5 สิ่งมีชีวิตที่ฆ่าคนตายมากที่สุดในโลก

5 สิ่งมีชีวิตที่ฆ่าคนตายมากที่สุดในโลก

1 สิงหาคม 2560

การสูญเสีย เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดมากที่สุด แต่เราก็ต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่างทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่าง เสียเหงื่อ, เสียสุขภาพ, เสียน้ำตา ไล่ไปจนสูญเสียครั้งรุนแรง เช่น เสียเพื่อนมนุษย์ เสียคนที่รักไป .. ซึ่งการที่มนุษย์เสียชีวิต ก็เข้าขั้นร้ายแรงเลยทีเดียว มีหลายสาเหตุด้วยกัน สาเหตุหลักคือ การถูกสิ่งที่มีชีวิตบนโลกด้วยกันฆ่า! แถมยังเสียชีวิตเพราะสาเหตุนี้เยอะด้วย!

 

อันดับที่ 5 แมลงวันเซ็ทซี

5 สิ่งมีชีวิตที่ฆ่าคนตายมากที่สุดในโลก

ไม่ค่อยคุ้นชื่อเท่าไหร่นัก เพราะเป็นแมลงวันขนาดกลางที่พบในทวีปแอฟริกาเท่านั้น ถึงแม้ว่ามันจะมีถิ่นอาศัยอยู่เพียงแค่ทวีปเดียว แต่มันก็คร่าชีวิตมนุษย์ไปถึง 10,000 คนต่อปีเลยทีเดียว! เนื่องจากมันเป็นพาหะนำเชื้อของ โรคเหงาหลับ อาการคือ มีไข้ ปวดศีรษะ ง่วงนอน หากง่วงนอนตลอดเวลา นั่นหมายความว่า จะไม่มีทางรักษาให้หายได้เลย และเสียชีวิตในที่สุด

 

อันดับที่ 4 สุนัข

5 สิ่งมีชีวิตที่ฆ่าคนตายมากที่สุดในโลก

ฟังดูไม่น่าเชื่อใช่มั้ยล่ะ? ว่าสุนัขที่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ เป็นสัตว์ที่ซื่อสัตย์ที่สุด กลับติดอันดับสิ่งมีชีวิตที่ฆ่าชีวิตมนุษย์มากที่สุดในโลก เนื่องจากการติดต่อของเชื้อพิษสุนัขบ้านั่นเอง ซึ่งโรคนี้ ทำให้คนเสียชีวิตมากถึง 25,000 ต่อปี ซึ่งถือว่าเยอะมาก

 

อันดับที่ 3 งู

5 สิ่งมีชีวิตที่ฆ่าคนตายมากที่สุดในโลก

สัตว์เลื้อยคลานที่หลายคนไม่กล้าเข้าใกล้กันอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีแบบทั้งสายพันธุ์ที่มีพิษ และไม่มีพิษ แต่ส่วนที่มีพิษนั้น ฆ่ามนุษย์ไปถึง 50,000 คนต่อปีเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น งูไทปัน ที่ปริมาณพิษเพียง 110 มิลลิกรัม สามารถฆ่าคนได้ถึง 100 คนในครั้งเดียว!

 

อันดับที่ 2 มนุษย์

5 สิ่งมีชีวิตที่ฆ่าคนตายมากที่สุดในโลก

แม้จะฟังดูน่าใจหาย แต่ก็เป็นเรื่องจริง.. เพราะนับวัน จิตใจมนุษย์ยิ่งหยาบกระด้างขึ้นทุกวัน ฆ่ากันเป็นผักเป็นปลา โดยสถิตินี้ รวบรวมถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเพราะฝีมือมนุษย์ด้วย นอกจากนี้ ยังรวบรวมจากการเสียชีวิตจากสงคราม, อาชญากรรม, ฆาตกรรม ฯลฯ ซึ่งมนุษย์ฆ่ากันเองมากถึง 475,000 คนต่อปี ซึ่งทิ้งห่างจากอันดับที่ 3 มากโข

 

อันดับที่ 1 ยุง

5 สิ่งมีชีวิตที่ฆ่าคนตายมากที่สุดในโลก

เป็นไปตามที่หลายคนคาดไว้! เนื่องจากยุงเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีถิ่นอาศัยอยู่ทั่วโลก! ถึงแม้ว่าจะมีหลากหลายสายพันธุ์แตกต่างกันไปในแต่ละมุมโลก แต่สิ่งที่เหมือนกันทุกสายพันธุ์คือ การมีหาพะนำโรคสุดแสนจะอันตราย ที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็น มาลาเรีย, ไข้เลือดออก ฯลฯ ซึ่งทำให้มีมนุษย์เสียชีวิตมากถึง 725,000 คน และมีการประมาณกันว่า มีมนุษย์เสียชีวิตเพราะยุงมากถึง 1 คนต่อ 1 นาทีกันเลยทีเดียว! ระวังตัวกันด้วยจ้า!

 

ยังไงทุกคนก็ต้องระวังตัวด้วยนะครับ

โดยเฉพาะเจ้ายุงร้ายเนี่ย

เห็นว่ามันกัดนิดกัดหน่อยคันๆไม่เป็นไร

จริงๆถึงตายได้เลยนะครับ

เพราะฉนั้น

สปอร์นเซอร์ยากันยุงก็สามารถติดต่อพวกเราได้เลยนะครับผม

ขอบคุณครับ

 

แนะนำบทความที่คุณน่าจะชอบ
บทความ

5 อนิเมะสงครามกองอวยที่รุนแรงที่สุด

นอกจากแฟนการ์ตูน จะเสพเนื้อหาหลักของการ์ตูนแต่ละเรื่องที่แตกต่างกันออกไปแล้ว เช่น ถ้าเป็นแนวแอ็คชันก็เสพความสะใจ ถ้าเป็นแนวดราม่าก็ต้องเตรียมทิชชู่ไว้ลังนึง เสพความปวดตับเข้าร่างกาย แต่สิ่งที่บรรดาการ์ตูนมีคล้ายกันทุกเรื่องก็คือ สงครามกองอวย สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ติดตามอ่านการ์ตูนคงจะไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร สลอตจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า การ์ตูน มังงะ อนิเมะแต่ละเรื่อง ที่ยังไม่มีบทสรุปว่า สรุปแล้วพระเอกลงเอยกับใคร แฟนการ์ตูนมักจะเชียร์ให้ตัวละครที่ชอบได้กับพระเอก ซึ่งแต่ละคนจะเชียร์ไม่เหมือนกัน เช่นเรื่องโคนัน บางคนก็เชียร์ให้โมริ รัน คู่กับโคนัน บางคนก็เชียร์ให้ไฮบาระคู่กับโคนัน ประมาณนี้ เรื่องที่ยกตัวอย่างมา แฟนคลับก็ปะทะกันไม่ค่อยแรงเท่าไหร่หรอก แต่มีอนิเมะอีกหลายเรื่อง ที่มีแฟนคลับเชียร์ตัวละครที่ตัวเองชอบกันแรงมากก!! ไปปะทะ ไปเถียงกับคนที่เชียร์คนอื่นรุนแรงมากกก จนมีคนตั้งชื่อพฤติกรรมเหล่านี้ว่า "สงครามกองอวย" นั่นเอง เทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับเวลาที่เราดูซีรีส์แล้วเชียร์คู่จิ้นให้ได้กันจริงๆ นั่นแหละ! มาดูกันว่า มีเรื่องอะไรที่กองอวยมีความรุนแรงถึงขั้นเป็นสงครามกันบ้าง   5. Ichigo 100% อนิเมะแนวโรแมนติก, คอมเมดี้ และดราม่า ที่ถึงแม้ว่ากองอวยจะมีตัวละครให้เลือกอวยเพียงแค่ 4 ตัวละคร ซึ่งถือว่าไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับอนิเมะสงครามกองอวยเรื่องอื่น แต่เมื่อเทียบตอนจบของสงครามกับเรื่องอื่นแล้ว ความรุนแรงของ Ichigo 100% นับว่าสร้างความเสียหายให้กับกองอวยได้มหาศาล โดย Ichigo 100% มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระเอกที่อยากทำความฝันตัวเอง คือการเป็นผู้กำกับ สาวๆ ทั้ง 4 คนก็มีคาแรคเตอร์ที่ต่างกันออกไป คนหนึ่งมีความฝันเดียวกับพระเอก, คนหนึ่งเป็นสาวป็อบประจำโรงเรียน คนหนึ่งหลงรักพระเอกหัวปักหัวปำ และคนสุดท้ายสนิทสนมกับพระเอกมากที่สุด เรียกได้ว่าทุกตัวละครมีแนวโน้มที่จะคู่กับพระเอกได้หมด แม้ว่าตอนช่วงท้ายของเรื่อง ตัวละครจะโดนตัดโอกาส จนเหลือแค่นางเอกหลักให้เลือกเพียง 2 คน แถมบทของเรื่องก็ส่งหนักมาก จนเราคิดว่า คนนี้แหละ ที่จะได้คู่กับนางเอกในตอนจบ! แต่เมื่อเนื้อเรื่องเดินทางมาถึง ตอนสุดท้าย ฉากสุดท้าย กองอวยกลับล้มตายกันระเนระนาด! เพราะเนื้อเรื่องหักความรู้สึกคนดูแบบแหกโค้งไปเลย! กระทั่งคนที่อวยชนะ ก็ยังออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ยังรู้สึกปวดตับกับตอนจบเลย ถึงคนที่ตัวเองเชียร์จะได้กับพระเอกก็เถอะ Ichigo 100% จึงเป็นอนิเมะสงครามกองอวย ที่มีพลังทำลายล้างมากที่สุด ถึงแม้ว่าระหว่างสงคราม จะดูไม่ค่อยรุนแรงสักเท่าไหร่ แต่ดาเมจหลังจากจบเนื้อเรื่อง กลับส่งผลจนไม่ว่าจะอวยคนไหน ก็ล้วนแต่ปวดตับกันทั้งสิ้น แต่เรื่องนี้ตัวละครน่ารัก ลายเส้นน่ารักมาก หลายคนน่าจะยังไม่เคยอ่านและไม่เคยดู ถ้าเป็นมังงะ มีแค่ประมาณ 170 ตอนเท่านั้น อ่านวันเดียวก็จบแล้ว ลองไปอ่านแล้วเลือกกองอวยดู ว่าจะเลือกอวยใคร แล้วมาทายกันว่าใครจะได้คู่กับพระเอกในตอนสุดท้าย   4. Ore No Imouto ga Konnani Kawaii Wake go Nai อีกหนึ่งอนิเมะในตำนาน โดยเรื่องนี้มีชื่อย่อคือ Oreimo และมีชื่อไทยคือ น้องสาวผมไม่น่ารักขนาดนั้นหรอก! เป็นอนิเมะเรื่องแรกๆ ที่บุกเบิกอนิเมะที่มีชื่อย๊าวยาว และในช่วงที่ออกฉายแรกๆ เนื้อหาของเรื่องนี้เป็นที่ฮือฮาเป็นอย่างมาก พระเอกของเรื่องเป็นเด็กหนุ่ม ม.ปลาย ธรรมดา มีน้องสาวสุดสวยดีกรีเป็นนางแบบ เพียบพร้อมไปซะทุกด้าน แน่นอนว่าเขากับน้องสาวต่างกันมากในแง่ความเพอร์เฟคท์ ทั้งคู่จึงกัดกันตลอดเวลา แต่น้องสาวดันมีความลับสุดประหลาด คือน้องสาวของเขาเป็นโอตาคุเต็มขั้น! จากที่พระเอกกับน้องสาวไม่ถูกกัน แต่เมื่อล่วงรู้ความลับดังกล่าว ด้วยความที่เป็นพี่ชาย เขาก็ต้องพยายามหาสังคมที่เหมาะกับน้องสาวให้ได้ ซึ่งจากการกระทำดังกล่าว ก็เปิดทางให้มีตัวละครใหม่ๆ ที่น่าอวยให้เป็นนางเอกขึ้นมา เมื่อรวมน้องสาวที่เป็นตัวละครหลักฝ่ายหญิงแล้ว ตัวละครที่สามารถอวยให้เป็นนางเอกได้ มีทั้งหมด 5 ตัวละครด้วยกัน ครบทุกคาแรคเตอร์ที่คนชอบดูการ์ตูนใฝ่ฝันเลยล่ะ มีทั้งสาวซึนเดเระ, โลลิค่อน, ยันเดเระ หรือแม้กระทั่งสาวที่แต่งหน้าแต่งตัวได้ราวกับเป็นคนละคน รวมถึงสาวที่จริงจังกับชีวิต ด้วยตัวละครที่ว่ามา ทำให้ Oreimo เป็นที่พูดถึงทั้งในแง่ของเนื้อหาและกองอวย เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เบิกทางให้อนิเมะสายกองอวยเริ่มมาแรงขขึ้นในยุคดังกล่าว ใครที่ทันเรื่องนี้ออกอากาศแบบเรียลไทม์น่าจะเคยผ่านประสบการณ์ที่ว่า เถียงกับเพื่อนว่าใครจะเป็นนางเอกดี เพราะเรื่องนี้ เดานางเอกยากจริงๆ ในความคิดเห็นของสลอต เพราะแต่ละคนไม่ได้เป็นคนที่ดูจะเข้ากับพระเอกได้ เนื่องจากแต่ละคนเข้ามาหาจากทางน้องสาวเสียมากกว่า พูดง่ายๆ คือไม่มีใครมีแววเลยว่าจะคบหากับพระเอกของเราได้นั่นแหละ แต่สุดท้ายก็มีนะ (ปล. เรื่องนี้สลอตอวยถูกคู่ ชนะสงครามจ่ะ ฮรี่ๆ)   3. Naruto หนึ่งในอนิเมะในตำนาน ที่มีคนติดตามทั่วโลกหลายล้านชีวิต แม้ว่าจะเพิ่งจบบริบูรณ์ไปได้ไม่นาน แต่ทุกวันนี้ก็ยังฮอตอยู่ ถึงแม้ว่าภายนอกจะเป็นอนิเมะธรรมดา ที่ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากเรื่องสงครามกองอวย แบบว่า เนื้อเรื่องมันไม่ได้เน้นเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครมากเท่าเรื่องอื่น แต่ดันเป็นอนิเมะที่มีสงครามกองอวยรุนแรงมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ เพราะพระเอกของเรา นารูโตะ น่าจับคู่ไปซะทุกคนเลย คู่ที่คนนิยมจับคู่ที่สุดก็คือเป็น นารูโตะ x ซากุระ (บางคนก็ นารูโตะ x ซาสึเกะ) และเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีให้เลือกจับคู่แค่คู่เดียว เพราะตัวละครชาย - หญิงทุกตัวละครในเรื่อง ดูสนิทสนมกันหมด จะจับใครจิ้นกับใครก็สะดวก บ้างก็รู้จักกันมาแต่เด็ก บ้างก็คู่กัดกัน บ้างก็แอบรักกันมาตลอด อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สงครามกองอวย นารูโตะ รุนแรงกว่าที่คิด นั่นก็เพราะนารูโตะเป็นอนิเมะที่อยู่เคียงข้างเราตั้งแต่สมัยเด็ก คือแต่ละคนจะปักธงเชียร์คู่ของตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก ฝังลึกลงไปในจิตใจว่าคนนี้ต้องคู่กับคนนี้เซ่! พอโตมา เจอเพื่อนที่ชอบนารูโตะเหมือนกัน เพื่อนกลับเชียร์อีกคนให้มาคู่กับคนของเรา ความชอบ การปักธงเชียร์ตั้งแต่ยังเด็กที่ฝังรากลึกไปแล้ว ส่งผลให้หลายคนเกิดอารมณ์ปะทุขึ้นมา เถียงกับเพื่อนว่า ต้องคู่กับคนนี้วร้อยยย!! นั่นแหละ.. แถมด้วยเนื้อเรื่องที่สุดแสนจะยาวนาน ยิ่งตอนเยอะ เนื้อหาหลักยิ่งเข้มข้นแล้ว แต่สงครามกองอวยดันเข้มข้นกว่าซะงั้น พอกลางเรื่อง อ้าว คู่เราดันทำท่าจะสนิทกับคนนี้มากกว่า พอท้ายเรื่อง อ้าว ดันไปสนิทกับคนโน้นอีก นั่นแหละ (อีกที) .... นารูโตะจึงติดอันดับสงครามกองอวยที่รุนแรงที่สุดมาเป็นอันดับที่ 3   2. Bleach อนิเมะอีกหนึ่งเรื่องในตำนาน ที่สงครามกองอวยมีความรุนแรงพอๆ กับเรื่องนารูโตะ ด้วยสาเหตุที่ใกล้เคียงกันคือ มีเนื้อเรื่องที่ยาว อยู่กับเรามาตั้งแต่เด็ก จนความเป็นกองอวยมันฝังลึกลงไปในจิตใจ แต่สาเหตุที่สลอตตัดสินใจให้ Bleach เป็นอนิเมะที่มีสงครามกองอวยรุนแรงกว่านารูโตะ เพราะสลอตพ่ายแพ้ในสงครามกองอวยครั้งนี้ ... ล้อเล่น! สลอตมองว่า คนเขียน Bleach จับคู่ให้ตัวละครอย่างชัดเจนมากกว่านารูโตะ และมีโมเมนต์ระหว่างตัวละครที่สามารถคิดในแง่ชู้สาวมากกว่านารูโตะ แม้กระทั่งคนที่ไม่เคยดู Bleach ยังสงสัยเลยว่า คนนี้คู่กับคนนี้หรอ เพราะไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ออกฉากคู่กันตลอด อย่างนารูโตะมันยังเป็นเพื่อนพ้องใช่มั้ยล่ะ แต่ Bleach เนี่ย มันนำเสนอให้ตัวละครชาย - หญิงอยู่ด้วยกันมากกว่า อีกสาเหตุหนึ่งที่สลอตยกให้ Bleach มาเป็นอันดับที่ 2 เพราะบทมันโคตรจะส่งให้นางเอกที่แท้จริง.. เอ้ย ตัวละครหญิงอีกคนหนึ่ง มันดูคู่ควรกับพระเอกมาก! ทั้งเรื่องนิสัย การอยู่ร่วมกัน พลังที่โคตรจะคล้ายกัน จนช่วงนั้นกองอวยฉลองรัวๆ ว่า คู่ที่ตรูเชียร์ชนะแล้ววร้อยยย!! แต่สุดท้าย กองอวยตายกันเป็นแถว เพราะผลสรุปแทบไม่ตรงกับที่หลายคนอวยเอาไว้เลย ที่บอกว่าสลอตพ่ายแพ้ในศึกนี้น่ะ เรื่องจริงนะ    ช้ำใจมาก เดินทางมาถึงอันดับที่ 1 แล้ว สลอตเชื่อว่า ใครที่ติดตามดูอนิเมะแบบเรียลไทม์ และมักจะเข้าเว็บบอร์ดต่างๆ เพื่อนั่งอ่านความคิดเห็นของแฟนการ์ตูนด้วยกันแล้ว ต้องรับรู้ความรุนแรงของสงครามกองอวยเรื่องนี้เป็นแน่ เรื่องนั้นก็คือ   1. Nisekoi เมื่อเทียบกับอันดับที่ 2 และอันดับที่ 3 Nisekoi ถือเป็นอนิเมะเรื่องที่ค่อนข้างจะใหม่ เพิ่งฉายได้ไม่นานมาก แต่เมื่อเทียบความรุนแรงแล้ว สงคราม Nisekoi โคตรจะรุนแรง!! พูดถึงคนที่สามารถเป็นนางเอกได้ก่อนเลย เรื่องอื่นอย่างมากก็มีประมาณ 4-5 คน ไม่เกินจากนี้ (ไม่นับแนวฮาเร็มอย่างพวกเนกิมะ ไรงี้นะ) แต่สำหรับ Nisekoi รวมทั้งเรื่องแล้ว ตัวละครที่สามารถอวยให้เป็นนางเอกได้ มีถึง 8 คนด้วยกัน!! สำหรับคนที่ไม่เคยดู แต่อ่านถึงตรงนี้ก็น่าจะปวดหัวแล้ว บางคนอาจจะคิดว่า มีตั้ง 8 คน บทของแต่ละคนก็น่าจะมีความสำคัญไม่เท่ากัน น่าจะเดานางเอกง่ายสิ ขอบอกว่า ไม่เลย! ด้วยความที่ Nisekoi เป็นอนิเมะแนวเลิฟคอมเมดี้เน้นๆ ตัวละครทุกตัวจึงมีโอกาสวนเวียนอยู่กับพระเอกเท่าเทียมกัน! ถ้าซื้อหนังสือมาอ่าน จะรู้เลยว่า ตัวละครหญิงทุกตัวที่สามารถอวยให้เป็นนางเอกได้ สลับกันขึ้นหน้าปกแต่ละเล่มเลย! เล่มไหนใครมาแรง คนนั้นก็ได้ขึ้นหน้าปก! ทุกตัวละครก็มักจะมีโมเมนต์น่ารักๆ โดนพระเอกขโมยหัวใจทุกคน รวมถึงแต่ละคนยังมีพันธะสัญญาที่ผูกพันกับพระเอกมาตั้งแต่สมัยเด็กเกือบทุกคน!! บ้างก็เป็นคู่หมั้น บ้างก็สัญญาไว้แล้วว่าจะแต่งงาน บ้างก็แอบรักมาตั้งแต่เด็ก แน่นอนว่าบทมันส่งมาขนาดนี้แล้ว สงครามกองอวย Nisekoi โคตรจะดุเดือด! ถึงขั้นมีการตัดต่อการ์ตูนเรื่อง 'สามก๊ก' มาดัดแปลงให้เข้ากับสงครามกองอวยจากเรื่อง Nisekoi ใครอวยคนไหน ก็ไปเลือกอยู่ก๊กนั้นๆ เป็นกองทัพ พอตอนใหม่ของ Nesekoi ปล่อยออกมา ก็จะรู้ว่าทัพไหนได้เปรียบ ทัพไหนพ่ายแพ้ อธิบายแบบนี้คงไม่เข้าใจ แนะนำให้ลองเสิร์ชหาในกูเกิ้ลว่า 'Nisekoi สามก๊ก' กระทู้จาก Pantip ที่ขึ้นมาอันแรกๆ นั่นแหละ กดเข้าไปดูได้เลย แค่นั้นก็รับรู้ถึงความดุเดือดของสงครามครั้งนี้แล้ว อีกหนึ่งเสน่ห์ของสงครามกองอวยเรื่อง Nisekoi คือการที่แต่ละทีมไม่ยอมเรียกคนที่ตัวเองอวยตามชื่อตัวละคร แต่จะใช้สีผมเป็นชื่อทีมแทน เช่น เชียร์หัวเหลือง, หัวดำต้องชนะศึกครั้งนี้!! หัวส้มต่างหากล่ะนางเอก!! , หัวน้ำเงินสิต้องชนะ!! (อย่าถามว่าทำไมถึงอินจัด สลอตเคยอยู่ในสงครามนี้มาก่อน) หลายคนที่ไม่อ่านการ์ตูนเลย ก็ยังพอรับรู้ถึงความรุนแรง สลอตโดนเพื่อนถามบ่อยมาก ว่าหัวเหลือง หัวดำ มันคืออะไร? ละครหรอ? และก็ไม่อยากจะอวดว่า นี่เป็นอีกสงครามหนึ่งที่สลอตชนะ!! (ส่วนเรื่องอื่นที่ไม่อวด ไม่พูดถึง แปลว่าแพ้นะ ปล่อยมันๆ)
บทความ

5 ข้อเท็จจริงการคุมกำเนิดป้องกันได้ 100% หรือไม่?

  การคุมกำเนิด เป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม ไม่สนใจจะศึกษา แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด แต่กลับเป็นสิ่งที่คนไม่สนใจจะศึกษามากที่สุด จนทำให้หลายต่อหลายคนคุมกำเนิดด้วยวิธีการผิดๆ และส่งผลเสียทั้งสุขภาพของผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ รวมถึงเกิดการผิดพลาดในอัตราที่สูงมาก จนทำให้หลายคนสงสัยว่า แล้วสรุปการคุมกำเนิดเนี่ย มันป้องกันได้จริงรึเปล่า ทำไมหลายคนยังตั้งครรภ์อยู่ทั้งที่ใช้วิธีการคุมกำเนิดหลายต่อหลายวิธีแล้ว มาหาคำตอบพร้อมๆ กับสลอตกันดีกว่า   1. การคุมกำเนิดคืออะไร ก่อนจะมาตามหาข้อเท็จจริงว่า การคุมกำเนิดนั้นป้องกันได้ 100% มั้ย เราต้องมารู้จักการคุมกำเนิดกันก่อน ถึงมันจะเป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับใครหลายคน หรืออาจจะเป็นเรื่องที่หลายคนคิดว่า ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่มีคนจำนวนมาก ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการคุมกำเนิดอยู่ การคุมกำเนิด คือการป้องกันระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เพื่อไม่ให้ตั้งครรภ์ คนส่วนมากมีอารมณ์ทางเพศต้องการอยากจะมีเพศสัมพันธ์ แต่หลายคนก็ไม่อยากมีบุตร ด้วยหลากหลายเหตุผล เช่น ไม่มีเวลา, ไม่มีทุนทรัพย์, ไม่อยากมีลูก, สภาพแวดล้อมไม่พร้อม ฯลฯ ถ้าหากไม่มีการคุมกำเนิด ก็จะเกิดปัญหามากมาย เช่น ประชากรมากเกินไป, ทรัพยากรไม่พอกับปริมาณคน ฯลฯ การคุมกำเนิด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ด้วยความที่การคุมกำเนิดเป็นสิ่งที่สำคัญ จึงมีการคิดค้นการคุมกำเนิดด้วยวิธีต่างๆ ที่แตกต่างกัน ตามสะดวกของแต่ละคนว่าถนัดอะไร ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด คือการสวมถุงยางอนามัย เพราะมีขายแทบจะทุกที่ ทุกสาขาของร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมันบางปั๊มก็มีถุงยางอนามัยหยอดตู้ขาย ส่วนสาวๆ ก็มีวิธีการป้องกัน นั่นก็คือ ยาคุมกำเนิด แต่มีบางคนที่คุมกำเนิดระหว่างมีเพศสัมพันธ์แล้ว ก็ยังพลาดตั้งครรภ์ได้ เรามาหาคำตอบกันว่าทำไม   2. วิธีใดเสี่ยงตั้งครรภ์มากที่สุด การคุมกำเนิดที่มีหลากหลาย ย่อมมีวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และวิธีที่เสี่ยงตั้งครรภ์มากที่สุด สลอตจะพูดถึงวิธีที่เสี่ยงตั้งครรภ์มากที่สุด นั่นก็คือ วิธีการใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิ หลายคนไม่ทราบว่ามีวิธีการคุมกำเนิดวิธีนี้ ไม่ทราบก็ดีแล้ว เพราะวิธีการป้องกันวิธีนี้ เป็นวิธีที่เสี่ยงที่สุด โดยวิธีการใช้ คือการใส่ยาในช่องคลอดของเพศหญิง ก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ เพื่อให้ตัวยาทำลายหรือฆ่าเชื้ออสุจิหลังจากการมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง ฟังดูอาจจะเข้าท่า เพราะนอกจากจะง่ายแล้ว ยังเป็นวิธีที่มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด แต่จากการสำรวจ พบว่า มีโอกาสมากถึง 28% ที่การป้องกันล้มเหลวจนเกิดการตั้งครรภ์ หรือนับเป็น 1 ใน 3 คนจากผู้ที่คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้เลยทีเดียว นับว่ามีโอกาสเสี่ยงสูงมาก อีกวิธีหนึ่งที่คนนิยมทำกัน แต่อัตราเสี่ยงตั้งครรภ์สูงมาก นั่นก็คือการหลั่งนอก การหลั่งนอก คือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ทั้งไม่สวมถุงยาง และไม่ทานยาคุม เหมือนการมีเพศสัมพันธ์เพื่อที่จะมีลูกตามปกติ แต่ตอนใกล้จะเสร็จกิจก็เลือกที่จะหลั่งข้างนอกแทนที่จะหลั่งข้างในเท่านั้น หลายคนมีความเชื่อว่า ถ้าไม่หลั่งข้างในตอนเสร็จกิจ ก็ไม่ท้องแล้ว เพราะน้ำอสุจิไม่ได้เข้าไป แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ ก็มีโอกาสที่อสุจิจะหลุดเข้าไปในช่องคลอด พร้อมกับน้ำหล่อลื่น และบางคนก็หลั่งนอกไม่ทัน ส่งผลให้การป้องกันโดยการหลั่งนอก มีโอกาสเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์สูงถึง 22% หรือ 1 ใน 4 คนที่เลือกใช้วิธีนี้เลยทีเดียว   3. วิธีใดปลอดภัยมากที่สุด มาถึงตรงนี้คงสงสัยแล้วว่า การป้องกันใดปลอดภัยมากที่สุด? วิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยมาก มีโอกาสพลาดต่ำมาก มีทั้งหมด 6 วิธีด้วยกัน วิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยมากที่สุด คือการฝังยาคุมกำเนิด การฝังยาคุมกำเนิด จะต้องฝังในเพศหญิงเท่านั้น โดยแพทย์จะทำการฝังยาคุมกำเนิดบริเวณต้นแขนด้านใน ตัวยาที่ฝังลงไปจะค่อยๆ ทยอยปล่อยฮอร์โมนสำหรับคุมกำเนิดออกมาเรื่อยๆ ระยะเวลาการใช้งานของยาฝังคุมกำเนิด ใช้ได้หลายปีเลยทีเดียว และมีโอกาสเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์เพียง 0.05% หรือ 1 ใน 2,000 คนที่เลือกใช้วิธีการฝังยาคุมเท่านั้นที่จะพลาดท้อง ถือว่าเป็นวิธีการป้องกันที่มีความปลอดภัยสูงมาก อีกวิธีหนึ่งที่ปลอดภัยมาก ที่สลอตจะแนะนำก็คือ การทำหมันชาย เป็นวิธีที่ผู้ชายหลายคนไม่อยากทำ แต่นี่เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ปลอดภัยที่สุด วิธีการคือ แพทย์จะทำการตัดและผูกท่อทางเดินของเชื้ออสุจิ เพื่อไม่ให้เชื้ออสุจิเดินทางออกมาจากอวัยวะเพศชาย จนเดินทางเข้าไปในช่องคลอดของเพศหญิงได้ วิธีการนี้ไม่ได้ทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศอย่างที่หลายคนเชื่อกัน อสุจิยังมีเหมือนเดิม แต่ไม่สามารถเดินทางออกมาได้เท่านั้นเอง วิธีการนี้ มีโอกาสพลาดตั้งครรภ์เพียง 0.15% หรือคนที่ทำหมันชาย มีเพียง 1 ใน 666 คนเท่านั้น ที่จะมีโอกาสพลาดตั้งครรภ์ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีเปอร์เซนต์ความปลอดภัยสูงมาก   4. สรุปแล้วสามารถป้องกันได้ 100% หรือไม่ หากได้อ่านข้อมูลที่สลอตนำเสนอแล้ว จะทราบเลยว่า ไม่มีวิธีใดที่จะสามารถป้องกันได้ 100% จริงๆ มันก็มีนะ โดยวิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยที่สุด คือการไม่มีเพศสัมพันธ์เลย เมื่อไม่มีเพศสัมพันธ์ ก็ไม่ต้องมานั่งระแวงว่าท้องไหม ไม่ได้กวนนะ ก็มันปลอดภัยจริงๆ ! แม้แต่วิธีที่ปลอดภัยที่สุด อย่างการฝังยาคุมกำเนิด ก็มีโอกาสพลาด 0.05% ซึ่งก็แปลว่ามีโอกาสพลาดตั้งครรภ์อยู่ดี หรือวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด อย่างการให้เพศชายสวมถุงยางอนามัย ก็มีโอกาสพลาดถึง 18% หรือ 1 ใน 5 คนที่ใช้วิธีสวมถุงยาง จะมีโอกาสตั้งครรภ์ รวมถึงวิธีการกินยาคุมกำเนิดแบบรายเดือน ก็มีโอกาสพลาดถึง 9% หรือ 1 ใน 11 คนที่ใช้กินยาคุมกำเนิดจะมีโอกาสตั้งครรภ์ รวมๆ แล้วก็แปลว่า ไม่ว่าเราจะคุมกำเนิดด้วยวิธีที่ปลอดภัยมากแค่ไหน แต่เมื่อเรามีเพศสัมพันธ์ การคุมกำเนิดนั้นก็มีโอกาสที่จะผิดพลาด จนสามารถตั้งครรภ์ได้ทุกวิธี ฉะนั้น เวลามีข่าวว่ามีคนพลาดท้องขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่าไปว่าเขาว่าทำไมไม่ป้องกันเลย เพราะไม่มีวิธีการคุมกำเนิดวิธีไหนที่จะสามารถป้องกันได้ 100% ทุกวิธีมีโอกาสพลาดได้ไม่มากก็น้อย อย่างที่สลอตบอกไปตอนแรกนั่นแหละ ว่าถ้าไม่อยากมานั่งลุ้นว่าจะพลาดมั้ย ถ้ายังไม่พร้อมทั้งเรื่องเงิน วุฒิภาวะ สภาพแวดล้อม ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีเพศสัมพันธ์ ป้องกันไว้ตั้งแต่แรก ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมดีกว่าเนาะ   5. แล้วเราควรคุมกำเนิดไหม เชื่อว่ามาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มลังเลใจว่าสรุปแล้วต้องคุมกำเนิดไหม เพราะไม่ว่าจะวิธีการคุมกำเนิดไหนๆ ก็ไม่ได้ผล 100% ยังไงก็มีโอกาสตั้งครรภ์อยู่แล้ว ขอบอกเลยว่า ห้ามคิดที่จะไม่ป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์เด็ดขาด! เพราะการคุมกำเนิดบางวิธี ก็สามารถป้องกันโรคติดต่อได้ เช่น การสวมถุงยาง การคุมกำเนิดด้วยวิธีทานยาคุม หรือฝังยาคุม ก็สามารถปรับฮอร์โมนให้คงที่ได้ และการป้องกัน ย่อมดีกว่าไม่ป้องกันอยู่แล้ว เปรียบเสมือนเราที่กำลังจะข้ามแม่น้ำ ถ้าเราคิดว่ายังไงก็มีโอกาสจม ว่ายๆ ไปเลยเถอะโดยไม่หาวิธีป้องกันไม่ให้ตัวเองจมน้ำ เราก็จะมีโอกาสจมสูงมาก แต่ถ้าเราป้องกันหาความปลอดภัยให้ตัวเอง เช่น สวมห่วงยาง, สวมเสื้อชูชีพ ก็จะลดโอกาสในการจมน้ำ มีความปลอดภัยมากขึ้น นั่นแหละ เหมือนๆ กันนั่นแหละ เข้าใจสิ เข้าใจ หรืออย่างน้อยที่สุด ระหว่างมีเพศสัมพันธ์แบบมีการคุมกำเนิด กับการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่มีการคุมกำเนิดเลย กรณีที่เราคุมกำเนิด เราก็จะกังวลน้อยกว่าไม่คุมกำเนิดเลยใชมั้ยล่ะ นั่นแหละ เลือกหาวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับตัวเอง และต้องเลือกวิธีคุมกำเนิดที่ปลอดภัยที่สุด สามารถเช็ควิธีคุมกำเนิดที่ปลอดภัยที่สุด และเสี่ยงที่สุด ได้จากเว็บไซต์ medthai.com/การคุมกำเนิด เว็บไซต์ดังกล่าว ได้นำเสนอประสิทธิภาพของ 34 วิธีการคุมกำเนิดทั้งหมดที่มี ว่าวิธีไหนมีโอกาสเสี่ยงมากเท่าไหร่ และยังระบุวิธีการ ขั้นตอนของการคุมกำเนิดวิธีนั้นๆ ด้วย มาคุมกำเนิดกันเถอะนะ
บทความ

5วิธีลดน้ำหนักที่ไม่ควรทำ

พูดถึงอีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรงในยุคนี้ นั่นก็คือเทรนด์รักสุขภาพ หุ่นดี มีสัดส่วนที่ดี เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่มีพิษมากขึ้น จนทำให้คนส่วนมากหันมาดูแลตัวเอง จนกลายเป็นเทรนด์ฮิตทั่วโลกในที่สุด แน่นอนว่าเทรนด์การรักสุขภาพ ต้องเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อมองลงไปลึกๆ กลับกลายเป็นว่ามันก็มีผลเสียเหมือนกัน พูดกันตรงๆ คนผอม คนหุ่นดี มักจะได้รับการยอมรับ การชื่นชมมากกว่า คนที่หุ่นไม่ดีมักจะโดนเปรียบเทียบ โดนแซะเสมอ แม้ว่าบางคนจะปล่อยวางได้ แต่อีกหลายคนก็ถูกกัดกร่อนด้วยคำพูด จนทำให้หลายๆ คนเลือกที่จะลดน้ำหนักให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะลบคำดูถูกจากคนที่เคยว่า ซึ่งส่วนใหญ่ มักจะลดน้ำหนักแบบผิดวิธี!! ส่วนใหญ่มักจะใช้การลดน้ำหนักที่เห็นผลเร็ว แต่จะส่งผลร้ายในระยะยาว หรือบางคนก็ยังไม่รู้ว่า สิ่งที่ตัวเองทำมันส่งผลร้ายยังไง ใครที่กำลังลดน้ำหนัก ห้ามทำตาม 5 ข้อต่อไปนี้เชียวนะ 1. อดอาหาร แม้ว่าการลดอาหาร ลดปริมาณการกินลง จะเป็นสิ่งที่สมควรทำสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก หรือคนที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานมากเกินไป แต่การลดปริมาณการกินมากเกินไป จนถึงขั้นอดอาหาร เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง สาวๆ หลายคนเลือกใช้วิธีการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เช่น ไม่กินมื้อเช้า กินแค่มื้อเที่ยง และไม่กินมื้อเย็นด้วย ถึงแม้ว่าวิธีดังกล่าวจะทำให้น้ำหนักลดได้จริงๆ แต่ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก และจะส่งผลต่อร่างกายของเราทันที รวมถึงระยะยาวด้วย ทันทีที่เราอดอาหาร จะทำให้ร่างกายเกิดอาการขาดสารอาหารที่จำเป็น ถึงจะอ้างว่าก็ใน 1 มื้อที่กินไปก็กินครบแล้วนะ แต่มันไม่พอหรอกนะ รวมถึงยังทำให้ขาดพลังงานจนอ่อนเพลีย เป็นโรคกระเพาะ, ท้องผูก และถ้าหากถึงเวลากินอีกครั้ง ร่างกายจะรู้สึกหิวเป็นพิเศษ ทำให้คุณกินมากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่ามื้อที่แล้ว จนสุดท้าย การลดน้ำหนักแบบอดอาหาร จะทำให้คุณอ้วนกว่าเดิม หรือที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่า โยโย่เอฟเฟคท์นั่นแหละ เราไม่ควรอดอาหารมื้อหลัก แต่เราควรงดการกินของหวาน น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว ของกินจุบจิบ เพราะนั่นคือตัวทำให้อ้วน ส่วนอาหารน่ะสำคัญมาก กินไปเถอะ 2. กินยาลดความอ้วน เป็นอีกหนึ่งวิธีที่หลายคนนิยมทำกัน ถึงแม้ว่าจะมีการรายงานข่าวอยู่แทบทุกวัน ว่ามีคนเสียชีวิตจากการทานยาลดความอ้วนหลายรายแล้ว แต่หลายคนก็ยังไม่สนใจและกินต่อไป เพราะสิ่งที่สนใจอย่างเดียว คือ อยากผอม ถึงคำว่ายา มันจะดูเป็นคำที่ปลอดภัย เพราะยาเอาไว้ใช้รักษาโรค แต่ยาลดความอ้วน ไม่ได้ช่วยรักษาเลย แถมยังทำลายสุขภาพของเราอีก ยาลดความอ้วน เหมาะสำหรับคนที่น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานมากเกินไป และจะต้องได้รับยาลดความอ้วนจากแพทย์โดยตรงเท่านั้น เนื่องจากยาลดความอ้วนส่วนใหญ่ มักจะส่งผลต่อระบบประสาทเพื่อยับยั้งไม่ให้เราทานมากเกินไป และถ้าหากทานผิดวิธี จะได้รับผลข้างเคียงอย่างร้ายแรง ผู้ที่ทานยาลดความอ้วน จึงต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด แต่สำหรับบุคคลทั่วไปที่ซื้อยาลดความอ้วนจากเน็ตมากินเอง แนะนำว่าให้เลิกซะ และไปปรึกษาแพทย์ที่มีใบรับรองอย่างถูกต้องจะดีกว่า การทานยาลดความอ้วนแบบสั่งมาทานเอง ไม่ได้ผ่านการรับรองจากแพทย์นั้น จะส่งผลข้างเคียงให้ร่างกายมีอาการผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็น หัวใจเต้นผิดจังหวะ, ความดันสูง, นอนไม่หลับ, วิตกกังวลตลอดเวลา อ่อนเพลีย, ปากแห้ง, ลิ้นรับรสไม่ได้, ชาตามผิวหนัง, ระบบย่อยมีปัญหา, ตับมีปัญหา และอย่างร้ายแรงที่สุดเลย คือร้ายแรงจนเสียชีวิต ดังนั้น ถ้าใครสนใจอยากจะทานยาลดความอ้วนจริงๆ 'ห้ามสั่งจากอินเตอร์เน็ต' ให้ไปปรึกษาแพทย์ตามโรงพยาบาลที่ปลอดภัย ไว้ใจได้ อาจจะจ่ายเพิ่มหลายบาท แต่ถ้าให้แลกกับราคาถูกแต่เสี่ยงตายแล้ว ไปพบแพทย์ดีกว่าเนาะ 3. หักโหมออกกำลังกาย การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร ถ้าหากทำได้ทั้งสองอย่าง (คุมอาหาร + ออกกำลังกาย) ก็จะสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย และทำให้สุขภาพดีอย่างมาก หรือถ้าหากออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว ไม่ควบคุมอาหาร อย่างน้อยก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่อ่อนเพลีย แต่ก็จะมีบางคน เป็นพวกสุดกู่ อยากจะผอมจัด อดอาหารแบบไม่กินอะไรเลย แถมออกกำลังกายอย่างหนัก!! หรือเอาแต่ออกกำลังกายตลอด ไม่มีเวลาให้พัก! ขอเตือนไว้ตรงนี้เลยว่า การออกกำลังกายน่ะเป็นเรื่องดี แต่ถ้ามันมากเกินไป สุดท้ายมันก็เป็นผลเสียต่อร่างกายได้ ก่อนจะออกกำลังกาย เราควรพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงรับประทานอาหารให้ร่างกายพร้อมเสียก่อน เนื่องจากร่างกายของเราต้องการพลังงานอย่างมากระหว่างออกกำลังกาย หากเราไม่ทานอาหาร หรือทานน้อย แต่ออกกำลังกายหนัก จะส่งผลให้ปวดเมื่อยอย่างหนักไปทั้งตัว เนื่องจากบริเวณที่สึกหรอไม่มีสารอาหารที่มากพอไปซ่อมแซม และยังส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลดลงอีกด้วย เนื่องจากใช้พลังงานมากเกินไป พักผ่อนซ่อมแซมไม่บาลานซ์กับการออกกำลังกาย อย่างร้ายแรงที่สุดคืออาจจะทำให้หมดสติได้ เพราะร่างกายของเรารับไม่ไหวนั่นเอง ทุกอย่างควรต้องทำตามแต่พอดี ถึงจะได้รับประโยชน์ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะส่งผลดีขนาดไหน ถ้าหากว่าถลำลึกมากเกินไป มันก็ส่งผลเสียต่อเราได้ทั้งนั้น 4. กินอาหารชนิดเดียวตลอด เชื่อว่าหลายคนที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนักขั้นแรก นั่นก็คือการควบคุมปริมาณอาหาร ด้วยการกินให้น้อยลง พยายามหลีกเลี่ยงของมัน ของทอด แป้ง ฯลฯ โดนสั่งให้งดนู่นงดนี่ สำหรับคนที่มีห้องครัวที่บ้าน ก็สบายไป แต่สำหรับคนที่อยู่หอพัก หรืออพาร์ทเมนท์ที่ไม่อนุญาตให้ทำอาหาร มันก็จะลำบากหน่อยๆ หลายคนจึงเลือกทางออกที่ดีที่สุดด้วยการเสิร์ชหาเมนูอาหารที่มีปริมาณแคลอรีน้อยๆ แล้วกินอาหารเมนูนั้นเป็นประจำ เช่น เส้นเล็กน้ำใส, สุกี้น้ำ, แกงจืดตำลึงหมูสับ ฯลฯ แน่นอนว่าการกินอาหารไม่ทอด ไม่มัน ไม่ปรุงมาก ย่อมทำให้น้ำหนักลดไวอยู่แล้ว เพราะได้กินของที่ไม่อ้วน แต่การกินแบบนี้ก็ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพเหมือนกันนะ อย่างแรกเลยคือ จะส่งผลให้ร่างกายขาดสารอาหาร การทานอาหารเพียงไม่กี่ชนิด และมีวัตถุดิบใกล้เคียงกัน จะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นมากพอ แม้ว่าการกินไขมัน การกินเนื้อสัตว์มากๆ จะทำให้น้ำหนักขึ้นไว แต่ไขมันและเนื้อสัตว์ เป็น 1 ในสารอาหาร 5 หมู่ที่จำเป็นต่อร่างกาย ก็จำเป็นต้องกิน ไม่เช่นนั้นอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพและนิสัยในระยะยาวได้ อาจจะทำให้เรากลายเป็นคนเรื่องมาก เลือกกิน ต้องกินแบบนี้ๆ เท่านั้น หรืออาจจะทำให้ขาดแคลเซียม วิตามิน สารอาหารต่างๆ เดินทางสายกลางนะ อย่าสุดกู่มากเกินไป 5. ล้วงคอ อีกหนึ่งวิธีเก่าแก่ของสาวๆ ที่ถึงแม้ว่าจะทรมาน และส่งผลเสียมาก แต่สลอตเชื่อว่าในปัจจุบันก็ยังมีสาวๆ หลายคนเลือกทำวิธีนี้ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าการล้วงคอคืออะไร การล้วงคอ คือ การพยายามล้วงคอให้สิ่งที่อยู่ภายในลำคอ กระเพาะ ลำไส้ ออกมาจากร่างกาย สำหรับสาวๆ ที่ลดน้ำหนัก มักจะล้วงคอหลักจากทานอาหาร เพื่อไม่ให้อาหารที่กินเข้าไปย่อยเข้าสู่ร่างกาย เพื่อไม่ให้อ้วนมากไปกว่านี้นั่นเอง แต่แน่นอนว่ามันส่งผลอันตรายต่อร่างกายเป็นอย่างมาก การล้วงคอ เสี่ยงต่อการเป็นกรดไหลย้อน, เป็นแผลในกระเพาะอาหาร เนื่องจากไม่ค่อยมีอะไรตกลงไปถึงกระเพาะ และการล้วงคออ้วกบ่อยๆ จะส่งผลให้กรดจากกระเพาะอาหารกัดหลอดลมจนเกิดเป็นแผลได้ นอกจากนี้ หากทำจนติดเป็นนิสัย อาจจะเสียชีวิตจากการเป็น โรคคลั่งผอม หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Anorexia nervosa ฟังอาจจะดูไม่น่ากลัว แต่โรคนี้อันตรายจนถึงชีวิต นางแบบต่างประเทศเสียชีวิตเพราะโรคนี้มาหลายคนแล้ว โดยผู้ที่เป็นโรคคลั่งผอม จะเป็นพวกคลั่งไคล้ในความผอม วิตกกังวลกับน้ำหนักและรูปร่างของตัวเองเป็นอย่างมาก ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะคิดว่าตัวเองอ้วนอยู่ตลอดเวลา และมักจะทำทุกวิธีเพื่อให้น้ำหนักลง เช่น ล้วงคอ, ใช้ยาระบาย ฯลฯ สำหรับใครที่ล้วงคอเป็นประจำ หรือคิดว่าตัวเองเสี่ยงเป็นโรคนี้ สลอตแนะนำว่าให้ไปพบแพทย์ตามโรงพยาบาล หรือไปพบจิตแพทย์ เนื่องจากโรคคลั่งผอมนั้นเป็นอาการที่เกิดจากความผิดปกติของจิตใจ และผลข้างเคียงคือการเป็นโรคซึมเศร้าเนื่องจากหมกมุ่นมากเกินไปนั่นเอง เดินทางสายกลาง คุมอาหารแต่พอดี ออกกำลังกายแต่พอดีกันดีกว่าเนาะ
บทความ

5 อนิเมะที่ปวดตับมากที่สุด

การ์ตูนอนิเมชันจากญี่ปุ่น หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า อนิเมะ เป็นสื่อบันเทิงในรูปแบบการ์ตูนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบ้านเรา อนิเมะก็มีหลากหลายแนวต่างกันออกไป แล้วแต่คนจะชอบดู มีทั้งแนวตลก, ดราม่า, คลายเครียด, สยองขวัญ หรือแม้แต่ให้ความรู้ก็มี ส่วนใหญ่เราก็มักจะดูอนิเมะสนุกๆ ดูเอามันส์ ดูคลายเครียดกันใช่มั้ยล่ะ ใครจะมาบ้านั่งดูอนิเมะแล้วเครียดกว่าเดิม แต่ก็ยังมีคนอีกมากมายที่ชื่นชอบอนิเมะที่ดูแล้วเครียด หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า อนิเมะแนวปวดตับ ปวดตับ เกิดจากการรับรู้เรื่องราวสุดเหลือเชื่อที่ไม่น่าเป็นไปได้ ยกตัวอย่างเช่น แฟนเราที่เป็นผู้ชาย ดันนอกใจไปคบกับแฟนเก่าเราที่เป็นผู้ชาย จะรู้สึกหน่วงๆ ปวดๆ ที่หัวใจกับบริเวณท้อง จนเกิดเป็นคำว่า ปวดตับ ขึ้นมา ให้ดูน่ารักกว่าคำว่าปวดใจนิดหน่อย แต่ความหมายก็คล้ายปวดใจนั่นแหละ อนิเมะปวดตับ ถือเป็นแนวที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในระดับหนึ่ง ถึงขนาดมีการโหวตด้วยว่า อนิเมะเรื่องใด ที่ดูแล้วปวดตับมากที่สุด!? สลอตได้ดึงเอาการจัดอันดับจริงๆ ผสมกับความรู้สึกของสลอตเอง ว่า 5 อนิเมะที่ปวดตับมากที่สุด มันก็จะประมาณนี้ 5. Kuzu No Honkai เป็นสุดยอดอนิเมะที่ทำให้สลอตปวดตับจนนอยด์ไปเป็นสัปดาห์ได้ มันไม่ได้แค่ทำให้เราปวดตับธรรมดา แต่ทำให้เรารู้สึกว่าอยากจะร้องไห้ออกมาด้วยความสิ้นหวัง ถึงแม้ว่าลายเส้น การลงสีของอนิเมะเรื่องนี้ จะทำให้เรารู้สึกว่า มันน่าจะเป็นอนิเมะรักใสๆ ของเด็ก ม.ปลาย ธรรมดาทั่วไป แต่เชื่อเถอะ ถ้ามันธรรมดาขนาดนั้น คงไม่มีคนพูดถึงขนาดนี้หรอก Kuzu No Honkai มีชื่อไทยคือ ความปรารถนาของเหล่าสวะ ไม่ได้หยาบคายนะ ชื่อไทยคือชื่อนี้จริงๆ เนื้อเรื่องหลักนั้นเกี่ยวกับ "ฮานาบิ" และ "มุกิ" คู่รักชายหญิงที่คนในโรงเรียนต่างชื่นชมว่าเหมาะสมกัน ทั้งหน้าตาดี สวีทหวานกันตลอด ไม่มีใครเคยเห็นว่าทะเลาะกัน แต่ความเป็นจริงของความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนี้นั้น ไม่ได้โรแมนติคอะไรเลย ฮานาบิ แอบหลงรักพี่ชายข้างบ้านมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งเธอเรียน ม.ปลาย ก็พบว่า พี่ชายข้างบ้านมาสมัครเป็นครูที่โรงเรียนของเธอ แถมยังเป็นครูประจำชั้นของเธออีกด้วย ส่วน มุกิ ก็หลงรักครูสอนวิชาดนตรีในโรงเรียนที่เขากำลังเรียนอยู่ เรื่องราวเริ่มปวดตับ เมื่อพี่ชายข้างบ้านที่ฮานาบิแอบชอบมาตั้งแต่เด็ก ดันไปหลงรักครูสอนวิชาดนตรีที่มุกิแอบชอบอยู่ เมื่อฮานาบิและมุกิต่างรู้ความลับของกันและกัน ทำให้พวกเขาตกลงกันว่า จะคบกันเพื่อสนองความต้องการที่ขาดหายไปเท่านั้น ไม่ว่าจะสวีทกันขนาดไหน ฮานาบิก็คิดว่ามุกิคือพี่ชายที่ตัวเองแอบชอบ และมุกิก็คิดว่าฮานาบิคือครูที่เขาแอบชอบเช่นกัน โดยฮานาบิและมุกิ มีข้อตกลงกันว่า คบกันเพื่อเติมเต็มความปรารถนาของกันและกันเท่านั้น ห้ามหลงรักกันเอง หลายคนอาจจะคิดว่ายังไม่เท่าไหร่ เพราะความสัมพันธ์ของคนสมัยนี้มันสาหัสกว่านั้นเยอะ แต่เมื่อเรื่องราวของอนิเมะเรื่องนี้ได้ดำเนินต่อไป ลงลึกเรื่อยๆ ก็ได้พบว่า สิ่งที่เราเห็น มักพลิกแพลงได้ตลอด คนที่เราคิดว่าโอเคที่สุดในเรื่อง กลับเป็นคนที่มีความสัมพันธ์อันปวดตับกว่าคู่หลัก มีคนหลายสิบคนต้องเข้ามาพัวพันกับความสัมพันธ์ครั้งนี้! ใครอยากดูอนิเมะที่จะตราตรึงไปตลอดกาล ก็ขอแนะนำเรื่องนี้เลย มันกลายเป็นแผลใจของสลอตไปแล้วจริงๆ T_T 4. School Days ถึงแม้ว่าอนิเมะ School Days จะเป็นอนิเมะที่ค่อนข้างเก่าแล้ว โดย School Days ออกอากาศในปี 2007 หรือสิบกว่าปีมาแล้ว แต่ด้วยเนื้อเรื่องสุดปวดตับ ทำให้มันกลายเป็นอนิเมะขึ้นหิ้งระดับตำนาน พร้อมกับเป็นอนิเมะที่เป็นที่มาของคำว่า "เรือสวย" (Nice Boa t) (ถ้าใครติดตามอ่านการ์ตูนประจำ คงจะคุ้นกับคำว่า เรือสวย หรือ Nice Boat ไม่มากก็น้อย) School Days ก็เป็นอนิเมะอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความรักของเด็กวัยรุ่น มีทั้งหมด 12 ตอน โดยในตอนแรกๆ จะเป็นอนิเมะแนวหวานซึ้ง หวานเลี่ยนจนหลายคนมองว่าเป็นอนิเมะแนวผ่อนคลายสมอง แต่เมื่อดูต่อไปเรื่อยๆ แล้ว ก็จะพบว่า เรื่องราวมันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และไปคนละทิศทางกับที่เราคิดไว้ตอนแรกเลย ตอนแรกเราจะมีความรักที่เหมือนกับคู่พระนางอยู่หรอก แต่หลังจากผ่านช่วงเวลาโปรโมชันไปแล้วเท่านั้นแหละ ก็เข้าสู่ช่วงเวลาสุดแสนจะปวดตับ ที่หลายคนเลิกดูกลางคันก็เพราะเนื้อเรื่องช่วงกลางของอนิเมะเรื่องนี้นั่นแหละ จู่ๆ มันก็ตัดอารมณ์ซะจนเราต้องอุทานว่า 'อะไรวะเนี่ย?' แต่ก็ยังมีบางส่วนที่พยายามอดทนดูต่อ เผื่อว่าตอนจบของ School Days จะช่วยเยียวยาอาการปวดตับที่เจอช่วงกลางเรื่อง ทว่าตอนจบของอนิเมะเรื่องนี้ สามารถทำให้ตับของเราพังทลายไปได้เลย! หลายคนถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยก็มี เพราะตอนจบของ School Days เป็นตอนจบที่แหกกฎจักรวาลอนิเมะเป็นอย่างมาก!! ไม่งั้นคงไม่กลายเป็นอนิเมะระดับตำนานหรอก สลอตเปิดเผยเนื้อเรื่องได้เท่านี้จริงๆ แนะนำว่าให้ไปดูด้วยตัวเองเลย จะได้รู้ซึ้งถึงคำว่า 'ปวดตับ' มันเป็นยังไง!? 3. Boku No Pico มีอนิเมะหลายเรื่อง ที่มีคำว่า Boku no (แปลว่า ของผม) นำหน้า ที่ดังที่สุดก็คงจะเป็นเรื่อง Boku No Hero Academia แต่สำหรับ Boku No Pico ก็เป็นเรื่องที่ดังไม่แพ้กัน! อนิเมะเรื่องดังกล่าว ถึงแม้ว่าจะมีแค่ 3 ตอน แต่ก็โด่งดังมากกก! ถึงขนาดที่ว่า มี Youtuber คนหนึ่งโพสต์คลิปที่มีชื่อว่า "Don't Watch An Anime Called Boku" (ลองไปหาดูกันได้) แปลเป็นไทยก็คือ อย่าไปดูอนิเมะที่มีชื่อว่า Boku นะ! ในคลิปดังกล่าว เจ้าของแชแนลได้อธิบายว่า Boku No Pico เป็นดังคอลเลคชันอนิเมะของซาตาน ที่ใครดูครบทั้ง 3 ตอน ก็แปลว่าได้ขายวิญญาณให้ซาตานไปแล้ว! หลังจากนี้จะดูอะไรโหดร้ายแค่ไหนก็ได้!! สำหรับตอนแรกของ Boku No Pico จะเป็นเพียงตอนที่ทดสอบจิตใจของเราเท่านั้น ว่าเราสามารถเผชิญกับด่านต่อไป (ตอนต่อไป) ได้หรือไม่ ซึ่งพบว่า หลายต่อหลายคน โดยเฉพาะผู้ชาย เกิดอาการปวดตับขึ้นมากระทันหัน! แต่แทนที่จะหยุดดู Boku No Pico ดันเป็นอนิเมะที่หยุดดูไม่ได้!! ซึ่งแน่นอนว่า ในตอนที่ 2 และตอนที่ 3 ของเรื่องนี้ มันทวีคูณความปวดตับขึ้นไปตามจำนวนตอนของมัน และเมื่อดูครบทุกตอนแล้ว คนที่ได้ดู ก็จะไม่เหมือนเดิมไปตลอดกาล เรียกได้ว่า Boku No Pico เป็นอนิเมะเบิกเส้นทางสายปวดตับเลยก็ว่าได้ ใครไม่เคยดูอนิเมะแนวปวดตับ แต่อยากลองดูสักครั้ง แนะนำให้ดูเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเลยจ้ะ สลอตยังไม่กล้าดูเล้ย 2. Higurashi อนิเมะอีกเรื่องหนึ่ง ที่ดูจากภายนอกแล้ว น่าจะเป็นอนิเมะแนว School Life ใช้ชีวิตไปวันๆ กับเพื่อนที่โรงเรียน เพราะประเมินจากภาพ จากลายเส้น และลักษณะของตัวละครในเรื่อง ก็น่าจะไปแนวประมาณผ่อนคลายสมอง แต่พอเปิดดูตอนแรก ยังไม่ทันมีเพลง Opening เลย Higurashi ก็ทำให้เราช็อกซะแล้ว! (ช็อกยังไงต้องดูกันเอาเอง สลอตตกใจเลย ฮือๆ) Higurashi มีชื่อไทยว่า ยามเมื่อเหล่าจั๊กจั่นกรีดร้อง และ แว่วเสียงเรไร เป็นอนิเมะแนวสยองขวัญ, ลึกลับ, จิตวิทยา, เหนือธรรมชาติ และระทึกขวัญ คือมีทุกแนวที่ทำให้ทั้งปวดตับและรู้สึกน่ากลัวในเวลาเดียวกัน ไม่มีเนื้อหาสบายๆ ให้พักเลย สิ่งที่สบายตาที่สุดก็คือลายเส้นที่ดูสบายตา น่ารัก ไม่ดูโหดจนเกินไปมั้ง นอกจากความป่าเถื่อนเลือดสาดจะมีให้เห็นทุกตอนแล้ว Higurashi ยังแฝงไปด้วยความลึกลับสยองขวัญที่พร้อมจะทำให้เราขวัญเสียได้ทุกเมื่อ แล้วพอพ้นจากความน่ากลัวแล้ว เรายังต้องติดตามอ่านต่อเพื่อตามหาคำตอบของปริศนาทั้งหมดด้วย ขอบอกเลยว่า ยิ่งดู ยิ่งปวดตับ แต่ก็ยิ่งสนุก หรือใครที่ชอบแนวนี้ สลอตแนะนำให้อ่านเป็นหนังสือจะสนุกกว่า มีทั้งหมด 8 บทหลัก และ 4 บทย่อย โดย 8 บทหลัก จะแบ่งเป็น ภาคปริศนา (4 บทแรก) และ ภาคเฉลย (4 บทท้าย) 4 บทย่อยที่เหลือเป็นเพียงเนื้อเรื่องเสริมเท่านั้น จะอ่านหรือไม่ก็ได้ สิ่งที่ทำให้ Higurashi เป็นเรื่องที่ปวดตับ แต่น่าสนุก ก็คือเราจะได้อ่านในมุมมองของตัวละครหลักทุกตัวในเรื่อง เนื้อเรื่อง Higurashi จะอยู่ในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น แต่จะเล่าเรื่องด้วยตัวละครที่แตกต่างกันไปในแต่ละบท เพื่อให้รู้ว่าทำไมตัวละครนี้ถึงทำแบบนี้ และกำลังคิดอะไรอยู่ พอถึงจุดไคลแมกซ์แล้ว จะต้องทึ่งเลยล่ะ พูดได้เท่านี้จริงๆ 1. Evagelion เป็นอนิเมะอีกเรื่องหนึ่ง ที่ถูกยกให้เป็นอนิเมะปวดตับในตำนาน แฟนอนิเมะพร้อมใจกันโหวตให้ Evagelion ปวดตับยิ่งกว่า School Day อีก!! Evagelion (เอวาเกเลียน) เป็นอนิเมะที่ฉายตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 แต่ด้วยเนื้อเรื่องสุดแหวกแนวของอนิเมะดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันก็ยังมีแฟนของอนิเมะเรื่องนี้อย่างหนาแน่น และยังแนะนำให้หน้าใหม่ๆ ดูเรื่องนี้อีกด้วย Evagelion เป็นอนิเมะที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาด เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นในสมัยนั้น โดยแทนที่จะเป็นอนิเมะแนวดูแล้วผ่อนคลาย หรือให้กำลังใจคนดู เหมือนอนิเมะแนวต่อสู้ทั่ไป แต่ Evagelion กลับเป็นอนิเมะที่จะพาคนดูดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ ไปเจอกับความทุกข์ ความผิดพลาด ความเครียดของจิตใจ พูดง่ายๆ ว่าเปรียบเสมือนอนิเมะที่สะท้อนเรื่องจริงของมนุษย์ สะท้อนด้านมืดของมนุษย์ออกมาในรูปแบบอนิเมะ ตัวละครแต่ละตัวของเรื่องนี้ ก็ไม่ได้เป็นตัวละครพ่อพระ แม่พระ ร้ายสุดกู่เหมือนเรื่องอื่น แต่เป็นตัวละครสีเทาๆ มีทั้งดีและร้ายในตัว ทั้งเรื่องของการต่อสู้ และในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร หลายคนมีความเชื่อว่า ดูๆ ไปเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นมาเองแหละน่า คงไม่เครียดมากไปกว่านี้แล้วล่ะ ถ้าคิดแบบนั้น ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า คิดผิดมหันต์มาก เพราะ Evagelion จะพาคุณดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นอนิเมะที่ปวดตับที่สุดในจักรวาลอนิเมะญี่ปุ่นแล้ว สลอตก็ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ละเอียดมาก คือแบบว่า ทนดูไม่ไหวจริงๆ ใครที่อยากปวดตับ จิตตกเล่นๆ ก็แนะนำอนิเมะเรื่องนี้เลย แต่เพลงของอนิเมะเรื่องนี้ เพราะมากเลยนะ ได้รับการโหวตให้เป็นเพลงอนิเมะที่ดีที่สุดจนถึงยุคปัจจุบัน นั่นก็คือเพลง Zankoku na tenshi no Teeze นอกจากจะปวดตับแล้ว แฟนอนิเมะรุ่นเก่า ยังยกให้ Evagelion เป็นอนิเมะที่ดีที่สุดด้วย แม้ว่าจะเก่าแล้ว แต่เนื้อหาของเรื่องนี้ก็ทันสมัย ไม่ตกยุคเลย หาดูเถอะ ทั้งปวดตับที่สุด และไม่ควรพลาดที่สุด