5 แร่ธาตุที่แพงที่สุดในโลก

5 แร่ธาตุที่แพงที่สุดในโลก

9 ตุลาคม 2560

แร่ธาตุ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้จัก คุ้นเคยกันอยู่แล้ว เพราะเราจำเป็นต้องเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เนื้อหาเกี่ยวกับแร่ธาตุมาตั้งแต่สมัยประถม แต่ถ้าหากถามคำถามลงรายละเอียด เช่น แร่ธาตุบนโลกนี้มีอะไรบ้างล่ะ? หลายคนก็คงติดขัด เพราะสับสนว่าแร่ธาตุนี่คล้ายอัญมณีรึเปล่า? สรุปว่าอันไหนคือแร่ธาตุ จนทำให้สงสัยว่า แท้จริงแร่ธาตุคืออะไร?

แร่ธาตุมีสองความหมายคือ แร่ธาตุที่เป็นสารอาหารที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ กับ ทรัพยากรแร่ธาตุ วันนี้เราจะมาตีแผ่ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรแร่ธาตุกัน ทรัพยากรแร่ธาตุ เป็นสิ่งที่มนุษย์เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย ไม่ว่าจะนำมาทำเป็นเครื่องประดับต่างๆ ซึ่งขอบอกเลยว่า แต่ละชนิดนั้นมีราคาแพงมาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ได้จากธรรมชาติ ใช้เวลานาน และต้องใช้ฝีมืออย่างมากในการดัดแปลงให้มนุษย์สามารถใช้งานได้ และนี่คือ 5 อันดับแร่ธาตุที่แพงที่สุดในโลกอย่างไม่น่าเชื่อ

อันดับที่ 5 แมกนีเซียมเบอริลเลียมอลูมิเนต (Taaffeite)
20,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อกรัม หรือ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อกะรัต
(670,000 บาทต่อกรัม หรือ 130,000 บาทต่อกระรัต)

5 แร่ธาตุที่แพงที่สุดในโลก

แม้ดูผิวเผินจะเป็นแค่หินสวยงามธรรมดา แต่มันคือแร่ธาตุที่แพงที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง เจ้า Taaffeite เป็นหินหลากสี เช่น สีม่วง, มีชมพู, สีแดง หรือแม้แต่สีขาว หายากกว่าเพชรหลายล้านเท่า ฟังดูน่าฮือฮาใช่มั้ยล่ะ? แต่น่าเสียดาย ที่เจ้าหิน Taaffeite นี้ เวลานำมาทำเครื่องประดับนั้นไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่นัก การใช้งานมีจำกัดมากกว่าเพชร จึงทำให้คนไม่ค่อยนิยมสักเท่าไหร่นัก ถึงจะหายากก็ตาม ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลว่า ทำไมราคามันถึงไม่ค่อยแพงมาก ทั้งที่หายากมากๆ

อันดับที่ 4 ทริเทียม (Tritium)
30,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อกรัม
(1 ล้านบาทต่อกรัม)

5 แร่ธาตุที่แพงที่สุดในโลก

ตัวของทริเทียมมีความสามารถส่องสว่างได้ แต่หากทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทริเทียมเป็นตัวให้แสงสว่างอย่างจริงจัง ผลิตภัณฑ์นั้นจะมีราคาแพงมาก เช่น หากต้องการทำไฟฉายขนาดเล็ก จะต้องเสียเงินมากถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับทริเทียมเพียงไม่กี่ปอนด์.. กลับไปใช้ไฟฉายส่องแสงสว่างเหมือนเดิมดีกว่าเนอะ ไม่ต้องใช้สารส่องสว่างหรอก!

อันดับที่ 3 เพชร (Diamond)
55,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อกรัม
(1.8 ล้านบาทต่อกรัม)

5 แร่ธาตุที่แพงที่สุดในโลก

ไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าแร่ธาตุตัวนี้แน่นอน เนื่องจากเป็นแร่ธาตุที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาแร่ธาตุทั้งหมด ไม่ว่าใครต่างก็นิยมสวมใส่เครื่องประดับที่ใช้เพชรเป็นส่วนประกอบทั้งนั้น โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงาม หากมีหนุ่มมอบแหวนเพชรน้ำงามให้ คงอยากที่จะปฏิเสธใช่มั้ยล่ะ? นอกจากนี้ เพชรยังมีประโยชน์อื่นด้วย เนื่องจากเป็นแร่ธาตุที่มีความแข็งมากที่สุด จนถึงขนาดตัดของแข็งด้วยกันได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยเพชรสามารถหักเหแสงได้มากที่สุด จนมีความแวววาวสูง จึงทำให้คนนิยมนำมาทำเครื่องประดับมากกว่านำไปทำอย่างอื่น เพราะได้ราคาดีที่สุดนั่นเอง

อันดับที่ 2 แคลิฟอร์เนียม (Californium)
26 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อกรัม
(870 ล้านบาทต่อกรัม)

5 แร่ธาตุที่แพงที่สุดในโลก

แร่ธาตุทางเคมีที่มีราคาสูงที่สุดในประวัติกาล เนื่องจากสามารถค้นพบได้เพียงครั้งเดียวตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (จึงเป็นที่มาของชื่อ) ประโยชน์ของเจ้าแร่ธาตุชนิดนี้ คือใช้เป็นแหล่งนิวตรอนในการสำรวจโลหะ เช่น ทองคำหรือเงิน และเหมาะสมกับการตั้งต้นปฏิกิริยานิวเคลียร์บางอย่างอีกด้วย เนื่องจากสามารถปล่อยนิวตรอนได้ดี (มากถึง 139 ล้านนิวตรอนต่อนาที) นั่นเอง

อันดับที่ 1 ปฏิสสาร (Antimatter)
62.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อกรัม
(ขี้เกียจคำนวณเป็นบาทไทยแล้วอ่า เห็นราคาหน่วยดอลลาร์ก็สยองขวัญแล้ว ตีเป็นไทยนี่เป็นลมได้เลยนะคุณ)

5 แร่ธาตุที่แพงที่สุดในโลก

สสารที่แพงที่สุดในโลก จนไม่น่าเชื่อว่า ราคาแพงขนาดนี้จะมีใครสามารถซื้อเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้? โดยปฏิสสารแค่เพียง 1 มิลลิกรัม ก็มีราคาสูงถึง 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 800 ล้านบาทไทยต่อกรัม! ในอนาคต เราสามารถใช้ปฏิสสารเป็นเชื้อเพลิงของยานอวกาศได้ แต่ก็คงนานหน่อยล่ะ เพราะขนาดเพียงหนึ่งกรัม ราคาของมันก็สูงลิบขนาดที่เราทำงานทั้งชีวิตยังไม่สามารถซื้อมันได้เลย

นอกจากนี้ ปฏิสสารยังค่อนข้างอันตรายมากด้วย เนื่องจากหากมีการระเบิดของปฏิสสารขึ้นมา ความร้ายแรงของระเบิดนิวเคลียร์ก็ยังไม่สามารถเทียบได้! อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณมวลตั้งต้นของมันด้วย (แต่ปฏิสสารอะตอมเดียวก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาได้แล้วนะ..)

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5สิ่งมีชีวิตที่เหม็นที่สุด

พูดถึงสัตว์ สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว หลายคนมักจะนึกถึงภาพของเจ้าตัวมีขนปุกปุย หน้าตาบ้องแบ๊วน่ารัก ไม่มีพิษมีภัย แต่ถ้าพูดถึงกลิ่นเหม็นแล้ว กลิ่นเหม็นเป็นสิ่งที่คนร้อยทั้งร้อยไม่อยากจะได้กลิ่น ไม่อยากจะเข้าใกล้ เพราะมันไม่น่าอภิรมย์ใจเลยสักนิด แต่รู้หมือไร่ ว่าสัตว์แทบจะทุกชนิดบนโลก ล้วนแต่มีกลิ่นเหม็นทั้งนั้นแหละ เพราะมันอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ เปื้อนดินโคลน ไม่มีสบู่ ยาสระผมเหมือนอย่างเรา อย่างไรก็ตาม กลิ่นเหม็นของสัตว์ หลายคนก็ยังพอรับได้ เช่นกลิ่นตัวแมว ที่แทบจะไม่มีเลย เพราะมันทำความสะอาดตัวเองตลอด ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นสุดๆ อยู่ เหม็นในระดับที่สามารถทำฝูงคนแตกฮือได้เลยล่ะ มันไม่ได้เหม็นเพราะมันไม่อาบน้ำนะ แต่สัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นมากๆ มักจะมีเหตุผลของมันอยู่ ว่าทำไมตัวมันถึงเหม็นขนาดนั้น   1. ตัวกินมด (Lesser Anteater) คนส่วนใหญ่รู้จักเจ้าตัวกินมดในฐานะสัตว์ที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด ด้วยบริเวณจมูกและปากของมันที่ยื่นยาวโดดเด่นออกมา มีไว้สำหรับล่าเหยื่อที่เป็นอาหารของมัน นั่นก็คือ บรรดามดปลวกแมลง ที่มักจะอาศัยอยู่ตามโพรงเล็กๆ เวลามันหิว มันก็จะใช้จมูกและปากสุดแสนจะยื่นยาวของมันสอดเข้าไปในรังแมลง จากนั้นก็ใช้ลิ้นที่ยาวมากกว่าปากของมัน สอดเข้าไปตามช่องทางต่างๆ ในรัง และตวัดเหล่าแมลงในรังเข้าปาก แต่หลายคนไม่เคยรู้เลยว่า นอกจากรูปร่างมันจะเป็นเอกลักษณ์แล้ว กลิ่นตัวของมันก็มีเอกลักษณ์สุดๆ เช่นกัน เคยสงสัยมั้ยล่ะ ว่าทำไมเจ้าสัตว์ที่กินแต่แมลงตัวเล็ก ไม่มีพิษมีภัยอะไร ถึงไม่ค่อยโดนล่าเป็นเหยื่อเหมือนสัตว์อ่อนแอชนิดอื่น อย่างเช่น กวาง, ม้าลาย เพราะกลิ่นตัวของมันยังไงล่ะ! ตัวกินมด มีต่อมกลิ่นบริเวณใต้โคนหางของมัน กลิ่นของตัวกินมดเลวร้ายมากพอที่จะทำให้มันรอดจากการล่าได้ ว่ากันว่า กลิ่นของมันเหม็นยิ่งกว่าสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นที่สุดในโลกระดับตำนาน ซึ่งก็คือ สกังก์ มากถึง 4-7 เท่าเลยทีเดียว! และถ้าหากว่าสัตว์นักล่าไม่แคร์เรื่องกลิ่น พยายามจะกินเจ้าตัวกินมดให้ได้ล่ะก็ ตัวกินมดมีแขนและกรงเล็บที่แข็งแรงคอยป้องกันตัวเองอีกชั้นหนึ่ง แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ออกโรงต่อสู้หรอกนะ เพราะแค่ปล่อยกลิ่นก็บ๊ายบายกันหมดแล้ว   2. มวนง่าม, มวนเหม็น (Stink Bug) ไม่ว่าจะเป็นชื่อภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ก็เป็นชื่อที่ทำให้รู้ถึงตัวตนของมันทันที มวนง่าม เป็นแมลงที่พบได้ทั่วไปในแทบจะทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย มีลักษณะกลม หลังโค้งงอเล็กน้อยคล้ายกับแมลงเต่าทอง มีความยาวลำตัวเพียงไม่เกิน 1 เซนติเมตรเท่านั้น ทันทีที่มันรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือถูกคุกคาม ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้ามนุษย์อย่างเราไปสะกิดหรือตบตัวมัน มวนง่าม จะปล่อยสารเคมีเฉพาะตัวของมันออกมา ซึ่งมีกลิ่นเหม็นมาก! เหม็นออกแนวเหม็นสาป ซึ่งเป็นกลิ่นเหม็นที่สลอตเกลียดมากก ตามธรรมชาติ มวนง่ามปล่อยสารเคมีชนิดนี้ไว้เพื่อป้องกันตัว ไม่ให้ถูกสัตว์ชนิดอื่น เช่น กิ้งก่า, นก กินมันเป็นอาหาร แต่สำหรับเราที่คุกคามมันเพราะรำคาญหรือหวาดกลัว ก็จะซวยนิดนึง เพราะมันเหม็นมากจริงๆ ว่ากันว่า มวนง่ามบางชนิด สามารถพ่นสารเคมีที่มีกลิ่นเหม็นนี้ได้อีกด้วย! ถึงมันจะดูน่าสงสาร ที่ไม่มีอะไรไปสู้เขาเลย นอกจากสารเคมีเหม็นๆ แต่ขอบอกเลยว่า เจ้ามวนง่ามนี่เป็นศัตรูพืชตัวฉกาจเลยล่ะ เพราะมันกินหมด ทั้งพืช ผัก ผลไม้ ใบหญ้า เรียกได้ว่า นอกจากมันจะนำพาเอากลิ่นเหม็นมาเยือนเราแล้ว ยังทำลายสวนของเราอีก!   3. สกังก์ (Skunk) เป็นสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นระดับตำนาน ที่เราเคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยยังเด็กแล้ว เนื่องด้วยมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก เมื่อเทียบกับสัตว์ป่าตัวอื่นตามธรรมชาติ แถมมันก็ไม่ได้เป็นสัตว์ที่มีความคล่องแคล่วว่องไว ถึงขนาดวิ่งหนีนักล่าได้ จึงทำให้สกังก์มีวิวัฒนาการ สามารถปล่อยกลิ่นเหม็นออกมาได้ สิ่งที่ทำให้สกังก์เป็นสัตว์มีกลิ่นเหม็นที่โดดเด่นกว่าสัตว์ชนิดอื่น เพราะมันไม่ได้เพียงแค่ปล่อยกลิ่นเหม็นให้โชยไปตามอากาศเท่านั้น แต่มันยังสามารถฉีดสารเหลวที่มีกลิ่นเหม็นออกจากร่างกายของมันได้ไกลถึง 3 เมตร!! ความสามารถดังกล่าว ก็เป็นความสามารถสำหรับการป้องกันตัวเช่นกัน เพราะนอกจากจะทำให้สัตว์นักล่ามึนงงเพราะกลิ่นสุดแสนจะเหม็นเน่าแล้ว การฉีดสารเหลวใส่ ก็ทำให้สัตว์นักล่าตกใจ สารเหลวที่มีกลิ่นเหม็นดังกล่าว ยังมีกลิ่นที่เหม็น ติดทนนาน ต้องใช้เวลาสักพักเลยล่ะกว่ากลิ่นจะหมด อารมณ์ประมาณโดนน้ำปลาร้าหกใส่ (แต่กลิ่นสกังก์ไม่ได้หอมเหมือนกลิ่นปลาร้าหรอกนะ) แต่ในปัจจุบัน คนก็เริ่มเอ็นดูสกังก์มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะถ้าหากมันไม่ได้ถูกคุกคามจนปล่อยสารเหลวกลิ่นเหม็นออกมาแล้ว สกังก์ก็เป็นสัตว์ที่น่ารักชนิดหนึ่งเลยล่ะ รูปลักษณ์ภายนอกที่มีขนฟูฟ่อง สีขาวสลับดำแต่ไม่ได้ดูน่ากลัว ตาสุดแสนจะแป๋วแหวว พฤติกรรมที่ไม่ได้โหดร้ายถึงขั้นวิ่งไล่กัดใคร จนหลายๆ คนในบางประเทศ เริ่มนำสกังก์มาดูแลเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านกันแล้วล่ะ   4. แมลงตด (Bombardier Beetle) เป็นสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง ที่คนไทยอย่างเรารู้จักกันดี และเพียงแค่ชื่อของมัน ก็ทำให้คนที่ได้ยินรู้ซึ้งถึงกิตติศัพท์ และไม่อยากเข้าใกล้ทันที สาเหตุที่มันถูกเรียกว่า แมลงตด นั้น เพราะยามเมื่อมันพ่นของเหลวมีกลิ่นออกมา มันไม่ได้พ่นเงียบๆ หรือมีเสียงเหมือนกับงูพ่นพิษ หรือสัตว์อื่นพ่นสารเหลว แต่มันพ่นออกมาด้วยเสียงที่คล้ายกับการผายลม ตดนั่นแหละ มันเลยได้ชื่อว่า แมลงตด และสารเหลวที่มีกลิ่นเหม็นของมัน ไม่ได้มีดีเฉพาะกลิ่น แต่ยังเป็นพิษรุนแรงในระดับที่สามารถให้ผิวหนังของมนุษย์เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนคล้ายถูกกรดได้ หรือถ้าหากโชคร้าย ถูกแมลงตดพ่นสารเหลวใส่ดวงตาเข้าล่ะก็ ส่งผลให้ตาบอดและเสียชีวิตได้เลย สาเหตุเป็นเพราะ สารเหลวที่มีพิษและกลิ่นเหม็นของมัน เกิดจากการผสมกันระหว่างสารพิษไฮโดรควิโนน และ สารพิษไฮโดนเจนเปอร์ออกไซด์ และเมื่อมันต้องการจะปล่อยออกมา สารพิษทั้ง 2 ตัว ก็จะไปผสมดกับเอนไซม์ที่มีในร่างกาย ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เป็นสารพิษ และ ความร้อน ขึ้นในเวลาเดียวกัน นอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นฉุน ชวนปวดหัวแล้ว ยังทำให้ปวดแสบปวดร้อนอีก ใครที่เจอเจ้าแมลงตัวนี้ ก็อย่าได้คิดจะต่อสู้กับมันเลยนะ   5. วูลเวอรีน (Wolverine) แม้จะมีชื่อคล้ายกับซูเปอร์ฮีโร่ชื่อดัง แต่ลักษณะต่างๆ ของเจ้าวูลเวอรีนสุดเหม็นนี้ ไม่ได้ใกล้เคียงกับซูเปอร์ฮีโร่ชื่อดังคนนั้นเลย หลายคนอาจจะรู้จักชื่อนี้ในฐานะซูเปอร์ฮีโร่ แต่ไม่เคยรู้จักในฐานะสัตว์โลก และไม่รู้จักกับกลิ่นเหม็นของมันด้วย มารู้จักกับเจ้าวูลเวอรีนที่มีกลิ่นเหม็นจนติดอันดับนี่กันดีกว่า วูลเวอรีน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงศ์เพียงพอน (เช่น นาก) ถึงภายนอกมันจะดูเป็นสัตว์ขนฟูน่ารัก ขนาดกำลังน่าฟัด แต่อุปนิสัยของมันตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เพราะมันได้รับฉายาว่า "จอมตะกละ" วูลเวอรีนเป็นสัตว์กินเนื้อ มักจะชอบล่าเหยื่อที่อ่อนแอกว่าเป็นอาหาร ไม่เว้นแม้กระทั่งสัตว์ที่กำลังจำศีลหรือนอนหลับอยู่ และมันยังเป็นสัตว์ที่แข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ วูลเวอรีนสามารถโค่นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเองหลายเท่า เช่น กวางมูส กวางแคริบูได้! ด้วยขากรรไกรที่แข็งแรง กรงเล็บอันแหลมคม แถมผิวหนังของมันก็ยังหนามาก เรียกได้ว่า มีความสามารถทั้งบุกรุกและตั้งรับ มาถึงตรงนี้คงสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะว่า ทำไมเจ้าวูลเวอรีนถึงติดอันดับสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็น เพราะสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นชนิดอื่น ใช้กลิ่นเหม็นเพื่อป้องกันตัวเองจากนักล่า แต่เจ้าวูลเวอรีนที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ทำไมถึงตัวเหม็นล่ะ? จุดประสงค์การใช้กลิ่นเหม็นของวูลเวอรีน จะแตกต่างจากสัตว์อีก 4 ชนิดที่ติดอันดับนี้ โดยวูลเวอรีน จะใช้กลิ่นในการแบ่งอาณาเขต ซึ่งกลิ่นของมันก็ไม่ได้น่าอภิรมย์ใจสักเท่าไหร่เลย เพราะกลิ่นของมันจะคละคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ แบบว่าถ้ามีวูลเวอรีนอาศัยอยู่ที่ไหน ที่นั่นจะไม่มีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจ รวมถึงยังทำกลิ่นบนอาหารที่มันกำลังกินอยู่ เพื่อแสดงถึงความเป็นเจ้าของอีกด้วย นี่ขนาดใช้กลิ่นแค่สร้างอาณาเขตนะ ไม่อยากจะคิดเลยว่า ถ้าในอนาคตเจ้าวูลเวอรีนมีวิวัฒนาการ สามารถใช้กลิ่นในการต่อสู้ล่าศัตรูได้ ถึงเวลานั้น กลิ่นมันจะนรกขนาดไหน!
บทความ

5สิทธิประโยชน์พิเศษของผู้บริจาคเลือด

เลือดถือเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย เป็นตัวกลางนำออกซิเจนและแร่ธาตุๆต่างไปหล่อเลี้ยงอวัยวะทั้งหมด และหากเราสูญเสียเลือดไปมากนั้น การรับนำเลือดคนอื่นเข้ามาเพื่อรักษาชีวิตเรา จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ในปัจจุบันประเทศไทยเรายังถือว่ามีเลือดสำรองไม่เพียงพอ เลือดที่บริจาคไปทั้งหมดถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วทั้วประเทศ พวกเราสลอตจึงขอทำบทความนี้ เพื่อเป็นการเชิญชวนพวกเราคนไทย ให้ไปบริจาคเลิอดกันเยอะๆ วันนี้เราจะมาพูดถึง สิทธิประโยชน์พิเศษที่คุณสามารถได้จากการบริจาคเลือด ว่ามีอะไรบ้างไปรับชมกันได้เลย   อ้างอิง : http://www.bcnr.ac.th/article/st.pdf   1. ผู้บริจาคโลหิต   ตั้งแต่  7 ครั้งขึ้นไป   สามารถขอใช้สิทธิ์    ช่วยเหลือค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษได้   ไม่เกินร้อยละ  50 2. ผู้บริจาคโลหิต   ตั้งแต่ 16 ครั้งขึ้นไป   สามารถขอใช้สิทธิ์    ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล  + ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร   ได้ร้อยละ  50 3. ผู้บริจาคโลหิต   ตั้งแต่ 24 ครั้งขึ้นไป   สามารถขอใช้สิทธิ์    ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล  100% + ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร   ได้ร้อยละ 50 4. ผู้บริจาคโลหิต   ตั้งแต่ 100 ครั้งขึ้นไป   สามารถขอใช้สิทธิ์   "ขอพระราชทานเพลิงศพ "    ได้เป็นกรณีพิเศษ   ** เฉพาะผู้บริจาคโลหิตเท่านั้น  ไม่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้   5. ผู้บริจาคโลหิต   ตั้งแต่ 9 ครั้งขึ้นไป   สามารถขอใช้สิทธิ์   ตรวจวิเคราะห์สารเคมีในโลหิตได้    เช่น   ตรวตจหาน้ำตาล , ไขมัน  , การทำงานของตับ  , การทำงานของไต   ฯลฯ    โดยผู้บริจาคโลหิตสามารถใช้สิทธิ์ได้   ปีละ  1 ครั้ง   แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เราจะได้จากการบริจาคเลือด นั่นก็คือ เราจะได้ช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ด้วยการทำสิ่งง่ายๆ แค่การบริจาคเลือดนั่นเอง อย่าลืมไปบริจาคเลือดกันนะ
บทความ

5ปัญหาทางเท้าที่ควรแก้ไข

ทางเท้าชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเอาให้ให้เท้าเดิน มันมีประโยชน์สำหรับเหล่าผู้คนที่ใช้เท้าเดินตามหาความฝัน ในยุคที่หลายคนเดินทางด้วยพาหนะต่างๆ ยังคงต้องมีทางเท้าไว้สำหรับเดินกันต่อไป แต่ในปัจจุบันทางเท้านั้น กลับไม่ได้ถูกดูแลให้ดี วันนี้เราจะมาพูดถึงปัญหาที่เราเจอเกี่ยวกับทางเท้า ว่ามีอะไรบ้างที่สมควรได้รับการแก้ไข ถ้าะพร้อมแล้วไปลุยกันเลย   1. ปัญหามอเตอร์ไซต์ขึ้นมาวิ่งบนทางเท้า ชื่อก็บอกว่าทางเท้า แต่กลับมีรถขึ้นมาได้ไง   2. ปัญหาร้านขายของตามทางเท้า หลายคนก็ค้องเคยเจออีกแหละ พี่เล่นมาขายของจนต้องเดินบนถนนหลบร้านพี่ ทำแบบนี้ต้องทำไงดีอ่ะ   3. ปัญหาเรื่องน้ำขังบนทางเท้า ทำไมทางเท้าถึงมีน้ำขัง แถมอยู่ใต้ก้อนอิฐอีกตะหาก ต้องมานั่งเดาก้อนไหนมีน้ำ   4. รถยนต์จอดบนทางเท้า มอไซต์ว่าหนักแล้ว เจอรถจอดขวางทางเดินเป็นไงล่ะ เราก็ต้องหลบไปเดินบนถนนอีกตามเคย   5. ขี้บนทางเท้า อาจะฟังดูไร้สาระ ถ้าคุณเหยียบเข้าล่ะ หลายคนก็ค้องเคยแหละ เหยียบขี้บนทางเท้าอ่ะ ล้างลำบากนะเห้ยยย
บทความ

5คำพูดบอกเลิกที่ยอดฮิตของคนไทย

การจีบกันในสังคมไทย เรียกได้ว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งได้เลย แต่ที่งดงดามไม่แพ้กัน ก็คือศิลปะการบอกเลิก หลายคนมักประสบปัญหาบอกเลิกไม่ขาด หรือไม่ก็ไม่รู้จะบอกเลิกอย่างไรให้อีกฝ่ายไม่เจ็บ หรือบางคนก็อยากบอกเลิกทีให้อีกฝ่ายเจ็บจนตายไปเลย ทีนี้เรามาดูกันว่า คำบอกเลิกแบบไหน ที่ยอดฮิตที่สุดในสังคมไทยกันบ้าง     1. เธอดีเกินไป คำบอกเลิกยอดฮิตสมัยพระเจ้าเหา ในสมัยนี้ก็ยังมีให้เห็น อะไรคือดีเกินไป อยากได้คนเลวๆทำไมไม่บอก คบๆกันก็บอกสิ อยากได้เลวกว่านี้ เดี๋ยวสลอตจัดให้   2. เราไปกันไม่ได้ เราไปกันไม่ได้ เราจะไปไหนกันอ่ะ เอาจริงๆ เราจะไปไหนกันยังไม่รู้เลย แล้วเธอรู้ได้ไงว่าเราไปกันไม่ได้ รถที่เต็มหรืออะไรก็บอกกันหน่อย มันต้องมีวิธีแก้สิน่า   3. เราคิดกับเธอแค่เพื่อน เห้ย!!! ทำไมคิดแค่เพื่อน ทั้งเลี้ยงข้าว เลี้ยงหนัง ไปรับไปส่งขนาดนี้ ได้แค่เพื่อน คิดแค่เพื่อนกัน เพื่อนกันมันต้องชวนไปกินหมูกระทะงี้ ชวนกันไปฟิตเนสนี่ แล้วก็จบปึ้ง เค้าไม่มาคุยไลน์ส่งสติกเกอร์ฝันดีทุกวันกันหรอก(โว้ย)   4. เป็นพี่น้องกันเถอะ พอๆกะข้อที่แล้ว พี่น้องอะไร อยากได้พี่น้องไปปรึกษาพ่อแม่ของเธอ ไม่ใช่มาบอกกันแบบนี้ พี่น้องกันจริงๆต้องนามสกุลเดียวกันนะ เธอจะเปลี่ยนมาใช้นามสกุลเราไหมล่ะ   5.เราท้อง จริงๆข้อนี้ไม่ใช้คำบอกเลิกหรอก แต่เห็นหลายคู่พอพูดแบบนี้ปุ๊บ รุ่งขึ้นฝ่ายผู้ชายหายวับไปหลายรายละ ได้ผลถึงขนาดลบเบอร์ ลบไลน์ ลบเฟสหนีไปเลย ใครอยากลองใช้ก็ลองดูได้นะครับ     สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนคิดดีๆก่อนจะบอกรักใครสักคน และคิดให้มากๆๆๆก่อนจะบอกเลิกใครสักคน เพราะการบอกเลิกมันอาจทำให้บางคนเจ็บเจียนตายได้ ไม่ใช่แค่คนที่ถูกบอกเลิกหรอกที่เจ็บ วันนึงแฟนเก่าเรามีแฟนไหมที่แซ่บกว่า กลับเป็นเราตะหากที่เจ็บกว่าก็เป็นได้ ทุกการจากลาเจ็บปวดเสมอ จงมีสติกับความรักกันนะครับ   อย่าลืมว่า ใครไม่รัก แต่สมรักนะครับ