่มั่นใจในตัวเอง พยายามยกระดับตัวเองให้เป็นที่สุดในทุกด้าน การอัพเลเวลตัวเอง ทำให้ตัวเองอยู่เหนือจากจุดเดิม เมื่อทำไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งเราอาจจะคิดมากว่า ทำไมเราต้องพยายามขนาดนี้เพื่อเอาชนะคนที่เราเกลียด แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อเราสามารถพัฒนาตัวเองให้ดีได้จนไม่มีใครกล้ามาตำหนิ ผลดีก็จะอยู่กับตัวเราเอง คนนิสัยไม่ดีจะรู้ว่า ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไร ก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้เลย และถ้าเราทำดีมากจนเข้าตาผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะล่ะก็ พวกเขาจะคอยปกป้องเราจากคนนิสัยไม่ดี โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลยล่ะ 4. สวมบทแม่พระ พ่อพระ เป็นคนดีให้สุดทาง ถ้าเราไม่สนใจก็แล้ว หลีกเลี่ยงก็แล้ว พยายามอัพเกรดตัวเองก็แล้ว แต่ก็ยังถูกคนนิสัยไม่ดีตามรังควาญ ให้เปลี่ยนตัวเอง สวมบทพ่อพระแม่พระไปซะเลย ว่าสาเหตุที่ทำให้คนนิสัยไม่ดีกลายเป็นแบบนี้ มันต้องมีต้นเหตุอะไรสักอย่าง ซึ่งควรจะเห็นใจพวกเขามากกว่ารังเกียจพวกเขา หรือไม่พอใจพวกเขา ควรจะโปรดสัตว์ ถือว่าการถูกคนนิสัยไม่ดีแกล้งหรือเอาเปรียบเป็นการทำบุญไป ซึ่งสลอตคิดว่า วิธีนี้ยากสุดๆ 5. ปะทะ เมื่อถึงจุดที่ทนไม่ไหว สุดจะทนจริงๆ ให้ปะทะซึ่งๆ หน้ากับคนคนนั้นไปเลย ไม่ว่าจะเป็นการปะทะด้วยวาจาหรือกำลัง (แต่กำลังนี่ไม่ค่อยแนะนำนะ) ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลเป็นส่วนใหญ่ เพราะคนนิสัยไม่ดี มักจะแสดงกิริยามารยาทที่ไม่ดีใส่คนที่ดูอ่อนแอ หัวอ่อน ไม่สู้คน แต่ถ้าเราแสดงออกว่าเราก็มีลีมิต เราก็มีความรู้สึกและไม่ชอบให้ใครทำตัวไม่ดีใส่เหมือนกัน ก็ปะทะไปเลย ถึงแม้เราอาจจะถูกนินทาว่าหัวรุนแรง แสดงกิริยาเกินกว่าเหตุ แต่สิ่งที่ได้มาคือความสบายใจที่จะไม่มีใครมาทำตัวนิสัยไม่ดีใส่คุณอีกแล้ว